วัดปาฏิหาริย์พาณิชย์ : เขตธรณีสงฆ์สมัยใหม่ ภายใต้ลัทธิบูชาความมั่งคั่ง (7)

ชาตรี ประกิตนนทการ

ในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา สื่อหลายแห่งรายงานข่าวนักท่องเที่ยวนับหมื่นคนเดินทางไปไหว้พระขอพร ณ วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว ต.แคมป์สน อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ จนทำให้การจราจรติดขัดเป็นอย่างมาก (ดูใน https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/travel/1106186)

ไฮไลต์หลักของวัดคือ “วิหารพระพุทธเจ้าห้าพระองค์” ขนาดใหญ่ สูง 41 เมตร (สร้างเสร็จ พ.ศ.2557) มีเทือกเขาอันสวยงามเป็นฉากหลัง

ด้านหน้าองค์พระออกแบบเป็นลานขนาดใหญ่ที่สามารถใช้เป็นทั้งพื้นที่ไหว้พระไปพร้อมๆ กับถ่ายภาพทิวทัศน์เขาค้อ ในบริเวณใกล้กันมีการสร้างเจดีย์รูปทรงแปลกตาที่นำเครื่องเบญจรงค์ ลูกแก้ว ตลอดจนกระเบื้องสีสันสวยงามต่างๆ มาตกแต่งพื้นผิวเจดีย์และทางเดินโดยรอบ สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ผู้มาเที่ยวชม

โดยในช่วงเวลาที่เหมาะสม ม่านหมอกจะปกคลุมพื้นที่วัด เหลือเพียงแค่วิหารพระพุทธเจ้าห้าพระองค์และเจดีย์ที่สามารถลอยพ้นยอดเมฆหมอกออกมาเสมือนหนึ่งเรากำลังมองวิมานบนสวรรค์ชั้นฟ้าตามเรื่องเล่าทางศาสนาที่ได้ยินได้ฟังเมื่อครั้งยังเด็ก

ทั้งหมดนี้ทำให้วัดมีคุณสมบัติสอดคล้องและครบถ้วนตามแนวทางการเป็น Instgrammable Temple ที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในทัศนะผม

วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว ในช่วงปีใหม่ พ.ศ.2567
ที่มาภาพ : https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/travel/1106186

อย่างไรก็ตาม การเป็น Instgrammable Temple อาจไม่ใช่เงื่อนไขเดียวที่ทำให้ผู้คนหลักหมื่นเดินทางไปที่วัดแห่งนี้ แต่น่าจะเป็นการผสมผสานเข้ากับแรงผลักดันทางความเชื่อและตำนานศักดิ์สิทธิ์แนวปาฏิหาริย์ที่ปรากฏอยู่ในเรื่องเล่าหลายอย่างของวัดด้วย

ตามประวัติที่บอกเล่าต่อกันมา ในอดีต ชาวบ้านหลายคนในพื้นที่มองเห็นลูกแก้วลอยเหนือฟากฟ้าและลอยหายเข้าไปในถ้ำบริเวณยอดผา ชาวบ้านเชื่อว่าลูกแก้วคือพระบรมสารีริกธาตุที่เสด็จมาแสดงปาฏิหาริย์

เรื่องเล่าทำให้บริเวณนี้กลายเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์และเรียกกันต่อมาว่า “ผาซ่อนแก้ว” หลายคนเชื่อว่าหากใครกำลังประสบปัญหาชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการงานหรือการเงินก็สามารถมาขอพรเพื่อคลายปัญหาและความกลัดกลุ้มใจต่างๆ ทั้งหมดลงได้

นอกจากเรื่องเล่าเก่าแก่ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมายังเกิดเรื่องเล่าชุดใหม่ด้วย คือเรื่องปาฏิหาริย์พระธาตุสีชมพูเป็นจำนวนมากเสด็จมาประทับ (เกาะ) อยู่โดยรอบ “รูปหล่อหลวงปู่ดู่” ที่ตั้งอยู่ภายในวิหารพระเจ้าห้าพระองค์ ซึ่งหลายคนเชื่อว่าเป็นปรากฏการณ์ศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ และทำให้ผู้คนเดินทางมาสักการะ (ดูใน https://www.dailynews.co.th/news/1916555/)

ภาพถ่ายมุมสูงวัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว ในวันที่หมอกปกคลุมวัด
ที่มาภาพ : https://amnartopaso.com/

เรื่องเล่าประเภทนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่มีการก่อตั้งวัดเมื่อ พ.ศ.2547 จนทำให้ วัดพระธาตุผาซ่อนแก้วกลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของสายมู

เมื่อเรื่องเล่าปาฏิหาริย์ (ที่เปลี่ยนพื้นที่ผืนป่าให้กลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์) ผสานรวมเข้ากับการออกแบบวัดตามแนวทาง Instgrammable Temple ที่ลงตัว วัดพระธาตุผาซ่อนแก้วก็ยกระดับขึ้นไปอีกขั้น แตกต่างจาก “วัดปาฏิหาริย์พาณิชย์” ทั่วไป (ที่มุ่งเน้นเพียงแค่การดึงดูดสายมูเข้าวัดเพียงอย่างเดียว) มาสู่การเป็นวัดที่ตอบสนองเป้าหมายที่หลากหลายกว่า ทั้งการกราบไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์แนวปาฏิหาริย์ การเป็นพื้นที่ชมวิวทิวทัศน์เขาค้อในมุมสูง

ไปจนถึงการเป็นสถานที่สวยงามเหมาะแก่การถ่ายภาพเพื่อแชร์ใน social media

วัดกลางคลองวัฒนาราม
ที่มาภาพ : เพจ วันลา.ต้องได้เที่ยว https://www.facebook.com/wanlatravel?locale=th_TH

อุโบสถหลังใหม่ของวัดกลางคลองวัฒนาราม จ.พระนครศรีอยุธยา ที่เริ่มสร้างเมื่อ พ.ศ.2556 และเพิ่งเปิดให้เข้าชมภายในพระอุโบสถได้ไม่นานราวช่วงปีที่ผ่านมา เป็นอีกตัวอย่างที่สะท้อนปรากฏการณ์นี้

ตัววัดเป็นวัดเก่าแก่อายุร้อยกว่าปีใน จ.พระนครศรีอยุธยา ที่เข้าสูตรคุณสมบัติวัดที่จะกลายมาเป็นวัดปาฏิหาริย์พาณิชย์อย่างชัดเจน

นั่นก็คือ เป็นวัดราษฎร์ที่มิได้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์หรือมีจุดเด่นที่มากเพียงพอจะดึงดูดผู้คนเข้าวัดได้ในโลกทุนนิยมสมัยใหม่

ดังนั้น เมื่อวัดตัดสินใจจะสร้างพระอุโบสถขึ้นใหม่ จึงเลือกใช้แนวทาง (ไม่ว่าวัดจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม) ที่ผสมผสานกันระหว่าง “วัดปาฏิหาริย์พาณิชย์” และ Instgrammable Temple โดยเลือกออกแบบให้มีจุดขายเป็น “อุโบสถสีม่วง” หนึ่งเดียวในไทย

การออกแบบโดยเล่นกันแนวสีโมโนโทน (สีม่วง) ชวนให้นึกถึง “วัดสีขาว” (วัดร่องขุ่น) และ “วัดสีน้ำเงิน” (วัดร่องเสือเต้น) ซึ่งเป็นต้นแบบสำคัญของกระแสนี้

โดยจุดเด่นของวัดกลางคลองวัฒนารามคือการประดับตกแต่งภายในอาคารด้วยสีและโมเสกโทนม่วงทอง พร้อมทั้งออกแบบลวดลายพื้นที่พิเศษไม่เหมือนวัดไหนด้วยการทำเป็นเหมือนสะพานเดินข้ามสระน้ำ โดยพื้นสองข้างตัวสะพานจะทาสีฟ้า มีลวดลายปลาคราฟ์ (ทางวัดอธิบายว่าเป็นปลากัด) และดอกบัวกระจายเต็มพื้น โดยพื้นทั้งหมดจะถูกเททับด้วยเรซิ่นใสเพื่อให้เกิดเอฟเฟ็กต์คล้ายสระน้ำจริง

ซึ่งการเลือกออกแบบเช่นนี้มีเป้าหมายชัดเจนเพื่อดึงดูดให้คนมาเที่ยวและถ่ายภาพแชร์ใน social media

ส่วนองค์พระประธานภายในคือพระพุทธรูปปางมารศรีวิชัยโดยออกแบบพื้นที่ด้านหลังให้มีลักษณะเหมือนต้นพระศรีมหาโพธิ์จำลอง ซึ่งจุดนี้เองที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองกิจกรรมแบบสายมู เพราะมีการสร้างเรื่องเล่าเชิญชวนให้คนมาเดินลอดใต้ต้นโพธิ์ 3 รอบด้านหลังพระประธานเพื่อความเป็นสิริมงคล

 

อีกหนึ่งวัดที่อยู่ในแนวทางนี้คือ วัดปากน้ำแขมหนู จ.จันทบุรี ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในหมู่นักท่องเที่ยวสายวัดว่ามีของแปลกคือ “โบสถ์สีน้ำเงิน” ซึ่งควรค่าแก่การไปเที่ยวชม โดยตัวโบสถ์ถูกประดับตกแต่งด้วยเซรามิกในแนวโทนสีขาวน้ำเงินทั้งหลัง และด้วยที่ตั้งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากทะเลมากนัก จึงดึงดูดผู้คนให้ผู้คนมากราบไหว้ขอพรทำบุญและถ่ายภาพ ถึงขนาดที่เพจของโรงแรมแห่งหนึ่งในจังหวัดจันทบุรีเขียนแนะนำเอาไว้ว่า

“…โดยปัจจุบันในโลกออนไลน์ วัดปากน้ำแขมหนู กลายเป็นที่รู้จักของประชาชนและนักท่องเที่ยว…แนะนำว่าให้หาชุดที่มีสีขาวน้ำเงินลายๆ หรือจะใส่เป็นโทนขาวหรือโทนน้ำเงินก็สวย มาตั้งแต่เช้าแดดไม่ร้อนสบายๆ สิ่งเหล่านี้ดึงดูดให้ทั้งชาวเน็ตสายบุญ ชักชวนกันมาเที่ยวชมวัดและทำบุญกันเป็นจำนวนมาก จึงทำให้ที่นี่กลายเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของจังหวัดจันทบุรี…”

(อ้างถึงใน https://www.thepeakchan.co.th/วัดปากน้ำแขมหนู/)

 

สามวัดที่กล่าวมา เป็นเพียงตัวอย่างส่วนหนึ่งของโมเดลใหม่ในการสร้างวัดที่เรากำลังพบเห็นมากขึ้นในปัจจุบัน เป็นโมเดลที่ควบรวมเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแยกไม่ออกระหว่างศาสนา ลัทธิบูชาความมั่งคั่ง ทุนนิยม และการท่องเที่ยว

อีกโมเดลที่น่าสนใจมากของปรากฏการณ์ “วัดปาฏิหาริย์พาณิชย์” ที่ผมอยากจะพาไปสำรวจเป็นแนวทางสุดท้ายคือ โมเดลการสร้างวัดปาฏิหาริย์พาณิชย์ในวัดที่ “เคย” มีพระเกจิโด่งดังเป็นเจ้าอาวาส ไม่ว่าจะเป็นการโด่งดังในแง่ของคำสอน วัตรปฏิบัติ ปาฏิหาริย์บารมี หรือการสร้างวัตถุมงคลประเภทต่างๆ

ในกลุ่มวัดเหล่านี้ หากพูดในภาษาการตลาดในโลกทุนนิยมก็คือวัดที่มี “ทุน” หรือ “จุดขาย” พร้อมสำหรับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่วัดได้อย่างไม่ยากเย็น นั่นก็คือ “พระเกจิ” โดยวัดไม่จำเป็นต้องดิ้นรนสร้างความแปลกพิเศษที่ไม่เหมือนใครในรูปแบบที่วัดราษฎร์ทั่วไปต้องทำ

ผมเน้นย้ำคำว่า “เคย” เพราะหากพระเกจิที่มีชื่อเสียงยังมีชีวิตอยู่ การดึงผู้ศรัทธาเข้าวัดย่อมเป็นเรื่องง่าย โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยการออกแบบอาคารสถานที่ใดๆ เข้ามาช่วยแต่อย่างใด

แต่เมื่อใดก็ตามที่พระเกจิรูปนั้นมรณภาพลง ปัญหาที่เกิดขึ้นจะตามมาทันที มากน้อยขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของวัดแต่ละแห่ง

แต่อย่างไรก็ตาม โดยภาพรวม ผู้คนที่เข้าวัดจะลดน้อยลงอย่างแน่นอน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อรายได้ที่เข้าวัดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังนั้น วัดที่ “เคย” มีพระเกจิจึงจำเป็นต้องบริหารจัดการรูปแบบใหม่เพื่อรองรับกับยุคสมัยใหม่ที่ไม่มีพระเกจิอีกต่อไป ซึ่งเท่าที่ตามสังเกตมาสักพักพบว่ามีแนวทางร่วมกันบางอย่างที่น่าสนใจในการออกแบบเขตธรณีสงฆ์ของวัดกลุ่มนี้คือ มีความพยายามจะรักษาความทรงจำตลอดจนปาฏิหาริย์ทั้งหลายที่พระเกจิรูปนั้นเคยสร้างไว้ให้คงอยู่มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

รูปแบบที่เราจะพบเห็นบ่อยที่สุดคือ “พิพิธภัณฑ์” ซึ่งมิใช่พิพิธภัณฑ์แบบทางโลก แต่คือพิพิธภัณฑ์ที่ต้องการรักษาปาฏิหาริย์ของพระเกจิรูปนั้นให้คงอยู่ตลอดไป