ส่องดราม่า… ยกเลิก ‘กันตรึม’ ที่ศรีเทพฯ ไม่มีใครได้-มีแต่เสีย (ประโยชน์)!!

กลายเป็นดราม่าขึ้นมา เมื่อ ดร.สุกรี เจริญสุข ประธานมูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข ผู้ก่อตั้งวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตรา เปิดตัวชนกับหัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ ที่รับผิดชอบดูแลเมืองโบราณศรีเทพ ซึ่งองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม เมื่อปี 2567 หลังประกาศ “ยกเลิก” การแสดง “กันตรึม” ของ น้ำผึ้ง เมืองสุรินทร์ ที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ในวันที่ 20 มิถุนายน 2567

พร้อมทั้งย้ายการแสดงไปที่พาสาน ปากน้ำโพ จ.นครสวรรค์…

โดย ดร.สุกรีระบุถึงสาเหตุที่ยกเลิกการแสดง เพราะได้รับแจ้งจากอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ว่า กันตรึม “ไม่ใช่” วัฒนธรรมในพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์ เพราะวัฒนธรรมในพื้นที่ คือ “ทวารวดี” จึงตัดสินใจขอถอนการแสดงออก และย้ายไปแสดงที่ปากน้ำโพ โดยต้องเขียนเพลงใหม่ทั้งหมด

ส่วนสาเหตุที่เลือกอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จัดแสดงวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตรา พร้อมการแสดงกันตรึม เพราะมองว่าอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ เป็นอุทยานสำคัญทางประวัติศาสตร์ ทั้งของไทย และของโลก มีมาก่อนยุคสุโขทัย อยุธยา และลพบุรี และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม

จึงได้เริ่มไปสำรวจ และติดต่อผ่านอดีตอธิบดีกรมศิลปากร รวมถึงผู้ใหญ่อีกหลายท่าน ซึ่งได้ช่วยประสานนายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เพื่อขออนุญาตจัดการแสดง และได้รับอนุญาตให้ไปจัดการแสดง ที่เลือกกันตรึม และเลือก น้ำผึ้ง เมืองสุรินทร์ เพราะเสียงดี และเป็นหมอผี

“ผมไปสำรวจพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพมาแล้ว 3 ครั้ง โดยได้ประสานอดีตอธิบดีกรมศิลปากร เพื่อหารือการจัดการแสดง ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการตอบรับอย่างดี อาทิ จัดแสดงที่ จ.สุโขทัย จะใช้เพลงสุโขทัย ไปแสดงที่ จ.นครศรีธรรมราช ก็ใช้เพลงนครศรีธรรมราช หรือไปแสดงที่ จ.ลพบุรี จะใช้เพลงเกี่ยวกับวังนารายณ์ เป็นต้น ส่วนที่บอกว่ากันตรึมไม่ใช่วัฒนธรรมในพื้นที่ ซึ่งหมายถึงทวารวดีนั้น ผมไม่รู้ เกิดไม่ทัน แต่วัฒนธรรมหมอผีมีอยู่ ทั้งผีมอญ ผีเม็ง ผีมด แต่เมื่อไม่ให้แสดง ผมก็ยกเลิก ไม่ไป ซึ่งมีชาวเพชรบูรณ์จำนวนมากบอกว่าเสียดายที่ยกเลิก” นายสุกรีกล่าว

พร้อมทั้งนั่งยัน ยืนยันว่า จะไปจัดแสดงที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ก็ต่อเมื่อ “เปลี่ยน” หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ!!

ดร.สุกรี เจริญสุข

หลังปรากฏเป็นข่าว มีผู้แสดงความคิดเห็น อย่าง นายสมฤทธิ์ ลือชัย นักประวัติศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมอุษาคเนย์ ระบุว่า ถ้าบอกว่ากันตรึมไม่เกี่ยวข้องกับศรีเทพ ถือเป็นปัญหาใหญ่ของเจ้าหน้าที่ที่ดูแลโบราณสถาน เพราะตีความวัฒนธรรมไม่แตก เนื่องจากศรีเทพมีทั้งทวารวดี และอิทธิพลขอม ฉะนั้น ศรีเทพเป็นการทับซ้อนกันของทวารวดี มอญ กับอาณาจักรเมืองพระนคร คือขอม แล้วตอนหลังพวกลาวมาอยู่ กลายเป็นสยาม และประเทศไทย จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า ความเป็นเขมร อยู่ในศรีเทพ

“ขอม เขมร หรือมอญทวารวดี เป็นกลุ่มเดียวกัน คือ ออสโตรเอเชียติก เป็นกลุ่มที่พูดภาษาเดียวกันที่เขาเรียกว่า ‘มอญ-เขมร’ จึงเป็นปัญหาที่ผู้บริหารอยู่ 2 เรื่อง คือ ขาดความรู้ความเข้าใจ และการบริหารจัดการ” นายสมฤทธิ์กล่าว

ขณะที่ นายวิศัลย์ โฆษิตานนท์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ มีคำถาม 4 ข้อถึงผู้บริหารอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ว่า

1. มรดกโลกแห่งนี้ กำลังเป็นที่โหยหา และอยากให้ทุกคนได้มาเยี่ยมเยือน ฉะนั้น กิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้น จะเป็นการสมประโยชน์ในความเป็นมรดกโลก เพื่อให้คนในพื้นที่ได้รับประโยชน์

2. การจัดแสดงดนตรีซิมโฟนีออร์เคสตราของอาจารย์สุกรีที่ผ่านมา จัดแสดงในแหล่งมรดกโลกหลายแห่ง ฉะนั้น ที่อ้างว่ากันตรึมไม่ใช่วัฒนธรรมของพื้นที่ ไม่น่าจะฟังขึ้น เพราะดนตรีซิมโฟนีก็ไม่ใช่ของไทย

3. เมืองโบราณศรีเทพ นอกจากเป็นทรัพย์สินของคนเพชรบูรณ์แล้ว ยังเป็นของมวลมนุษยชาติอีกด้วย จึงควรรับฟังความคิดเห็น และคำนึงถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับ

และ 4. เมืองโบราณศรีเทพ เป็นสมบัติของคนเพชรบูรณ์ และของคนไทยทั้งชาติ การทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ ไม่ควรจะถูกปิดกั้น

โดยจะรอฟัง ว่าเหตุผลที่แท้จริงคืออะไร!!

 

ฝั่งเพจเฟซบุ๊ก “อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ” ก็ได้โพสต์ข้อความของ นายสิทธิชัย พูดดี หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ เพื่อชี้แจงเรื่องนี้ในแง่มุมต่างๆ อย่างละเอียด โดยอุทยานฯ ได้รายงานกรมศิลปากรเพื่อตอบหนังสือมูลนิธิอาจารย์สุกรีฯ ที่ขอให้กรมศิลปากรเป็นเจ้าภาพร่วม สนับสนุนการจัดงานที่บริเวณโบราณสถานปรางค์ศรีเทพ โดยขอสนับสนุนโต๊ะ เก้าอี้ และการอำนวยความสะดวกในพื้นที่ ซึ่งกรมศิลปากรมีหนังสือตอบรับการเป็นเจ้าภาพร่วม และยินดีให้ใช้สถานที่จัดงาน

นอกจากนี้ มูลนิธิอาจารย์สุกรีฯ ได้เข้าสำรวจพื้นที่อีก 2-3 ครั้ง ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่มูลนิธิแจ้งว่าการแสดงของวงออร์เคสตราครั้งนี้ จะแสดงร่วมกับการแสดงพื้นบ้าน “กันตรึม” ซึ่งเป็นวัฒนธรรมทางสุรินทร์ และเคยแสดงที่ปราสาทพนมรุ้งแล้ว อุทยานฯ จึงได้เจรจาให้ปรับเป็นการแสดงพื้นบ้าน หรือการแสดงพื้นถิ่นของคนในพื้นที่ อ.ศรีเทพ หรือใน จ.เพชรบูรณ์ เพราะไม่อยากให้สื่อสารผิดพลาด และก่อนที่มูลนิธิจะยกเลิกการแสดง อุทยานฯ ได้แจ้งสนับสนุนเพิ่มเติมในส่วนของไฟส่องสว่างตามทางเดิน ลานจอดรถ เนื่องจากมูลนิธิมีงบประมาณไม่พอ

การโทรศัพท์ครั้งล่าสุดระหว่างอาจารย์สุกรี กับหัวหน้าอุทยานฯ อาจารย์สุกรีได้แจ้งยกเลิกการแสดง เพราะไม่พอใจที่อุทยานฯ ไม่เห็นด้วยกับการแสดงกันตรึม โดยแจ้งว่าเป็นการก้าวล่วงการแสดง ขณะที่หัวหน้าอุทยานฯ แจ้งชัดเจนว่าไม่มีอำนาจในการอนุญาต หรือไม่อนุญาต ให้จัดแสดง แต่จำเป็นต้องสอบถามอย่างละเอียดถึงแรงบันดาลใจในการจัดแสดง เพื่อเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณา เนื่องจากไม่ได้แนบข้อมูลการแสดงกันตรึมไว้แต่แรก ซึ่งอุทยานฯ ไม่มีเจตนาที่จะไม่เคารพในวัฒนธรรมใดๆ

และเมื่อการสื่อสารของอุทยานฯ ทำให้เกิดความไม่สบายใจกับหลายๆ ภาคส่วน ที่สำคัญที่สุดคือกับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์ และ จ.สุรินทร์ ซึ่งอาจนำไปสู่ความวุ่นวายในอนาคตได้ หัวหน้าอุทยานฯ จึงขอแสดงความรับผิดชอบในการเขียนขอย้ายออกนอกพื้นที่ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์อุทยานฯ

ซึ่งประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้แสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า รับทราบข้อมูล และเหตุผลที่แท้จริงแล้ว ขอเป็นกำลังใจให้ และขอขอบคุณในการทำงานทุกๆ อย่างเพื่อศรีเทพ!!

 

ขณะที่นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร มองเรื่องที่หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพทำเรื่องยื่นขอย้ายออกจากพื้นที่ จากการยกเลิกจัดการแสดงกันตรึมนั้น น่าจะมาจากการสื่อสารที่อาจเข้าใจผิดกัน และเท่าที่ฟังอุทยานฯ ชี้แจง ก็มีเหตุผลรับฟังได้…

โดยอธิบดีกรมศิลปากรย้ำชัดเจนว่า “ไม่มี” นโยบายย้ายหัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ออกจากพื้นที่แน่นอน…

ที่สำคัญ นายสิทธิชัยมีผลงานผลักดันการประกาศขึ้นทะเบียนเมืองโบราณศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ เป็นมรดกโลกมาโดยตลอด การให้ย้ายออก จึงไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่เหมาะสม…

และหลังประกาศขึ้นทะเบียนมรดกโลกแล้ว ยังมีอีกหลายเรื่องต้องเร่งดำเนินการ ซึ่งหัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพคนปัจจุบัน “เหมาะสม”…

ก็ได้แต่หวังว่าการทำงานร่วมกันในอนาคต ระหว่างมูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข และหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบพื้นที่ที่วงออร์เคสตราจะไปจัดแสดงนั้น น่าจะต้องพูดคุยกันด้วยหลักการและเหตุผล รวมถึงแต่ละฝ่ายต้องลดอีโก้ลง…

เพื่อให้ได้การแสดงที่ดีที่สุด ตรงใจที่สุด และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย…

ที่สำคัญ ประชาชนในพื้นที่ต้องได้ประโยชน์สูงสุด!! •