ซุปเนื้อ | “เสาวรี” : ประกวดเรื่องสั้นมติชนอวอร์ด 2024

“เสาวรี” | ประกวดเรื่องสั้นมติชนอวอร์ด 2024

ซุปเนื้อ

 

1.

เมื่อถ่านในเตาติดไฟ ฟาอิซก็ถอยออกมานั่งบนเก้าอี้ไม้ เอนหลัง โยกเบาๆ เสียงเอี๊ยด เอี๊ยด ดังเป็นจังหวะ ก่อนจะหยิบบุหรี่มาสูบ เสียงหนึ่งดังสะท้อนอยู่ในหู

“ขี้ขลาด ไม่คิดแก้แค้นให้ใครเลยใช่ไหม”

เสียงนั้นเสมือนว่า ดังอยู่ในกรงเหล็กที่ฟาอิซสร้างขึ้น กรงเหล็กที่ถูกสร้างขึ้นในจิตใจของตัวเองมานานถึง 18 ปี

ควันบุหรี่ลอยม้วนตัวเป็นสีเงินอยู่รอบตัวเขา ความขี้ขลาดหรือ เขาหรี่ตามองเปลวไฟในเตา ดูดบุหรี่จนหมดมวน ก่อนจะขยี้ทิ้งบนจานสังกะสีเก่าคร่ำ

แม้ว่าฟาอิซจะสูบบุหรี่ แต่เขาจะสูบเฉพาะในบ้านเท่านั้น ถ้าไปที่มัสยิดเขาจะไม่ทำ

ฟาอิซยืนนิ่งอยู่หน้าร้าน มองออกไปบนท้องถนนสายเปลี่ยว เหงาเงียบ ถนนสายนี้เป็นถนนดิน เมื่อปีที่แล้ว เพิ่งได้เปลี่ยนสถานภาพมาเป็นถนนลูกรัง มันเป็นเพียงถนนแคบๆ กว้างประมาณ 4 เมตรเศษ พอให้รถวิ่งได้เลนเดียว ถ้ามีรถสวนกัน ก็ต้องถอยมาหน้าร้าน เพื่อให้รถอีกคันไปก่อน หรือต้องจอดแนบข้างพงหญ้าคันหนึ่งเสมอ แต่หน้าบ้านของฟาอิซ ก็มีพื้นที่กว้างขวางพอให้รถเข้ามาจอดได้ประมาณ 4-5 คัน ร้านของเขาเดิมไม่มีที่ให้นั่งกินอาหารอะไรทั้งนั้น มีแต่ใส่ถุงกลับบ้านอย่างเดียว แต่ลูกค้าบางคนบอกอยากนั่งกินที่ร้าน เขาจึงจัดโต๊ะเพียง 2 โต๊ะ และเตรียมถ้วยชามไว้เผื่อลูกค้าไม่มากนัก

ทุกเช้า ฟาอิซจะหยิบมีดมาหั่นเนื้อเป็นก้อนใหญ่ช้าๆ มันเป็นเนื้อสดที่เรียกว่าเนื้อชั้นดี เขาซื้อมาจากโกยะ ซึ่งจะนำเนื้อมาส่งให้ทุกเช้า ก่อนจะไปส่งต่อในตลาด ฟาอิซไม่ต้องไปตลาดซึ่งไกลจากที่นี่ เขาขอบคุณโกยะเสมอ

ในตัวอำเภอนั้น นานทีฟาอิซจึงจะเข้าไป เขามีรถกระบะอยู่คันหนึ่ง ทุกวันศุกร์ เขาจะขับรถเข้าไปที่มัสยิดซึ่งอยู่ใกล้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ตรงนี้เป็นมัสยิดเก่าแก่ มีพี่น้องมุสลิมมากมาย

ด้านหน้ามัสยิดติดกับถนนแสงชูโต มุ่งสู่กาญจนบุรี ตรงฟุธปาธ มีพวกแขกอินเดียขายโรตี และมีหญิงมุสลิมคลุมฮิญาบขายไก่ทอดโรยหอมเจียวหอมกรุ่นจนคิวแน่น

คิดอะไรเรื่อยเปื่อย สุดท้ายก็ทำทุกอย่างเหมือนเดิม ตักน้ำใส่หม้อเบอร์ 60 วางบนเตาอั้งโล่ขนาดใหญ่ที่สั่งทำพิเศษ เตรียมหั่นหอมใหญ่ มันฝรั่ง ก่อนจะหันไปคีบบุหรี่ดูดเป็นระยะ แม้จะรู้ว่าเป็นฮาลามหรือสิ่งต้องห้ามในศาสนา แต่ฟาอิซก็ยังไม่สามารถเลิกได้ ด้วยทุกข์อันหนักอึ้งจากการสูญเสียในอดีต เขาไม่เหลือใครเลย ทุกคนทิ้งเขาไปอย่างไร้เยื่อใย บุหรี่ช่วยให้เขาดีขึ้น

หม้อซุปกำลังเดือดพล่าน กลิ่นหอมโชยอบอวลจากเครื่องเทศ กระวาน อบเชย กระเทียม พริกไทยดำ รากผักชี ขิงแก่ สารพัดที่เขาทุบใส่ลงไปในหม้อ

ฟาอิซทำซุปเนื้อตุ๋นทุกวัน วันละ 1 หม้อใหญ่ เรื่องการขายน่ะหรือ ก็แล้วแต่โชค บางวันขายหมดเกลี้ยง บางวันเหมือนว่าจะเหลือ เขาติดป้ายหน้าร้านเล็กๆ ว่า “ซุปเนื้อ”

พวกแขกที่มากินมักจะพูดว่า “อร่อยมาก ไม่เคยกินซุปเนื้อที่อร่อยอย่างนี้มาก่อน” ฟาอิซเพียงยิ้มมุมปาก ผงกศีรษะเล็กน้อย ใบหน้าของเขาดูเศร้าแม้จะได้รับคำชม ลูกค้าบางคนพูดว่า ฝีมือดีอย่างนี้ทำไมไม่ไปขายในเมือง

“มีเบียร์เย็นๆ สักหน่อยมั้ย” ลูกค้าถาม ฟาอิซส่ายหน้า

“น่าเสียดาย” ลูกค้าทำท่าเสียดายจริงๆ

ฟาอิซหยิบผ้ามาเช็ดโต๊ะ เขาถูไปมาเหมือนชาตินี้จะไม่มีวันเช็ดโต๊ะเสร็จ

ฟาอิซเป็นพ่อค้าซุปเนื้อที่เงียบขรึม เขาไม่คุยโอ่อ่าเหมือนพ่อค้าเนื้อคนอื่นๆ เมื่อได้รับคำชมจากลูกค้า ไม่มีใครรู้ว่าเขาคิดอย่างไร ยินดีหรือไม่ บอกไม่ถูก แต่พวกลูกค้าก็พูดกันปากต่อปากว่า ซุปเนื้อของฟาอิซถึงขั้นโอชะ แม้ทั้งร้านจะมีซุปเนื้อตั้งอยู่หม้อเดียวก็ตาม

พระอาทิตย์ตกดิน ฟาอิซปิดประตูบ้าน เขากินอาหารคนเดียว มีผักและปลา ส่วนซุปเนื้อนั้น เขาไม่เคยกินเลยนับตั้งแต่มาเป็นพ่อค้า มันไม่มีเหตุผลอะไรมากนัก แค่ว่า เขาไม่อยากกินมันก็เท่านั้นเอง

 

2.

วัยเด็ก เขาอยู่ในหมู่บ้านชายแดนใต้ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความยากจน และความขัดแย้งทางการเมือง ปัญหาสังคม ยาเสพติดเกิดในทุกที่ แต่ครอบครัวของเขาก็อบอุ่น

ฮะซันพี่ชายของเขา อายุมากกว่าเขา 5 ปี เมื่อฟาอิซเรียนอยู่ชั้น ม.1 ฮะซันก็เตรียมตัวเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย แต่เขาก็ไม่เห็นฮะซันอีกเลย

มะกับป๊ะนิ่งเงียบ ความเศร้ากลืนกินครอบครัวเกือบหมด ฮะซันหายไปไหน เขาไม่อยากคิด แต่ตำรวจพูดกันว่า ฮะซันเป็น 1 ในผู้ก่อการร้ายที่ยิงถล่มบันนังสตา

มะกับป๊ะจากไปในวันที่คืนเดือนมืด ฟาอิซกอดศพของทั้งสอง มีคนพูดว่า เป็นฝีมือของตำรวจ ฮะซันยังไม่กลับมา ญาติของเขาบอกว่า ฟาอิซจะเป็นคนต่อไปที่จะถูกตามเก็บ แม้ว่าเขาจะไม่ได้กลัวเรื่องที่ญาติพูด แต่เขาก็คิดว่า ที่นี่เศร้าเกินไป ฟาอิซตัดสินใจเดินทางออกจากบ้านเกิด เขาขายสวนยางทั้งหมด และมาตั้งรกรากอยู่แถบภาคกลางตามลำพัง

ไม่มีใครรู้ว่าเขาอยู่ได้อย่างไร จากเด็กหนุ่มมุสลิม สู่ชายวัยกลางคนที่เงียบขรึม เขาซื้อที่ดิน 3 ไร่จากชาวบ้านที่นี่ ปลูกบ้านหลังเล็กๆ อยู่อย่างโดดเดี่ยว หนีห่างจากเสียงปืนและความเงียบเหงาที่บ้านเกิด เงินเหลืออยู่จำนวนหนึ่ง เขาฝากธนาคาร และต้มซุปเนื้อวันละหม้อใหญ่ขายเป็นอาชีพ

ชายแดนใต้ยังมีข่าวร้ายอยู่เนืองๆ ฟาอิซอ่านข่าวอย่างเงียบๆ เขาไม่มีความเห็นใดๆ ทั้งสิ้น แม้บางครั้งคนที่มัสยิดจะพูดคุยถึงเรื่องนี้กันบ้าง แต่เขาก็นิ่งเสีย

“มันเป็นเรื่องการเมือง เป็นเรื่องผลประโยชน์ของการเมืองท้องถิ่น” โกยะเคยพูดกับเขา เมื่อส่งเนื้อสดให้เขาในวันหนึ่ง

ฟาอิซเพียงพยักหน้าเห็นด้วย โกยะมองเขาอย่างเห็นใจ

บ่ายวันหนึ่ง เขาปิดร้านเร็วกว่าปกติ ซุปเนื้อยังไม่หมด แต่ก็เหลือไม่มาก ร้านของเขาต้อนรับแขกสำคัญที่เขารอคอยมานาน

“อาแบร์” ฟาอิซเสียงสั่น เมื่อเห็นชายคนหนึ่งเดินตรงรี่มาที่ร้าน ใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเครา เขาสวมเสื้อกุรงแขนสั้นสีเทา กางเกงขายาวแบบดะวะห์ สวมหมวกกะปิเยาะห์สีน้ำเงิน นั่นละฮะซันพี่ชายของเขาที่หายสาบสูญไปนาน

“กลับไปบ้าน ที่นั่นต้องการพวกเรา”

“ไม่” ฟาอิซตอบ

“ฟาอิซ” ฮะซันเรียกเสียงเหมือนปลอบประโลม แน่นอน ทั้งคู่ผ่านความสูญเสียมามากมาย ฮะซันเป็นนักสู้ เขามั่นใจว่า สิ่งที่เขาทำคือการต่อสู้กับความอยุติธรรม ฟาอิซทราบดีถึงความคิดและความในใจของพี่ชาย แต่เขาพอแล้ว ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว นอกจากชีวิตที่เงียบสงบ และอุทิศให้กับศาสนา เป็นเพียงพ่อค้าซุปเนื้อธรรมดาที่ไม่ต้องการต่อสู้กับอะไรทั้งนั้น และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ฮะซันเสียใจ เขากล่าวว่า

“วิญญาณของป๊ะกับมะคงไม่มีความสุขที่เห็นลูกชายของเขาอ่อนแอเช่นนี้”

เขาตักซุปเนื้อให้ฮะซัน ทั้งสองนั่งคุยกันแต่เรื่องที่เคร่งเครียด ฟาอิซพยายามสงบปากสงบคำ เขาเจ็บปวดมากกว่าทุกวัน

“การฆ่ามันเป็นบาป” ฟาอิซพูด มุสลิมที่เคร่งศาสนารู้เรื่องนี้ดี แต่ก็มีคนบิดเบือนว่า ศาสนาอิสลามสนับสนุนให้ฆ่าศัตรู

“รัฐฆ่าพวกเราไปมาก พวกเขานับถือศาสนาพุทธ และศีลข้อแรกของเขาคือละเว้นการฆ่า”

ฟาอิซเงียบ ฮะซันพูดต่อ

“พวกอเมริกันก็ฆ่าคนมากที่สุด พวกเขาขายอาวุธ และบอมบ์ไปทุกที่ที่พวกเขาเกลียดชังและหวังผลประโยชน์ พวกนี้นับถือศาสนาอะไรล่ะ พระเจ้าของเขาก็ปฏิเสธการฆ่าไม่ใช่หรือ”

ซุปเนื้อหมดไปครึ่งถ้วย ฮะซันถามฟาอิซเป็นครั้งสุดท้าย

“จะเข้าร่วมกับพวกเราไหม”

ฟาอิซส่ายหน้า ฮะซันจากไปอย่างเงียบงัน

 

3.

ข่าวร้ายเกิดขึ้นทุกวันใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ หลายคนบอกว่า ปัญหาที่แท้จริงถูกรัฐบาลละเลย การเมืองท้องถิ่นที่เห็นแก่ประโยชน์ตัวเอง ความยากจนข้นแค้นของประชาชนที่ถูกมองข้ามหัว ไม่เคยได้รับการเหลียวแล เป็นส่วนหนึ่งของการลุกขึ้นมาต่อต้านอำนาจรัฐ บางคนบอกว่า ปัญหาที่แท้จริงคือการแบ่งแยกดินแดน

ฟาอิซยังคงทำทุกอย่างเหมือนเดิม เขาตื่นเช้าเพื่อก่อไฟตั้งน้ำให้เดือด ใส่เครื่องปรุงน้ำซุป หั่นเนื้อลงไปและตุ๋นหลายชั่วโมง รอสายๆ ลูกค้าจะทยอยมาที่ร้าน

แต่วันนี้ เขาได้ต้อนรับลูกค้าที่ถ่อยที่สุดตั้งแต่เคยมีมา เมื่อแดดสายเริ่มสาดแสง ดอกหญ้าสีเหลืองบานเต็มลานหน้าบ้าน รถเก๋งติดป้าย “POLICE” ก็แล่นเข้ามาจอดเทียบร้าน

“อาบัง ได้ข่าวว่าทำซุปเนื้ออร่อยมาก”

ฟาอิซยืนมองลูกค้าในเครื่องแบบ พวกเขามากัน 3 คน

“ต้องรอตุ๋นอีกหลายชั่วโมง” ฟาอิซตอบ

ตำรวจยศนายดาบยกขาขึ้นพาดโต๊ะที่เขาไว้ตั้งอาหาร มันถ่อยสถุลเกินไป แต่ฟาอิซก็ยังยืนนิ่ง

“เหนียวๆ ก็กินได้ ว่าแต่เนื้อคนหรือเนื้อวัว” นายดาบพูด สองคนที่มาด้วยหัวเราะเสียงดังสนั่นเหมือนเสียงตอกเสาเข็ม ฟาอิซมองหน้าคนทั้งสาม

“คงต้องรอ” ฟาอิซพูด

“ฉันจะกินตอนนี้”

ฟาอิซพยักหน้า เขาตักซุปเนื้อใส่ชาม 3 ชาม กลิ่นหอมโชย และยกมาวางอีกโต๊ะที่ว่างอยู่ ตำรวจทั้ง 3 นายมีสีหน้าพึงพอใจ พวกเขานั่งลง และตักซุปเนื้อขึ้นชิม พลางยกนิ้วหัวแม่โป้งขึ้น

“ขอข้าวเปล่า 1 หม้อ”

“ไม่มีข้าว ร้านนี้ขายแต่ซุปเนื้อ” ฟาอิซพูด

นายดาบทำท่าไม่พอใจ แต่ก็ตักกินต่อ ฟาอิซมองภาพตรงหน้า เขานึกถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในบ้านเกิด จะมีที่ไหนบ้างที่ทำให้เขารู้สึกดีกับแผ่นดิน

ซุปเนื้อหมดเกลี้ยงทั้ง 3 ชาม

“อร่อยดีนี่”

นายตำรวจทั้ง 3 เดินออกไปขึ้นรถ ฟาอิซคว้าผ้ามาเช็ดโต๊ะ วันนี้วันศุกร์ ก่อนเที่ยงเขาจะเข้าไปในตัวอำเภอไปที่มัสยิดเพื่อทำละหมาดร่วมกันกับพี่น้องมุสลิมของเขา

 

4.

กลับจากละหมาด โกยะเดินเร่งฝีเท้ามาที่ร้าน สีหน้ายุ่งยากใจเมื่อเอ่ยว่า

“หลังพวกเรากลับมาจากละหมาด มีคนเอาศพตำรวจแยกชิ้นส่วนมาทิ้งในถังขยะตรงข้ามมัสยิด”

ฟาอิซมองหน้าโกยะ

“ตำรวจหรือ”

“ใช่ คนแถวนั้นพูดกันว่า โจรใต้มาก่อเหตุถึงที่นี่”

ฟาอิซไม่ได้พูดอะไร ก่อนกลับ โกยะส่งถุงกระดาษสีน้ำตาลให้ฟาอิซ

“อะไร” ฟาอิซสงสัย

“คนที่มัสยิดฝากมาให้ เขาฝากให้ต้มซุปให้หน่อย พรุ่งนี้จะมากิน”

“ใคร” ฟาอิซขมวดคิ้ว

“พวกเราแหละ สวมเสื้อกุรงแขนสั้นสีเทา กางเกงขายาวแบบดะวะห์ สวมหมวกกะปิเยาะห์สีน้ำเงิน”

ฟาอิซใจเต้นแรง โกยะพูดต่อว่า

“เห็นว่า พรุ่งนี้บ่ายๆ จะแวะมากินซุปเนื้อที่ฝากมาให้นี่ เขาฝากมาบอกว่า เนื้อสดมาก เคี่ยวให้นานหน่อยล่ะ”

ฟาอิซโบกมือไม่รับถุงนั้น โกยะมองหน้าเขา ฟาอิซพูดว่า “เอาไปเถอะ เรามีเนื้อสดมากพอ”

 

5.

ข่าวจากบ้านเกิดยังมีอยู่แทบทุกวัน เหตุก่อการร้าย มีทหาร พลเรือนเสียชีวิต ข่าวพลุระเบิดที่มูโนะ ตรวจสอบพบมีการกินส่วยจากทางราชการเรื่องการขอใบอนุญาต ฟาอิซรับทราบข่าวอย่างเงียบๆ เขายังคงเป็นมุสลิมที่ดี ละหมาดตามเวลา ไปมัสยิดทุกวันศุกร์

บ่ายวันนี้ ซุปเนื้อทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฟาอิซรอจนแดดเริ่มอ่อนแสง มองดูนาฬิกาติดผนังบอกเวลาห้าโมงเย็น เขายังตุ๋นซุปเนื้อต่อไปด้วยไฟอ่อน กลิ่นหอมโชยกรุ่นตลอดเวลา

กระทั่งความมืดมาเยือน เขาก็ต้อนรับฮะซันอีกครั้ง

“เคี่ยวนานไหม” ฮะซันถาม น้ำเสียงสะใจ เย้ยหยัน

ฟาอิซพยักหน้า ดวงตาหม่นหมอง

“ลองหรือยัง” ฮะซันมองหน้าเขา

“ไม่ละ”

“ทำไม”

ฟาอิซตอบว่า เขาเลิกกินซุปเนื้อมานานแล้ว เหลือก็แต่ทำขายเท่านั้น

“แต่เนื้อนี้พิเศษยิ่งนัก” ฮะซันพูด ยิ้มมุมปาก

“อะแบร์กินเถอะ”

ฟาอิซตักซุปเนื้อให้ฮะซัน ตัวเขาถอยมานั่งที่เก้าอี้อีกตัว

“อะแบร์ไม่คิดจะกลับมาอยู่ด้วยกัน”

ฮะซันส่ายหน้า เขาตักซุปเนื้อเข้าปากช้าๆ สีหน้าบ่งบอกความพึงใจ กระทั่งกินจนหมดถ้วย และเดินหายไปในความมืด

ฟาอิซมองพี่ชายจนลับสายตา ฮะซันเป็นคนกล้าหาญ ตราบใดที่ปัญหายังคงอยู่ เขารู้ว่าฮะซันก็จะเป็นคนที่กล้าหาญตลอดไป •