‘ยืนทำงาน’ ลดอาการ Office Syndrome

ดร.จักรกฤษณ์ สิริริน

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Texas A&M ยืนยันว่า “การยืนทำงาน” นอกจากจะช่วยลดอาการ Office Syndrome แล้ว ยังเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้มากถึง 46%

ซึ่งผู้ที่ “ยืนทำงาน” เปิดเผยว่า หลังจากที่ใช้ “โต๊ะทำงานแบบยืน” มีการปรับเปลี่ยนท่าการทำงาน จากนั่ง เป็น “ยืนทำงาน” พบว่า ความเมื่อยล้าลดลง และประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้น

เป็นที่ทราบกันดีว่า “ความเมื่อยล้าในการทำงาน” หรือ Office Syndrome เป็นภัยคุกคาม “มนุษย์ตอกบัตร” มาหลายสิบปีแล้ว

เพราะ Office Syndrome มีสาเหตุมาจากการนั่งทำงานนานๆ ในท่าที่ไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้อง ทำให้เกิดการใช้กล้ามเนื้อเดิมซ้ำๆ เป็นระยะเวลานาน จึงเกิดอาการปวดเมื่อย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การยืนทำงาน” ยังช่วยให้การเผาผลาญแคลอรีดีกว่าการนั่งทำงาน

เพราะ “การยืนทำงาน” จะช่วยเผาผลาญได้ถึง 100-200 แคลอรี/ชั่วโมง ในขณะที่การนั่งทำงานจะสามารถเผาผลาญได้เพียง 60-130 แคลอรี/ชั่วโมง

แม้จะดูเผินๆ แล้วจำนวนแคลอรีที่เผาผลาญอาจไม่ต่างกันมาก แต่ช่วงที่ “ยืนทำงาน” เราสามารถเพิ่มกิจกรรมขยับเขยื้อนร่างกายได้สะดวกกว่า

ไม่ว่าจะเป็นการยืดเส้นยืดสาย ขยับแข้งขยับขา ทุก 30 นาที เพื่อกระตุ้นให้เกิดอัตราการเต้นของหัวใจ นำไปสู่การเผาผลาญแคลอรีได้ดียิ่งขึ้น

 

นอกจาก “การยืนทำงาน” จะช่วยให้การเผาผลาญแคลอรีดีขึ้นกว่าการนั่งทำงานแล้ว ยังช่วยให้เราอารมณ์ดี นำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ที่ดีขึ้นอีกด้วย

แน่นอนว่า การนั่งทำงานทั้งวัน นอกจากจะทำให้เส้นเอ็นตึง กล้ามเนื้อเกร็ง เลือดไหลเวียนได้ไม่ดีแล้ว ยังส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของสมองอีกด้วย

โดยสมองจะทำงานช้าลงเมื่อร่างกายอยู่นิ่งนานเกินไป เนื่องจากสมองจะได้รับเลือด และออกซิเจนลดน้อยลง ซึ่งทั้งสองสิ่งคือปัจจัยจำเป็นในการกระตุ้นการปล่อยสารเคมีในสมอง เพื่อทำให้เราอารมณ์ดี

เพราะหากเราทำงานภายใต้อารมณ์ที่ไม่ดี จะส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานได้

ดังนั้น “การยืนทำงาน” จึงช่วยปรับเปลี่ยนบรรยากาศในการทำงานให้อารมณ์ดีขึ้นได้ และเมื่ออารมณ์ดี ก็จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของงานได้ดีขึ้นนั่นเอง

ดังผลการวิจัยจากสหราชอาณาจักร ที่ได้ทำการออกสำรวจเกี่ยวกับ “การยืนทำงาน” ทั่วเกาะอังกฤษ ผลการศึกษาพบว่า พนักงาน 66% เกิดพลังกระตือรือร้น มีไฟในการทำงาน และได้ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การยืนทำงาน” เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้งานเสร็จไวขึ้น

 

เคยมีการทดลองกับพนักงาน Call Center โดยมีการแบ่งพนักงาน Call Center ออกเป็น 2 กลุ่ม

กลุ่มแรก ให้นั่งทำงานที่โต๊ะ กับกลุ่มที่ 2 ให้ทำงานกับโต๊ะทำงานชนิดยืน ผลการวิจัยพบว่า พนักงาน Call Center กลุ่มที่ 2 (กลุ่มยืน) ทำงานเสร็จเร็วกว่าถึง 46%

นอกจาก “การยืนทำงาน” จะช่วยเผาผลาญแคลอรีได้ดีกว่าการนั่งทำงาน ช่วยให้อารมณ์ดี และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดีขึ้นแล้ว ยังช่วยลดอาการปวดหลังได้อีกด้วย

ดังผลการสำรวจโดย CDC (Center for Disease Control Prevention) พบว่า 54% ของผู้เข้าร่วมวิจัย “การยืนทำงาน” สามารถลดอาการปวดหลัง และลดอาการปวดต้นคอได้ เพียงแค่ลดเวลาการนั่งลง 66 นาทีต่อวัน

อย่างไรก็ดี เป็นที่ทราบกันดี ว่าอาการปวดหลังนั้น ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการนั่งทำงานแต่เพียงอย่างเดียว เพราะยังมีปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย

ไม่ว่าจะเป็น การใช้โต๊ะ-เก้าอี้ ที่ไม่ Support ท่านั่งทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นั่งทำงานผิดท่า หรือผิดวิธี

รวมถึง ในทางกลับกัน บางครั้ง “การยืนทำงานนานเกินไป” ก็สามารถทำให้ปวดหลังได้เช่นกัน เพราะกล้ามเนื้อจะเกร็ง นำไปสู่อาการเส้นเอ็นตึง

ดังนั้น หนทางที่ดีที่สุด ที่จะช่วยลดอาการปวดหลังได้ก็คือ ให้นั่งทำงานสลับกับ “ยืนทำงาน” เพื่อให้ร่างกายได้มีการขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวในระหว่างวันนั่นเอง

 

นอกจาก “การยืนทำงาน” จะช่วยเผาผลาญแคลอรีได้ดีกว่าการนั่งทำงาน ช่วยให้อารมณ์ดี เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดีขึ้น และช่วยลดอาการปวดหลังได้แล้ว ข้อดีข้อสุดท้ายก็คือ “การยืนทำงาน” ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น

แน่นอนว่า การนั่งทำงานนานๆ ร่างกายของเราแทบจะไม่ได้เคลื่อนไหวเลยตลอดวัน ส่งผลให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่างๆ ได้ช้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริเวณขา

ทำให้บางครั้งเกิดอาการเหน็บกิน ไปจนถึงขั้นขาชาได้

ดังนั้น “การยืนทำงาน” รวมถึง การขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการไปชงกาแฟ หรือไปห้องน้ำในระหว่างชั่วโมงการทำงานบ้าง จะช่วยให้เลือดในร่างกายไหลเวียนได้ดีกว่าการนั่งทำงานอย่างแน่นอน

จะเห็นได้ว่าข้อดีของ “การยืนทำงาน” นอกจากช่วยให้สุขภาพดีขึ้น ยังทำให้ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้นอีกด้วย

 

มาถึงตรงนี้ สามารถสรุปได้ว่า “การยืนทำงาน” มีข้อดีมากกว่าการนั่งทำงาน ในแง่ที่ว่า อย่างน้อย “การยืนทำงาน” ก็ช่วยลดอาการ Office Syndrome ได้

สิ่งสำคัญก็คือ หากเราตัดสินใจเลือกวิธี “ยืนทำงาน” เราก็ต้องทำให้ถูกวิธี ซึ่งอาจต้องใช้ตัวช่วย ไม่ว่าจะเป็น โต๊ะทำงานที่ปรับระดับด้วยมือ (อัตโนมือ) หรือโต๊ะปรับระดับไฟฟ้า (อัตโนมัติ) เพื่อมาช่วยอำนวยความสะดวกในการเปลี่ยนท่าการทำงานนั่นเอง

แต่ไม่ว่าจะนั่งทำงาน หรือจะ “ยืนทำงาน” ทุกๆ อิริยาบถ ควรอยู่ในท่าที่ถูกต้อง และต้องขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว-สลับสับเปลี่ยนท่าทำงานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ

อย่างไรก็ตาม มีคำเตือนว่า ไม่ควร “ยืนทำงาน” แบบแน่นิ่ง ท่าเดียวนานๆ และควรยืนลงน้ำหนักขาทั้งสองข้างให้เท่ากัน

โดยหากต้องการพักเท้าข้างใดข้างหนึ่งระหว่าง “การยืนทำงาน” ควรหาอุปกรณ์เสริมมาวางใต้เท้า ก็จะทำให้ “การยืนทำงาน” มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ข้อสำคัญ ต้องไม่ลืมว่า “การยืนทำงาน” เป็นเวลานานเกินไป อาจก่อให้เกิดอาการปวดเท้า เท้าบวม เส้นเลือดขอด หรือปวดหลังได้เช่นกัน

ดังนั้น ควรมีการนั่ง สลับกับ “ยืนทำงาน” เป็นระยะ ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายมีความยืดหยุ่น และส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานที่ดีกว่าการนั่งทำงาน หรือ “ยืนทำงาน” อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นระยะเวลายาวนานต่อเนื่อง

 

แต่แน่นอนว่า การนั่งทำงานทั้งวันเพียงท่าเดียว อาจทำให้ร่างกายเราประสบปัญหาอย่างมากได้ในภายหลัง

ดังการศึกษาของ Columbia University Medical Center ที่ได้ทำการสำรวจพฤติกรรมการนั่งของกลุ่มตัวอย่าง 8,000 คน ด้วยการติดตั้งเครื่องตรวจจับการเคลื่อนไหวเป็นเวลา 7 วัน โดยมีการติดตามผลเป็นระยะเวลา 4 ปี

ผลการวิจัยพบว่า คนส่วนมากใช้เวลาไปกับการนั่งเฉลี่ย 12 ชั่วโมง นับจากตื่นนอน ไปจนถึงเข้านอน

ตลอดเวลา 4 ปีที่มีการติดตามพฤติกรรม มีกลุ่มตัวอย่างเสียชีวิตมากถึง 340 คน ทำให้นักวิจัยค้นหาสาเหตุ จนพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่นั่งทำงานติดต่อกัน 30 นาที แล้วเปลี่ยนอิริยาบถ จะมีอัตราเสี่ยง “ตายก่อนวัยอันควร” น้อยกว่า

นักวิจัยจึงสรุปว่า ควรพักการทำงานทุกๆ ครึ่งชั่วโมงเพื่อเปลี่ยนอิริยาบถ เพราะการนั่งนานเกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน เป็นสาเหตุของเสียชีวิตเทียบเท่าโรคอ้วน หรือการสูบบุหรี่เลยทีเดียว