ปรีดี แปลก อดุล : คุณธรรมน้ำมิตร (18)

พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

จาก “นักปฏิวัติแถว 2”
สู่นายกรัฐมนตรี…

ตั้งแต่เมื่อครั้งยังศึกษาอยู่ในกรุงปารีส หลวงพิบูลสงครามเป็นนายทหารยศเพียงร้อยโท

คือ 1 ใน 7 ของกลุ่มคนหนุ่มหัวก้าวหน้าที่รวมตัวกันให้กำเนิดความคิดเปลี่ยนแปลงการปกครองภายใต้การนำของปรีดี พนมยงค์

แต่ครั้นถึงวันลงมือเมื่อ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 หลวงพิบูลสงครามกลับมีฐานะเป็นเพียง “นักปฏิวัติแถว 2” ตามระบบอาวุโสทางทหารที่มีนายทหารระดับพันเอก-พันโท “4 ทหารเสือ” เป็นนักปฏิวัติแถวหน้า

แต่กระนั้นในความเป็นจริง หลวงพิบูลสงครามก็ได้รับการยอมรับในความรู้ความสามารถของนายทหารหนุ่มระดับคุมกำลังในคณะราษฎรสายทหารบกในขณะนั้นซึ่งยังไม่รู้ซึ้งถึงอำนาจที่แท้จริงของตนในฐานะผู้คุมกำลังและยังคงอยู่ในกรอบประเพณี “ระบบอาวุโส” อันเคร่งครัดของทหาร

ความสำเร็จของคณะราษฎรซึ่งมีฝ่ายทหารเป็นหัวหอกเมื่อเช้า 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 ประการสำคัญมาจากหลักการ “จู่โจม-Surprise” อันเป็นหลักการสำคัญข้อแรกๆ ในตำราพิชัยสงครามของทหารทั่วโลก

แต่เนื่องจากโดยพื้นฐานแล้วเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้รับการยินยอมจากฝ่ายอำนาจเก่า ดังนั้น ทันทีที่ตั้งตัวได้ ฝ่ายอำนาจเก่าก็เปิดฉากการรุกกลับเพื่อแย่งชิงอำนาจคืนทันที

เมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับถาวร 10 ธันวาคม พ.ศ.2475 แม้จะมีที่มาจากการหักหาญด้วยอำนาจ แต่คณะราษฎรก็ยังยึดหลักการปฏิรูปตามลักษณะสังคมไทย

คณะราษฎรซึ่งมี ดร.ปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้นำทางความคิดทางการเมืองพยายามประนีประนอมต่อฝ่ายอำนาจเก่าโดยเป็นเจ้าของความคิดเสนอให้พระยามโนปกรณ์นิติธาดา ประธานศาลฎีกาในระบอบเก่าเป็นนายกรัฐมนตรี และให้อำนาจเต็มที่ในการกำหนดตัวคณะรัฐมนตรีซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นขุนนางเก่า

โดยเข้าใจว่าพระยามโนปกรณ์นิติธาดามีลักษณะก้าวหน้าจนเป็นที่ยอมรับในหมู่นักกฎหมายรุ่นใหม่ที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองสยาม

 

แต่ในความเป็นจริงแล้ว พื้นฐานการศึกษาและประสบการณ์อันยาวนานจากวัฒนธรรมทางการเมืองของประเทศอังกฤษทำให้เบื้องลึกแล้วพระยามโนปกรณ์นิติธาดายังคงมีลักษณะอนุรักษนิยมตามแนวทางของอังกฤษแม่แบบประชาธิปไตย ซึ่งคณะราษฎรรวมทั้ง ดร.ปรีดี พนมยงค์ จะได้ประจักษ์ด้วยตนเองในอีกไม่นาน

ครั้นได้ขึ้นดำรงตำแหน่งสูงสุดของฝ่ายบริหารในฐานะนายกรัฐมนตรี พระยามโนปกรณ์นิติธาดาก็เปิดเกมเพื่อโค่นล้มคณะราษฎรโดยเลือกใช้วิธีการประชาธิปไตยทางรัฐสภา เนื่องจากอำนาจทางการทหารอยู่ภายใต้การควบคุมของคณะราษฎรอย่างเบ็ดเสร็จ นำไปสู่การใช้อำนาจของฝ่ายบริหารซึ่งขัดต่อหลักประชาธิปไตยประกาศปิดสภาและ “งดใช้รัฐธรรมนูญ” บางมาตราเมื่อ 1 เมษายน 2476

อีกทั้งยังประกาศพระราชบัญญัติว่าด้วยคอมมิวนิสต์ที่มีความมุ่งหมายชัดเจนเพื่อขจัด “มันสมอง” ของฝ่ายคณะราษฎรคือหลวงประดิษฐ์มนูธรรม

รวมทั้งเกมที่เดินควบคู่กันไปคือการขจัดผู้นำฝ่ายทหาร “4 ทหารเสือ” ให้หลุดพ้นจากอำนาจ

ในช่วงเวลาวิกฤตเกมอำนาจช่วงกลางปี พ.ศ.2476 นี้ บทบาทของหลวงพิบูลสงครามได้นำไปสู่ปริศนาให้ต้องค้นหาความจริงจนถึงทุกวันนี้ก็คือ การวางตัวเมื่อครั้งเกิดความขัดแย้งระหว่างพระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีที่เดินเกมรุกอย่างชัดเจนในฐานะผู้แทนฝ่ายอำนาจเก่า กับคณะราษฎรที่เกิดความแตกแยกกันเองในคณะ “4 ทหารเสือ” เหลือเพียงพระยาพหลพลพยุหเสนาที่ยังคงยืนหยัดต่อสู้ในนามคณะราษฎร

ปริศนาที่ว่านี้มาจากบทบาทอันซับซ้อนที่ทำให้พระยามโนปกรณ์นิติธาดาไว้ใจหลวงพิบูลสงครามว่ามิได้เป็นอันตรายต่อฝ่ายอนุรักษนิยมจนมอบตำแหน่งระดับสูงแก่หลวงพิบูลสงครามในช่วงแรก

แต่แล้วกลับเป็นหลวงพิบูลสงครามที่นำคณะทหารหนุ่มระดับคุมกำลังภายใต้การนำของพระยาพหลพลพยุเสนายึดอำนาจจากพระยามโนปกรณ์นิติธาดาเป็นผลสำเร็จอย่างง่ายดายเมื่อ 20 มิถุนายน พ.ศ.2476

 

ปิดฉากบทบาท
ของฝ่ายอำนาจเก่าไปได้ระยะหนึ่ง

ภาพลักษณ์ของหลวงพิบูลสงครามในการโค่นล้มพระยามโนปกรณ์นิติธาดาจึงกลับมาชัดเจนในฐานะคณะราษฎรที่ฟื้นตัวขึ้นใหม่ แต่ก็ยังทิ้งปริศนาให้ขบคิดว่า การร่วมมือกับฝ่ายอำนาจเก่าในชั้นแรกนั้นเป็นเพียง “เกมการเมือง” ที่วางแผนไว้แล้วเป็นอย่างดีเพื่อชัยชนะในบั้นปลายของคณะราษฎรจากมันสมองของนายทหารปืนใหญ่ผู้ชาญฉลาด

หรือเป็นเพียง “เกมตามน้ำ” แล้วเปลี่ยนพลิกกลับในภายหลัง โดยยึดประโยชน์ของตนเป็นที่ตั้ง

บันทึกของประยูร ภมรมนตรี ใน “ชีวิต 5 แผ่นดินของข้าพเจ้า” รวมทั้งหลักฐานจดหมายส่วนตัวของพระยาศรีสิทธิสงคราม (ดิ่น ท่าราบ) ที่มีถึงหลวงพิบูลสงครามซึ่งถูกนำมาเปิดเผยภายหลังโดยแพทย์หญิง โชติศรี ท่าราบ บุตรีพระยาศรีสิทธิสงคราม รวมทั้งข้อสังเกตของ สุพจน์ ด่านตระกูล ใน “ชีวิตและงานของ ดร.ปรีดี พนมยงค์” ล้วนนำไปสู่ข้อสงสัยในเจตนาที่แท้จริงของหลวงพิบูลสงคราม

หลวงพิบูลสงครามพยายามอธิบายเหตุผลในเชิงขอความเห็นใจในจดหมายที่มีถึง ดร.ปรีดี พนมยงค์ เมื่อเหตุการณ์ผ่านไปแล้วกว่า 10 ปี ว่า “เป็นเพียงนายทหารชั้นผู้น้อยที่กระทำไปเพราะความอ่อนประสบการณ์”

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในการปราบกบฏบวรเดชเมื่อตุลาคม พ.ศ.2476 นั้นเป็นคำตอบที่ชัดเจนว่า ถึงที่สุดแล้ว หลวงพิบูลสงครามอยู่ฝ่ายไหนกันแน่ ระหว่าง “ฝ่ายอำนาจเก่า” กับ “คณะราษฎร”

ในหนังสือ “คณะราษฎรผู้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ” ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร ให้ความเห็นต่อความเป็นอันหนึ่งเดียวกันของคณะราษฎรว่า

“ในช่วงเวลาประมาณ 5 ปีที่พระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นนายกรัฐมนตรี บรรดาสมาชิกระดับแนวหน้าของคณะราษฎรก็แยกย้ายกันรับหน้าที่ความรับผิดชอบต่างๆ แล้วก็ทำงานร่วมกันโดยปราศจากความขัดแย้งซึ่งทำให้บ้านเมืองก้าวหน้าไปตามหลัก 6 ประการ, อีกทั้งการบริหารประเทศก็เป็นไปตามวิถีทางแห่งรัฐธรรมนูญ”

“ต่อมาเมื่อหลวงพิบูลสงครามได้เข้ามารับตำแหน่งหัวหน้ารัฐบาลสืบแทนพระยาพหลฯ คณะรัฐมนตรีก็ประกอบด้วยสมาชิกของคณะราษฎรเกือบทั้งคณะ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในอุดมการณ์และวัตถุประสงค์หลักโดยไม่ปรากฏว่าสมาชิกของคณะราษฎรผู้ใดมีความคิดที่จะแย่งชิงอำนาจจากใคร ขณะที่ความคิดเห็นที่ต่างกันในบางเรื่องก็เป็นธรรมดา”

“หากการเมืองไทยจะมีความขัดแย้งและมีการแย่งชิงอำนาจก็มิใช่ปัญหาภายในคณะราษฎร หากเป็นปัญหาระหว่างคณะราษฎรกับฝ่ายตรงข้ามที่มีมานับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งเป็นความขัดแย้งและการแย่งชิงอำนาจที่ปรากฏให้เห็นเสมอๆ”

 

ศาลพิเศษ 2482

เหตุการณ์สำคัญแรกที่เกิดขึ้นเมื่อหลวงพิบูลสงครามขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อ 16 ธันวาคม พ.ศ.2481 คือการจัดตั้ง “ศาลพิเศษ พุทธศักราช 2482” ซึ่งผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรขึ้นพิจารณาคดีเป็นการเฉพาะ โดยมีหลวงพรหมโยธี เพื่อนรักร่วมรุ่นนักเรียนนายร้อยของหลวงพิบูลสงครามเป็นประธาน

ซึ่งกรมตำรวจโดยหลวงอดุลเดชจรัสและขุนศรีศรากร ยังคงทำหน้าที่ในฐานะจุดเริ่มของกระบวนการยุติธรรมเช่นเดียวกับการจัดตั้งศาลพิเศษ 2 ครั้งก่อนหน้านี้

เสทื้อน ศุภโสภณ บันทึกว่า

“พ.ต.อ.หลวงอดุลเดชจรัส อธิบดีกรมตำรวจ ได้รู้แผนการล่วงหน้ามาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี”

“28 มกราคม 2481 กรมตำรวจได้มีคำสั่งให้เตรียมพร้อมทุกหน่วยเพื่อรอฟังคำสั่งและพร้อมที่จะออกปฏิบัติการได้ทันที โดยก่อนที่จะดำเนินการครั้งนี้ พ.ต.อ.หลวงอดุลเดชจรัส อธิบดีกรมตำรวจ ได้มีคำสั่งเรียกตัวนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่เข้าร่วมประชุมที่กองตำรวจสันติบาลเพื่อวางแผนการในการเข้าดำเนินการจากกลุ่มบุคคลที่คิดต่อต้านรัฐบาลเหล่านี้”

“ซึ่งนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่เข้าร่วมประชุมนี้ประกอบด้วย พ.ต.อ.พระพิจารณ์พลกิจ (ยู่เซ็ก ดุละลัมพะ) รองอธิบดีกรมตำรวจ พ.ต.อ.พระรามอินทรา (ดวง จุลัยยานนท์) ผู้บังคับการตำรวจภูธรเขต 7 พ.ต.ท.ชลอ ศรีศรากร ผู้บังคับการตำรวจสันติบาล โดยมี พ.ต.อ.หลวงอดุลเดชจรัสเป็นประธานที่ประชุม โดยใช้เวลาในการประชุม 2 ชั่วโมง จนกระทั่ง 03.00 น. จึงได้มีคำสั่งให้ชุดปฏิบัติการตำรวจสันติบาลออกปฏิบัติการเข้าจับกุมบุคคลต่างๆ ตามเป้าหมายพร้อมกันในเวลา 04.30 น.”

ในที่สุดศาลพิเศษก็มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2482 ตัดสินให้ปล่อยตัวพ้นข้อหาจำนวน 7 คน ให้จำคุกตลอดชีวิต 25 คน และประหารชีวิต 21 คน

โดยในจำนวนนี้ ระบุว่าเป็นกลุ่มกบฏที่มีการเตรียมการยึดอำนาจโดยมีพระยาทรงสุรเดชเป็นผู้นำ

นักโทษที่ถูกตัดสินประหารชีวิตจำนวน 21 คน ให้เว้นการประหาร คงเหลือโทษจำคุกตลอดชีวิต 3 คน เนื่องจากเคยประกอบคุณงามความดีให้กับประเทศชาติ คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร พระยาเทพหัสดิน และหลวงชำนาญยุทธศิลป์ จึงเหลือนักโทษที่ถูกประหารชีวิต 18 คน และถูกจำคุกด้วยระยะเวลาต่างๆ กันรวม 70 คน

 

คําตัดสินของศาลพิเศษที่ให้มีการลงโทษโดยประหารชีวิตครั้งนี้สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งแผ่นดิน จนถูกเรียกว่าคดี “ประหารชีวิต 18 ศพ” และจะเป็น “ตราบาป” ของหลวงพิบูลสงคราม ตลอดมาแม้จนบัดนี้

ต่อมาได้มีการส่งตัวนักโทษการเมืองทั้งหมดที่ยังไม่ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำบางขวางไปเกาะตะรุเตา เมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2482 ในสมัยที่หลวงพิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี หลวงอดุลเดชจรัสเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และขุนศรีศรากรเป็นอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ซึ่งปรากฏบันทึกของนักโทษการเมืองโดยเฉพาะ สอ เสถบุตร ว่านักโทษการเมืองได้รับการปฏิบัติด้วยดี

จนกระทั่งมีการเปลี่ยนตัวผู้รับผิดชอบเป็นผู้อื่นจึงถูกปฏิบัติอย่างทารุณโหดร้ายเมื่อถูกย้ายที่คุมขังจากเกาะตะรุเตาไปเกาะเต่า