ทแกล้ว 3 พลัง ชลธิรา สุชาติ ชาญวิทย์ สู่รุ่น จิตร ภูมิศักดิ์

บทความพิเศษ

 

ทแกล้ว 3 พลัง

ชลธิรา สุชาติ ชาญวิทย์

สู่รุ่น จิตร ภูมิศักดิ์

 

หากมองจาก “ภววิสัย” อันแวดล้อมอยู่โดยรอบ สุจิตต์ วงษ์เทศ ไม่ว่าในทางสังคมในวงกว้าง ไม่ว่าในทางความสัมพันธ์ที่วนเวียนอยู่ข้างเคียง

อาจแบ่ง “ห้วงเวลา” ออกเป็น 2 ห้วงเวลาใหญ่

1 ย่อมเป็นห้วงเวลาก่อนสถานการณ์เดือนตุลาคม 2516 อีก 1 ย่อมเป็นห้วงเวลาหลังสถานการณ์เดือนตุลาคม 2519

สุจิตต์ วงษ์เทศ มิอาจเลี่ยง “ผลสะเทือน” อันส่งแรง “กระแทก” เข้ามา

หากศึกษาผ่านการแสดงออกของ “กูเป็นนิสิตนักศึกษา” ประสานเข้ากับ “หนุ่มหน่ายคัมภีร์”

บทบาทของ ทองปน บางระจัน ใกล้เคียงกับ สุจิตต์ วงษ์เทศ

การเดินทางไปต่างประเทศอันสะท้อนผ่าน เมด อิน U.S.A. และ โง่ เง่า เต่า ตุ่น มีความชัดเจน

นี่ย่อมเป็น “จุดเปลี่ยน” อย่างมีนัยสำคัญในทาง “ความคิด”

อย่าได้แปลกใจหาก สุจิตต์ วงษ์เทศ เข้าเผชิญกับวิกฤตอันเนื่องแต่ถูกยื่น “ซองขาว” จากหนังสือพิมพ์ “สยามรัฐ”

อย่าได้แปลกใจหาก สุจิตต์ วงษ์เทศ จะเผชิญกับ “14 ตุลาคม” อย่างเยือกเย็น

 

จาก อิทะกะ คอร์แนล

ถึง ศิลปะ เพื่อประชาชน

สิ่งที่มาพร้อมกับสถานการณ์เดือนตุลาคม 2516 มิได้เป็นเรื่องในทาง “การเมือง” อย่างด้านเดียว แม้ว่าการขับไล่ จอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร จะเป็นรูปธรรมอันเด่นชัด

แต่สถานการณ์ที่โหมซัด กระหน่ำเข้ามาในสังคมไทยอย่างรวดเร็ว คือสถานการณ์ที่ใกล้เคียงเป็นอย่างยิ่งที่ สุจิตต์ วงษ์เทศ ได้พบที่คอร์แนล

สิ่งที่เรียกว่า “ฝ่ายซ้าย” สิ่งที่เรียกว่า “คอมมิวนิสต์”

มิได้เป็นเรื่องในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน มิได้เป็นเรื่องในเวียดนามเหนือ มิได้เป็นเรื่องในสหภาพโซเวียต อย่างที่เคยรับรู้เมื่อเข้าสังเกตการณ์ในการต่อต้านสงคราม

เมื่อติดตามความตื่นเต้นของสังคมอเมริกันจากการเยือนจีนของประธานาธิบดีริชาร์ด เอ็ม. นิกสัน

เพื่อไปจับมือกับ ประธานเหมาเจ๋อตง

ยิ่งเมื่อผ่านความคึกคักในการจัดงาน “นิทรรศการจีนแดง” ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ อันมาพร้อมกับจำนวนความนิยมต่อ “สรรนิพนธ์ เหมาเจ๋อตง”

ยิ่งสร้างความตื่นตะลึงระคนกับความตระหนกเป็นอย่างสูง

ความคึกคักที่ สุจิตต์ วงษ์เทศ พบเห็นและรู้สึกมิได้อยู่ที่การไหลทะลักเข้ามาของอิทธิพลในทางวัฒนธรรมจากค่ายคอมมิวนิสต์ ไม่ว่าจะเป็นจีน ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม ไม่ว่าจะเป็นรัสเซีย

ที่เคยรู้สึกแปลกแยกเมื่อรับรู้การตีพิมพ์ “ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน” ของ จิตร ภูมิศักดิ์ ผ่านนามปากกา “ทีปกร”

ก็กลับเป็นเรื่องน่าติดตามกับ “โฉมหน้าศักดินาไทย” ของ สมสมัย ศรีศูทรพรรณ

เนื่องจากคนที่ตีพิมพ์ผลงานของ จิตร ภูมิศักดิ์ ก็มิได้อยู่ห่างไกล หากเป็นนักศึกษารุ่นน้องอย่าง กมล กมลตระกูล อย่าง ธัญญา ชุนชฎาธาร อย่าง พิรุณ ฉัตรวนิชกุล

ยิ่งเพื่อนฝูงที่เคยร่วมวงเสวนาไม่ว่าตามหอประชุม ไม่ว่าตามร้านเหล้าก็ล้วนมากด้วยสันถวมิตรมากด้วยความสนิทสนม

ทั้งอยู่ในท่าพระจันทร์ ทั้งอยู่สามย่าน รวมถึงที่อิทะกะ

 

เปิดตัว ทแกล้ว ผู้กล้า

โยงไปยัง จิตร ภูมิศักดิ์

เด่นชัดอย่างยิ่งว่ามีปัญญาชนจำนวน 3 คนที่น่าจะส่งถ่ายความรับรู้อันเกี่ยวกับ จิตร ภูมิศักดิ์ ให้กับ สุจิตต์ วงษ์เทศ

ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม

คนหนึ่งย่อมเป็น ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ซึ่งเป็นตัวละครสำคัญในชื่อ เชิง แก่นแก้ว ใน เมด อิน U.S.A. และ โง่ เง่า เต่า ตุ่น

คนหนึ่งย่อมเป็น สุชาติ สวัสดิ์ศรี บรรณาธิการ “สังคมศาสตร์ปริทัศน์”

สุชาติ สวัสดิ์ศรี เข้ามาสัมพันธ์กับ สุจิตต์ วงษ์เทศ ตั้งแต่ยุค “ช่อฟ้า” ในยานเฟื่องนคร เยื้องวัดราชบพิธ

เขามาพร้อมกับ “ต้นฉบับ” ว่าด้วย “นักเขียนต่างแดน”

ภาพลักษณ์โดยพื้นฐานของเขาชวนให้คิดถึง ญาง ปอล ซารตร์ และ อัลแบร์ กามูส์

เขามีความลึกซึ้งอยู่กับ “วรรณกรรม”

ขณะเดียวกัน ชาญวิทย์ เกษตรศิริ มีรากฐานในทางประวัติศาสตร์เช่นเดียวกับ สุจิตต์ วงษ์เทศ แต่ความสนใจอย่างชนิดเกาะติดเป็นเรื่องการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ด้วยระยะเวลาอันสั้น ชาญวิทย์ เกษตรศิริ สุชาติ สวัสดิ์ศรี ก็เชื่อมร้อยกับ สุจิตต์ วงษ์เทศ ได้อย่างกลมกลืน

โดยมี ชัยสิริ สมุทวณิช เข้ามา “ร่วม” อย่างเหมาะเจาะ

ในความสัมพันธ์อันเดินหน้าไปด้วยความงดงามระหว่าง ชาญวิทย์ เกษตรศิริ สุชาติ สวัสดิ์ศรี ชัยสิริ สมุทวณิช กับ สุจิตต์ วงษ์เทศ โดยมีโรงพิมพ์ “พิฆเนศ” เป็นจุดนัดพบเหมือนสถานีกลาง

ตัวละครอีกคนหนึ่ง คือ ชลธิรา สัตยาวัฒนา ก็เบียดแทรกเข้ามาอย่างเงียบเชียบ

 

ศาสตร์ ศิลป อักษร

ชลธิรา สัตยาวัฒนา

ชลธิรา สัตยาวัฒนา คือตัวละครอัน ชัยสิริ สมุทวณิช ระบุว่ามาพร้อมกับ “ศาสตร์และศิลปะแห่งอักษร”

ซึ่งเป็นรากฐานก่อให้เกิด “อักษรศาสตร์พิจารณ์”

นี่จึงมิได้สะท้อนความสัมพันธ์เพียงแต่กับ ตรีศิลป์ บุญขจร อวยพร มิลินทางกูร หากแต่ยังต่อสายยาวไปยัง ประสิทธิ์ รุ่งเรืองรัตนกุล

แรกทีเดียว ชลธิรา สัตยาวัฒนา มีชื่อจากวิทยานิยมอักษรศาสตรมหาบัณฑิต

เมื่อนำเอาวิธีการศึกษาวรรณคดีโดยผ่านทฤษฎีจิตวิเคราะห์ในแบบ ซิกมันด์ ฟรอยด์

ถือว่าเป็น “พรมแดน” ใหม่อย่างยิ่งในสังคมไทย

เมื่อนำเอาทฤษฎีของฟรอยด์ไปทำความเข้าใจต่อวรรณคดีโดยเฉพาะขุนช้าง ขุนแผน

กระบวนการวิเคราะห์ “กุมารทอง” สร้างความฮือฮาเป็นอย่างสูง

เป็นความตื่นตาไม่เพียงแต่ในแวดวงของชาวอักษรศาสตร์แห่งเทวาลัยอันศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น หากแม้กระทั่งในแวดวงวรรณกรรมที่กว้างออกไปอีกไม่ว่าจะเป็นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นที่มหาวิทยาลัยศิลปากร

ยิ่งเมื่อ ชลธิรา สัตยาวัฒนา ร่วมเขียนถึง จิตร ภูมิศักดิ์ กับ ตรีศิลป์ บุญขจร และ อวยพร มิลินทางกูร ยิ่งตะลึงตึงอย่างสูง

มีหรือจะรอดพ้นไปจาก สุจิตต์ วงษ์เทศ ซึ่งเฝ้ามองจาก “พิฆเนศ”

 

สุชาติ กะ ชาญวิทย์

ชลธิรา ปรากฏ

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นั้นสนใจปรากฏการณ์ จิตร ภูมิศักดิ์ อยู่ก่อนแล้ว สุชาติ สวัสดิ์ศรี โหยหาตั้งแต่หมวกใบงามของ เช กูวารา ศาสดาผู้มากับแสงตะวัน

เมื่อผนึกตัวรวมพลังกับ ชลธิรา สัตยาวัฒนา

จึงก่อให้เกิดปรากฏการณ์นำไปสู่การสัมมนาในทางวิชาการ “จิตร ภูมิศักดิ์ นักรบของคนรุ่นใหม่”

ใครเรียกขานคำว่า “นักรบ” ใครชูภาพ “คนรุ่นใหม่” ขึ้นสูงเด่น

ทั้งหมดนี้ย่อมเป็นการสร้างกระแสให้กับความนิยมต่อ จิตร ภูมิศักดิ์ โลดทะยานเป็นอย่างสูงในเชิงปฏิมา

มีหรือที่จะรอดพ้นไปจากสายตาคมกริบ สุจิตต์ วงษ์เทศ