ปฏิบัติการตามล่าหาไทลาซีน ‘ตัวสุดท้าย’

ดร. ป๋วย อุ่นใจ

เดวิด เฟลย์ (David Fleay) คือหนึ่งในนักผสมพันธุ์สัตว์ที่โด่งดังที่สุดในโลก

ผลงานของเขาเป็นอมตะ เขาคือผู้ค้นพบวิธีเพาะเลี้ยงและประคบประหงมให้สัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์หลายชนิด ทั้งตุ่นปากเป็ดและนกอีมู ยอมที่จะมีคู่สืบต่อเผ่าพันธุ์กันต่อไป

แม้ในสถานที่เพาะเลี้ยง ปกติแล้ว สัตว์พวกนี้แค่เลี้ยงให้รอดก็ยังยาก จะให้ยอมผสมพันธุ์กันให้ออกลูกออกหลานนั้นยิ่งยากเป็นหลายเท่า แต่เดวิดก็ทำได้…

เดวิดชอบและคุ้นเคยกับสัตว์ป่ามาตั้งแต่เด็ก มารดาของเขา โมด อีดิธ วิกตอเรีย เฟลย์ (Maude Edith Victoria Fleay) คือหนึ่งในจิตรกรยุคแรกที่บุกเบิกงานวาดภาพสัตว์ป่าของออสเตรเลีย

ภาพของเธอเป็นที่จดจำ โดยเฉพาะภาพชุดสัตว์มีกระเป๋าหน้าท้องของโมดนั้นโดดเด่นมากเป็นพิเศษ

ใครจะรู้ พรสวรรค์อาจส่งต่อทางสายเลือด เพราะเดวิดก็เป็นศิลปินเช่นกัน ภาพถ่ายและคลิปเสือแทสมาเนีย (หรือที่เรียกว่าไทลาซีน) ของเขาที่ถ่ายมาจากสวนสัตว์โบมารีส (Beaumaris zoo) ในโฮบาร์ต (Hobart) ในปี 1933 นั้นกลายเป็นภาพคลาสสิค ภาพถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก

ส่วนคลิปนั้นโด่งดังและได้รับการกล่าวขวัญถึงอย่างมากมายในสื่อต่างๆ ทั่วโลก

คลิปเพียงแค่ 62 วินาทีของเดวิดนั้นไม่ได้ดีเลิศประเสริฐศรี ทั้งสั้น ทั้งแตก ทั้งสั่นไหว แต่เนื้อหาภายในกับสะเทือนเข้าไปถึงขั้วหัวใจของนักอนุรักษ์หลายคน

เพราะคลิปนี้เก็บภาพความทรงจำของไทลาซีนตัวสุดท้ายของโลกเอาไว้

มีคนสันนิษฐานเอาไว้ว่าเป็นไปได้ว่าที่คลิปมันสั้น อาจจะเป็นเพราะว่าเดวิดไปทำอะไรให้น้อนนนนไทลาซีนนั้นหมั่นเขี้ยว ก็เลยแอบขย้ำฝากรอยเขี้ยวเอาไว้ที่แก้มก้นของเขาให้เป็นที่ระลึก

และนั่นทำให้เดวิดจำต้องยกเลิกเซซชั่นถ่ายภาพไปก่อนเวลาที่วางแผนไว้

และน้อนนนนนตัวแสบในคลิปที่แอบลอบมากัดแก้มก้นเดวิดนั้นชื่อ “เบนจามิน (Benjamin)” แฟรงก์ ดาร์บี้ (Frank Darby) เผยในบทสัมภาษณ์ของเขาในรายการวิทยุของแกรแฮม พริซซี (Graham Prizzey) ในออสเตรเลียในปี 1968

แฟรงก์เล่าว่า “เขาเป็นหนึ่งในอดีตผู้ดูแลสวนสัตว์โบมาริสในโฮบาร์ต และเคยได้รับเกียรติให้ดูแลเบนจามินด้วย”

ภาพถ่ายไทลาซีน โดย เดวิด เฟลย์ ในปี 1933

เรื่องราวของเบนจามินเริ่มต้นขึ้นในเดือนมิถุนายน 1923 ในตอนนั้น วอลเทอร์ มัลลินส์ (Walter Mullins) ดักจับไทลาซีนมาได้ครอบครัวหนึ่งจากหุบเขาทีอันนา (Tyenna) ในแทสเมเนีย ในนั้น มีแม่เสืออายุราวๆ หกเดือนอยู่หนึ่งตัวและลูกน้อยอายุแค่ไม่กี่สัปดาห์ที่ติดมาอยู่ในกระเป๋าหน้าท้องอีกสาม

วอลเทอร์ตัดสินใจเลี้ยงเธอและลูกเอาไว้ เพื่อนำไปจัดตระเวนโชว์ตัวตามที่ต่างๆ ไทลาซีนทั้งสี่กลายเป็นดาราจำเป็น

ผู้ชมทุกคนดูจะชื่นชอบสาวน้อยลายพาดกลอนและลูกๆ ของเธอ ครอบครัวไทลาซีนของวอลเทอร์ มัลลินส์ กลายเป็นที่นิยม และได้รับการกล่าวขวัญถึงอย่างกว้างขวางในเขตแทสเมเนีย

คอลัมน์กีฬาในหนังสือพิมพ์เมืองฟิตซ์เจอรัลด์ (Sports at Fitzgerald) รีวิวไว้ดิบดีว่า “ตัวแม่นั้นทั้งเชื่องและน่ารัก ในขณะที่ตัวลูกนั้นขี้เล่นราวกับสุนัขสแปเนียล”

ในขณะที่รอน สมิธ (Ron Smith) หนึ่งในผู้ที่เคยเข้าชมบรรยายในจดหมายถึงเพื่อนของเขาว่า “ตัวลูกมีขนาดเกือบๆ จะเท่ากระต่ายตัวโตๆ ส่วนตัวแม่นั้นมีขนาดใหญ่ประมาณสุนัขคอลลีไซซ์ปกติ แต่รูปร่างดูจะเพรียวกว่า ตาสีน้ำตาล รูปหน้าดูเล็กกว่าหน้าสุนัข ขนดูเหมือนขนพอสซั่มมากกว่าจะเหมือนขนสุนัข รวมๆ แล้วถือเป็นสัตว์ที่งดงามมากๆ”

แต่ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่มีวันเลิกรา แม้จะโด่งดังและได้รับความสนใจอย่างมากจากฝูงชน ในเดือนกุมภาพันธุ์ 1924 หลังจากที่เดินทางตะลอนทัวร์โชว์ตัวไปสารพัดที่อยู่แปดเดือน วอลเทอร์ก็ตัดสินใจขายไทลาซีนทั้งสี่ไปให้กับสวนสัตว์โบมาริส ในราคา 55 ปอนด์

จากนั้นเป็นต้นมา สวนสัตว์โบมาริสก็กลายเป็นบ้านของมันเป็นการถาวร หนึ่งในสามไทลาซีนน้อยจากครอบครัวนี้ ในเวลาต่อมา ก็เติบโตขึ้นมาเป็นไทลาซีนหนุ่มนาม “เบนจามิน”

แม้จะน่ารักและเป็นแม็กเน็ตดูดผู้ชม แต่ด้วยว่าเป็นสัตว์ประจำถิ่น ที่เชื่อกันว่าน่าจะหาเจอได้ไม่ยากในผืนป่าอันกว้างใหญ่ของแทสเมเนีย เบนจามินจึงมักจะถูกละเลยจากผู้ดูแล บางทีก็ลืมให้อาหาร บางทีก็ลืมเปิดให้เข้าไปนอนในรังในยามค่ำคืน

7 กันยายน 1936 คือวันแห่งการสูญเสีย สามปีหลังจากที่ฝากรักไว้ที่แก้มก้นเดวิด ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นผิดปกติ ไทลาซีนหนุ่ม “เบนจามิน” ที่น่าสงสารถูกแฟรงก์ลืมเก็บเข้ากรง ในขณะที่แฟรงก์กลับบ้านนอนสบายใจบนเตียงที่อบอุ่น เบนจามินต้องมาสิ้นใจเพราะความหนาวเหน็บของฤดูคิมหันต์แห่งแทสเมเนีย

ความสะเพร่าของแฟรงก์คือจุดจบที่ไม่มีวันหวนกลับของเผ่าพันธุ์ไทลาซีน

ภาพถ่ายไทลาซีน โดย เดวิด เฟลย์ ในปี 1933

หลังรายการสัมภาษณ์แฟรงก์ออกอากาศ ชื่อของเบนจามินก็ติดตลาดในฐานะตัวสุดท้ายของเผ่าพันธุ์ เรื่องราวของเบนจามินแผ่ขยายไปไกล กลายเป็นมาสคอต เป็นแม่เหล็ก และสินค้าอีกนานา ไม่ช้าไม่นาน เบนจามินกลายเป็นตำนานแห่งแทสเมเนีย

แต่ที่ประหลาดคือ… เมื่อโรเบิร์ต แพดเดิล (Robert Paddle) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออสเตรเลียนคาทอลิก (Australian Catholic University) แฟนพันธุ์แท้ไทลาซีน เริ่มสืบค้นบันทึกเก่าๆ ของสวนสัตว์โบมาริสในสมัยที่เบนจามินยังมีชีวิตอยู่ กลับไม่พบหลักฐานการจ้างงานผู้ดูแลสวนสัตว์ที่ชื่อแฟรงก์ ดาร์บี้

กลายเป็นว่าตำนานแห่งไทลาซีน เริ่มมีกลิ่นดราม่าตุตุ…

โรเบิร์ตตัดสินใจขุดคุ้ยเรื่องนี้ และเริ่มติดต่อคนเก่าคนแก่ที่เคยทำงานอยู่ที่สวนสัตว์โบมาริสในช่วงเวลาเดียวกันกับที่แฟรงก์บอกว่าเคยทำงานอยู่

และเขาก็ได้พบกับ อลิสัน รีด (Alison Reid) ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของอาร์เธอร์ รีด (Arthur Reid) อดีตผู้อำนวยการสวนสัตว์โบมาริสคนสุดท้ายที่ดูแลสวนสัตว์ในช่วงเวลาเดียวกับที่เบนจามินยังมีชีวิตอยู่ ที่ก็ทำงานดูแลสัตว์อยู่ที่สวนสัตว์ในเวลานั้นด้วย

เรื่องราวดราม่าก็ยิ่งชัดเจน เพราะอลิสันยืนกรานกระต่ายขาเดียวว่าเธอไม่เคยได้ยินว่ามีผู้ดูแลสวนสัตว์ชื่อแฟรงก์ ดาร์บี้ ทำงานอยู่ที่โบมาริส และที่สำคัญ ในตอนนั้นก็ไม่ได้มีไทลาซีนตัวไหนถูกเรียกว่า “เบนจามิน”

ฤๅจะเป็นเรื่องโอละพ่อ สรุปแล้ว เบนจามิน มีจริงหรือไม่ หรือเป็นแค่เรื่องแต่งที่กุขึ้นมาล้วนๆ โดยแฟรงก์ ดาร์บี้

QR Code เปเปอร์ของโรเบิร์ตและแคทรีนในวารสาร Australian Zoologist (ปี 2023)

มาถึงขั้นนี้ โรเบิร์ตมีหรือที่จะหยุด เขาจับมือกับ แคทรีน เมดล็อก (Kathryn Medlock) ภัณฑารักษ์เกียรติคุณสาขาสัตว์มีกระดูกสันหลังแห่งพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์แทสเมเนีย (Tasmanian Museum and Art Gallery, TMAG) เพื่อไขปริศนาไทลาซีนตัวสุดท้าย

จากบันทึกของสวนสัตว์ ไทลาซีนตัวสุดท้ายนั้นมาอยู่แบบสั้นๆ ไม่ได้มีภาพถ่ายอะไรมากนัก เจ้าตัวผู้ที่เดวิดถ่ายมานั้น ที่จริงแล้วเป็นตัวที่อยู่ในสวนสัตว์ก่อนหน้า ไม่ใช่ตัวสุดท้าย แต่เป็นตัวก่อนสุดท้าย

ไทลาซีนตัวสุดท้ายที่แท้จริงเป็นไทลาซีนสาวใหญ่ที่ถูกลักลอบดักได้โดยนักดักสัตว์ เอเลียส เชอร์ชิลล์ (Elias Churchill) ในช่วงเดือนพฤษภาคม 1936 ทันทีที่ถูกจับมา เธอถูกขายให้กับสวนสัตว์โบมาริสอย่างลับๆ ในราคาที่ถูกแสนถูก เพราะเอเลียสกลัวโดนค่าปรับเรื่องลักลอบวางกับดักสัตว์โดยไม่มีใบอนุญาต

ประเด็นที่ต่างมีเท่านี้ เรื่องราวที่เหลือส่วนใหญ่นั้นก็ใกล้เคียงกับเรื่องราวของเบนจามิน ด้วยความปล่อยปละละเลยของผู้ดูแลสวนสัตว์ (ซึ่งอาจจะไม่ใช่แฟรงก์) เธอถูกปล่อยให้ตายจากความเหน็บหนาวในสามเดือนต่อมา ในวันที่ 7 กันยายน 1936

หลังจากที่สูญเสียเธอไป ทางสวนสัตว์โบมาริสก็ประกาศว่าพวกเขายินดีที่จะจ่ายห้าสิบปอนด์สำหรับไทลาซีนตัวเป็นๆ เพื่อเอามาทดแทนตัวที่ตายไป ในเวลานั้น ไม่มีใครเลยที่จะรู้ว่าการตายของเธอคือโศกนาฏกรรมครั้งประวัติศาสตร์

เพราะเธอคือไทลาซีนตัวสุดท้ายที่มีชีวิตอยู่ และการตายของเธอคืออวสานแห่งเผ่าพันธุ์! (ในภายหลัง วันที่ 7 กันยายน ถูกตั้งให้เป็นวันสปีชีส์ที่ถูกคุกคามแห่งชาติ (National Threatened Species Day) ของประเทศออสเตรเลีย)

 

ร่างของเธอถูกส่งต่อไปที่พิพิธภัณฑ์และหอศิลป์แทสเมเนีย หรือ TMAG เพื่อนำไปจัดแสดง ทว่า ในตอนที่ร่างของเธอมาถึง TMAG แทนที่ภัณฑารักษ์จะบันทึกรายการของเธอเข้าไปในรายชื่อตัวอย่างในคอลเล็กชั่นสัตววิทยา พวกเขาตัดสินใจเอาเธอเข้าไปลิสต์ในไว้ในคอลเล็กชั่นเพื่อการศึกษาแทน

ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจที่ไม่มีใครหาเจอว่ามีตัวอย่างไทลาซีนถูกส่งมาที่พิพิธภัณฑ์ด้วยในปี 1936 เพราะตัวอย่างที่สำคัญขนาดนี้ ไม่น่าจะไปอยู่คอลเล็กชั่นเพื่อการศึกษา แต่น่าจะถูกเอาไปจัดเก็บไว้อย่างดีในคอลเล็กชั่นสัตววิทยา

แต่สิ่งที่พวกเขาลืมนึกก็คือ TMAG คือหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศออสเตรเลีย และเป็นที่เก็บโบราณวัตถุที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ตัวอย่างพืช สัตว์ และฟอสซิลสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์สารพัดชนิด ไปจนถึงงานศิลปะที่ทรงคุณค่ามากมายนับแสนชิ้น

ซากไทลาซีนหนึ่งตัว ในปี 1936 ซึ่งเป็นปีที่ไม่มีใครรู้ว่าน้อนนนนได้สูญพันธุ์กลับบ้านเก่าไปหมดแล้ว ไม่สามารถที่จะทำให้ภัณฑารักษ์ของ TMAG ตื่นเต้นได้ แต่ด้วยความสมบูรณ์และสดใหม่ของร่างเธอ ทำให้เธอน่าสนใจ พวกเขาจึงตัดสินใจว่าจะใช้ร่างของเธอ “เป็นตัวอย่างโชว์เพื่อการศึกษา”

วิลเลียม คันนิ่งแฮม (William Cunningham) นักแท็กซีเดอร์มิสต์ของพิพิธภัณฑ์ชำแหละร่างของเธอออกมาเป็นส่วนๆ อย่างพิถีพิถัน หนังของเธอถูกบรรจงเลาะออกมาเก็บรักษาไว้อย่างประณีต ในขณะที่ชิ้นส่วนกระดูกของเธอถูกแยกออกเป็นห้าส่วนเก็บไว้บนการ์ดเพื่อให้ง่ายต่อการนำออกมาสอนกายวิภาคของสัตว์มีกระเป๋าหน้าท้อง

ชิ้นส่วนของเธอถูกเอาออกมาเร่โชว์ในนิทรรศการต่างๆ ของพิพิธภัณฑ์ แผ่นหนังที่ถูกแล่จนแผ่บางราวกับพรมของเธอถูกเอามาวนเวียนให้นักเรียนตามโรงเรียนต่างๆ ได้ลองลูบไล้และสัมผัสอยู่หลายปี ก่อนที่จะถูกเก็บเข้าตู้ของพิพิธภัณฑ์ไปในช่วงปี 1980

และถูกย้ายไปเก็บไว้ในพื้นที่เก็บตัวอย่างของเหมาะสมในเวลาต่อมา

 

แม้จะไม่มีอะไรการันตีว่าจะหาร่างของเธอพบ โรเบิร์ตและแคทรีนก็ยังไม่ยอมแพ้ พวกเขาย้อนกลับไปคุ้ยดูบันทึกรายการสัตว์สตัฟฟ์ของทีมแท็กซีเดอมิสต์ของพิพิธภัณฑ์ในช่วงปี 1936 และ 1937 ถึงได้เจอว่าในความเป็นจริงแล้วมีตัวอย่างไทลาซีนอยู่ในรายการในช่วงปีนั้นด้วยอยู่ตัวอย่างหนึ่ง และตัวอย่างนั้นถูกเอาไปเก็บไว้ผิดที่ผิดทาง

แมรี มัลคาฮี (Mary Mulcahy) ผู้อำนวยการของ TMAG ตื่นเต้นมากกับข่าวนี้

“คอลเล็กชั่นไทลาซีนของ TMAG นั้นขึ้นชื่อลือชา มีคุณค่ามหาศาลและเป็นที่ยอมรับในหมู่นักวิจัย แต่การได้เห็นปริศนาแห่งซากไทลาซีนตัวสุดท้ายถูกไขออกมาได้ในที่สุดนั้นเป็นอะไรที่ทั้งหวานและขมขื่น เพราะท้ายที่สุด ซากของมันที่ถูกค้นพบก็อยู่เป็นส่วนหนึ่งของคอลเล็กชั่นตัวอย่างของพิพิธภัณฑ์ TMAG

โรเบิร์ตและแคทรีนตีพิมพ์งานวิจัยของพวกเขาลงในวารสาร Australian Zoologist ในปี 2023 และกระตุ้นให้คนเลิกเชื่อเรื่องราวที่กุขึ้นมาของแฟรงก์ เพราะตอนนี้ในวิกิพีเดีย ในตำรา และในสื่อต่างๆ ไทลาซีนตัวสุดท้ายคือเบนจามิน เพราะงานวิจัยบ่งชี้ได้ชัดเจน “ไทลาซีนตัวสุดท้าย เป็นตัวเมีย และที่แน่ๆ ไม่ได้ชื่อเบนจามิน”

บางที ความเชื่อที่สืบทอดต่อกันมา ก็อาจจะไม่จริงเสมอไป…ทฤษฎีถูกลบล้างได้เสมอ จะเชื่ออะไรคงต้องคิดให้ถี่ถ้วน

ด้วยความสงสัย ผมลองพิมพ์ถามเอไอเจ้าดัง ขึ้นต้นด้วยตัว C ว่า “Can you tell me the name of the last thylacine?”

และคำตอบที่ได้คือ “The last known thylacine, also known as the Tasmanian tiger, was named Benjamin. Benjamin lived in captivity at the Beaumaris Zoo in Hobart, Tasmania. He died on September 7, 1936.”

อุ๊บบบบบส์!!!