หากการเลือกสรร ส.ว. 67 ล้มไป จะเกิดอะไรขึ้น และใครต้องรับผิดชอบ?

กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์www.facebook.com/bintokrit

Agora | กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์

วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

หากการเลือกสรร ส.ว. 67 ล้มไป

จะเกิดอะไรขึ้น

และใครต้องรับผิดชอบ?

 

กระบวนการเลือกสรร ส.ว. 67 ครั้งนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นการเลือกผู้แทนปวงชนชาวไทยที่ถูกตั้งคำถามอย่างมากกว่าเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทยได้จริงหรือ ในเมื่อมีข้อกำหนดที่กีดกันปวงชนชาวไทยส่วนใหญ่ออกไปมาตั้งแต่ต้น คำอธิบายเรื่องนี้ผมเคยเขียนไว้ก่อนหน้านี้แล้วในบทความเรื่อง “ส.ว. 67 เป็นตัวแทนของอะไร เจตจำนงของกลุ่มใด ปากเสียงของใคร แล้วเลือกไขว้ไปเพื่ออะไร” ตามลิงก์ https://www.matichonweekly.com/column/article_761355 และบทความเรื่อง ปัญหาการจำกัดสิทธิและขยายสิทธิ ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ในระบบการเลือกสรร ส.ว. 2567″ ทางลิงก์ https://www.matichonweekly.com/column/article_762510

ซึ่งหลังจากที่กระบวนการเลือกสรร ส.ว.ผ่านขั้นตอนการรับสมัครมาแล้วก็พบว่ามีปัญหาใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีกมาก

บางปัญหามาจากการออกแบบระบบการเลือกสรรที่เกินไปกว่าจินตนาการที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญและผู้ร่าง พ.ร.ป.ส.ว.ได้คิดเอาไว้

บางปัญหาก็มาจากตัวผู้สมัครแต่ละคน

และบางปัญหาก็มาจากการออกระเบียบของ กกต. รวมทั้งการตีความข้อกฎหมายของ กกต.ด้วย

ทำให้ท้ายที่สุดจะเกิดปมปัญหาใหม่ๆ ตามมาอีกเป็นจำนวนมาก นำไปสู่การร้องเรียนในศาล

และทุกครั้งที่ศาลมีคำวินิจฉัยใดๆ ออกมาก็จะนำพาปัญหาใหม่ๆ ให้เกิดเป็นข้อร้องเรียนและจำเป็นต้องวินิจฉัยอีก

 

ในบรรดาคำพิพากษาที่น่าวิตกกังวลที่สุดก็เห็นจะเป็นการวินิจฉัยว่า พ.ร.ป.ส.ว.ที่ใช้อยู่นี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 หรือไม่

เพราะหากมีคำพิพากษาออกมาว่าขัดรัฐธรรมนูญ กระบวนการเลือกสรร ส.ว.ที่ผ่านมาก็ย่อมมลายหายไปในอากาศ

ซึ่งหากพิจารณาในฐานะฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด คือศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ป.ส.ว.ขัดต่อรัฐธรรมนูญขึ้นมาจริงๆ ก็จะเกิดคำถามตามมามากมายว่า กระบวนการเลือกสรร ส.ว. จะวนกลับมาเริ่มใหม่ ณ จุดตั้งต้นที่ตรงไหน? อย่างไร?

เมื่อ พ.ร.ป.ส.ว.ถูกชี้ว่าขัดรัฐธรรมนูญ กระบวนการทั้งหมดก็ต้องหวนกลับมา ณ จุดตั้งต้น โดยเข้าสู่กระบวนการร่าง พ.ร.ป.ส.ว.กันใหม่

ซึ่งกว่าจะเสร็จก็คงใช้เวลาอีกนาน ในระหว่างนี้ ส.ว.ชุดเดิมต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปอีกเรื่อยๆ จนกว่าจะมี ส.ว.ชุดใหม่เข้ามา

นอกจากนี้ ยังไม่มีกฎหมายข้อใดที่ระบุไว้อย่างแน่ชัดถึงกรอบเวลาของการสรรหา ส.ว.ชุดใหม่

ดังนั้น การรักษาการของ ส.ว.ชุดเก่าจึงสามารถลากยาวออกไปได้เรื่อยๆ อาจนานเป็นปีหรือมากกว่านั้นก็ได้

 

ในฝั่งของประชาชน การที่ ส.ว.ชุดเก่ายังคงอยู่ต่อไปได้เรื่อยๆ เช่นนี้ไม่เป็นผลดี และคงไม่มีใครอยากให้เรื่องนี้เกิดขึ้น นอกจากกลุ่มคนที่ได้ประโยชน์ซึ่งมีอยู่เพียงเล็กน้อยซึ่งไม่จำเป็นต้องพูดว่ามีใครบ้างก็คงนึกภาพออกได้ไม่ยาก

คนเหล่านี้ก็จะมีแรงจูงใจสูงเป็นพิเศษในการออกมาแฉ เปิดโปง หรือดิสเครดิตกระบวนการเลือกสรร ส.ว.

ซึ่งการออกมาวิจารณ์กระบวนการได้มาซึ่ง ส.ว.ครั้งนี้ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร เพราะโดยตัวของระบบเองก็มีปัญหามากมายก่ายกองอยู่แล้ว การออกมาปูดข้อมูลไม่ว่าจะจริงหรือไม่ก็ย่อมมีผลทำลายความน่าเชื่อถือของระบบได้โดยง่าย

ระบบที่เดิมมีปัญหาเยอะอยู่แล้วก็เลยยิ่งมีเยอะเข้าไปใหญ่

พ.ร.ป.ส.ว.นั้นเป็นต้นทางของกระบวนการเลือกสรร ส.ว. ระเบียบของ กกต.ที่ออกมาเพื่อควบคุมและจัดการระบบการเลือกสรรนั้นออกมาภายหลัง

เมื่อใดก็ตามที่ พ.ร.ป.ส.ว.สูญสลายไป ระเบียบ กกต.ที่ตามมาก็ปลาสนาการไปด้วย

หากกฎหมายเป็นเพียงแค่กระดาษที่วาดทิ้งเอาไว้เฉยๆ เรื่องก็คงจะจบลงตรงนี้

แต่ในเมื่อกระดาษเหล่านี้ได้ส่งผลให้เกิดสิ่งต่างๆ ตามมามากมาย เรื่องก็คงไม่จบลงห้วนๆ ง่ายๆ

 

สิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ที่ตามมาจาก พ.ร.ป.ส.ว.และระเบียบ กกต.มีอะไรบ้าง ก็ยกตัวอย่างเช่น

มีการรับสมัคร ส.ว.เสร็จสิ้นไปแล้ว ซึ่งขั้นตอนนี้ใช้เวลาห้าวันและกระจายตัวไปทุกอำเภอทั่วประเทศ มีงบประมาณที่เบิกจ่ายไปเพื่อการนี้มากเพียงใดแล้ว มีบุคลากรที่ต้องทำงานเรื่องนี้ไปมากเท่าใด มีประชาชนสนใจมารับใบสมัครกี่คน มาสมัครจริงกี่คน แต่ละคนเสียค่าใช้จ่ายไปเท่าไหร่ ทั้งค่าสมัคร 2,500 บาทและค่าใช้จ่ายที่ตามมาอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าถ่ายรูป ค่าเดินทาง ค่าจัดเตรียมเอกสาร ค่าใบรับรองแพทย์ ต้องรบกวนคนรู้จักในการให้คำรับรองการทำงานและเป็นพยานไปเท่าไหร่ สูญเสียโอกาสอื่นๆ ในชีวิตไปมากเพียงใด บางคนถึงขั้นลาออกจากงาน บางคนเดินทางไกลกลับไปภูมิลำเนาเพื่อเข้าสู่กระบวนการนี้

แม้จะมียอดผู้สมัครต่ำกว่าที่คาดการณ์เอาไว้มาก แต่หากกระบวนการนี้ถูกวินิจฉัยว่าขัดกับรัฐธรรมนูญก็จะมีผู้เสียหายมากถึง 46,206 คนเป็นอย่างน้อย มาจากจำนวนผู้สมัคร ส.ว. 48,226 คน แต่ถูก กกต.ตัดสิทธิเนื่องจากคุณสมบัติไม่ผ่าน 2,020 คน ทำให้เหลือผู้ที่ผ่านเข้าสู่กระบวนการได้จริง 46,206 คน

ซึ่งในจำนวนนี้ยังมีผู้ที่ต้องตกรอบไปตั้งแต่ยังไม่ถึงวันเลือกระดับอำเภออีกอย่างน้อย 39 คนใน 17 อำเภอที่หลุดจากระบบการเลือกสรรไปเพราะมีผู้สมัครไม่ถึงเกณฑ์ที่จะทำให้เกิดการเลือกไขว้และได้รับคะแนนจากการเลือกไขว้ได้

หากมองในด้านการมีส่วนร่วมต่อการเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทย ตัวเลข 46,206 คนคือตัวเลขที่น้อยมาก

แต่หากมองว่านี่คือจำนวนผู้เสียหายซึ่งสามารถเรียกร้องความรับผิดชอบและการชดเชยเยียวยาตามมา ตัวเลขนี้ก็สูงจนน่าหวั่นกลัว

 

ล่าสุด ดูเหมือนว่าความหวั่นกลัวนี้จะมีน้ำหนักมากขึ้นทุกที โดยในวันที่ 5 มิถุนายน 2567 นี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติ 8 : 1 ให้รับคำร้องจากผู้สมัคร ส.ว. เพื่อวินิจฉัยว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ 2561 หรือ พ.ร.ป.ส.ว. 4 มาตรา คือ มาตรา 36 มาตรา 40 มาตรา 41 และมาตรา 42 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ตามข่าว “มติศาลรัฐธรรมนูญ สั่งรับวินิจฉัย 4 มาตรา พ.ร.ป.เลือก ส.ว. ขัด รธน.หรือไม่” ในลิงก์ https://www.matichon.co.th/politics/news_4611584

โดยเนื้อข่าวระบุถึงที่มาว่า “ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา กรณีศาลปกครองกลางส่งคำโต้แย้งผู้ฟ้องคดี (น.ส.วิเตือน งามปลั่ง) ในคดีหมายเลขดำที่ 899/2567 เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย มาตรา 212 ว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 36 มาตรา 40 มาตรา 41 และมาตรา 42 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 107 หรือไม่” และ “กรณีศาลปกครองกลางส่งคำโต้แย้งของผู้ฟ้องคดีทั้งห้า… ในคดีหมายเลขดำที่ 812/2567 เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย มาตรา 212 ว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 36 มาตรา 40 มาตรา 41 และมาตรา 42 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 107 หรือไม่”

ในช่วงท้ายของข่าวได้ระบุว่า “เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำความเห็นเป็นหนังสือตามประเด็นที่ศาลกำหนด และจัดส่งสำเนาเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 5 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ เพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อไป”

ซึ่งเมื่อมองจากไทม์ไลน์ ณ ขณะนี้จะเห็นได้ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะออกมาหลังจากที่กระบวนการเลือกสรร ส.ว.ผ่านระดับอำเภอไปแล้วเป็นอย่างน้อย หากช้ากว่านั้นอีกเพียงไม่กี่สัปดาห์ก็จะผ่านการเลือกสรรในระดับประเทศ พอถึงจุดนั้นหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยออกมาว่า พ.ร.ป.ส.ว.ขัดกับรัฐธรรมนูญ ใครจะรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น?

กกต.เป็นองค์กรที่ปฏิเสธความรับผิดชอบนี้ได้ยากที่สุด

แต่หาก กกต.ต้องรับผิดชอบ จะมีแต่เพียง กกต.องค์กรเดียวเท่านั้นหรือ?

มีใครต้องแอ่นอกรับกับเรื่องนี้บ้าง แล้วรับผิดชอบอย่างไร?

สามารถชดชดเชยเยียวยาความเสียหายทั้งหมดได้หรือไม่ในทางปฏิบัติ?

คำถามอันน่าสะพรึงกลัวนี้จำเป็นต้องมีคำตอบให้ได้ในเร็ววัน ก่อนที่มันจะสายเกินไป