แกะรอย ปั่น-ปลุก รัฐประหาร ผบ.เหล่าทัพ นิ่ง! จาก ‘บิ๊กแดง’ ถึง ‘บิ๊กบี้’ เช็กสถานะ ‘ดีล’ กรุ่นโผทหาร สะพัดข่าวเขย่า ‘บิ๊กปู’

แม้สถานการณ์การเมืองจะร้อนแค่ไหน จะมีการปลุกกระแสปฏิวัติรัฐประหาร พุ่งตรงมาที่กองทัพแบบปั่นๆ รัวๆ มากแค่ไหน แต่ ผบ.เหล่าทัพก็ยังนิ่ง

โดยเฉพาะคนเป็น ผบ.ทบ.ที่คุมกำลังรบมากที่สุด เป็นเหล่าทัพที่ใหญ่ที่สุด และในอดีตมักจะต้องเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร ยิ่งนิ่ง

แต่ความนิ่งของบิ๊กต่อ พล.อ.เจริญชัย หินเธาว์ ผบ.ทบ.คนปัจจุบัน มิได้สะท้อนถึงความผิดปกติใดๆ แบบที่เรียกว่า “มีกลิ่น” แต่เป็นการเงียบแบบนับถอยหลัง สู่การเกษียณราชการในอีกไม่ถึง 4 เดือนข้างหน้า

การโลว์โปรไฟล์ ไม่ออกสื่อ งดให้สัมภาษณ์ แม้แต่ในเรื่องงาน หรือภารกิจ ทบ. ไม่ใช่การปกปิด มิชชั่นอิมพอสซิเบิลนี้

ในมุมบวก อาจเป็นการ “เซฟ” ท่าที คำพูด เพื่อไม่ให้เป็นประเด็นทางการเมือง อีกทั้งโดยบุคลิกลักษณะแล้ว พล.อ.เจริญชัย ก็ไม่ชอบออกสื่ออยู่แล้ว ตั้งแต่เป็นแม่ทัพภาคที่ 1 ก็ไม่เคยให้สัมภาษณ์สื่อ จนมาเป็น ผบ.ทบ. ก็ยังไม่เคยตอบเรื่องท่าทีต่อการปฏิวัติรัฐประหาร เช่น ผบ.ทบ.ที่ผ่านมาๆ

เช่น ในยุคบิ๊กบี้ พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผบ.ทบ.คอแดง 3 ปี ประกาศตั้งแต่แรกที่ขึ้นเป็น ผบ.ทบ.เลยว่า โอกาสของการปฏิวัติรัฐประหารเป็นศูนย์

แต่ก็เกิดกระแสข่าวลือเรื่องปฏิวัติรัฐประหารออกมาเป็นระยะๆ จากฝ่ายปั่นกระแส

ในมุมลบ การไม่พูดไม่ตอบเรื่องปฏิวัติรัฐประหาร ทำให้เกิดความคลางแคลงใจได้ว่า มีโอกาสจะเกิดขึ้นได้ ซึ่ง พล.อ.ณรงค์พันธ์ ก็เคยจบคำถามสื่อ ที่ถามเพื่อเช็กท่าที เป็นระยะๆ ว่า โอกาสของการปฏิวัติรัฐประหารว่า ไม่ใช่แค่ศูนย์

แต่ติดลบเลยทีเดียว

พล.อ.สุขสรรค์ หนองบัวล่าง,พล.อ.เจริญชัย หินเธาว์,พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้

กล่าวได้ว่า พล.อ.ณรงค์พันธ์ เป็น ผบ.ทบ.ที่พูดชัดเจนที่สุดว่าจะไม่ปฏิวัติรัฐประหาร แม้จะอยู่ในอำนาจยาวนานถึง 3 ปี ด้วยรู้ดีว่า การปฏิวัติรัฐประหาร ไม่อาจเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ในสมัยนี้

ขนาดย้อนไปในยุคบิ๊กแดง พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ เป็น ผบ.ทบ.คอแดงคนแรก ที่มีท่าทีห้าวหาญ มีจุดยืนชัดเจนในการปกป้องสถาบัน และให้สัมภาษณ์หรือขึ้นเวทีทอล์กโชว์ แสดงท่าทีฮึ่มๆ บ่อยๆ ก็ยังไม่เกิดรัฐประหาร แม้ว่าในขณะนั้นเป็นรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีกระแสข่าวว่า ต้องการปฏิวัติตัวเอง เซ็ตซีโร่ใหม่ เพราะเป็นช่วงที่ม็อบราษฎร และพรรคอนาคตใหม่เคลื่อนไหวแรง จนเกิดความวุ่นวาย

ข้อเท็จจริงประการหนึ่ง คือตั้งแต่ปี 2560 กองทัพบกมีการปรับโครงสร้าง การวางกำลังรบใหม่ โดยมีคำสั่งให้นำรถถังหลักในหน่วยทหารม้าใน กทม. ของ พล.ม.2 รอ. สนามเป้า และ ม.พัน 4 รอ. ของ พล.1 รอ. ออกไปนอก กทม. ไปอยู่สระบุรี คงไว้แต่รถสายพานลำเลียงพล รถเกราะเท่านั้น

ในเวลานั้น ถูกมองว่า เป็นสัญญาณหนึ่งของการสกัดกั้นการปฏิวัติรัฐประหาร และตามมาด้วยการโอนย้าย ร.1 รอ. และ ร.11 รอ. กำลังรบหลักของ พล.1 รอ. ที่มีฉายาว่า กองพลปฏิวัติ มาเป็นหน่วยในพระองค์ อีกทั้งมีการตั้งหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ 904 (ฉก.ทม.รอ.904) ก่อกำเนิดทหารคอแดงขึ้น และ ผบ.ทบ.จะต้องไปฝึกหลักสูตรทหารรักษาพระองค์ของกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภ รักษาพระองค์ (ทม.รอ.) หน่วยในพระองค์ เพื่อแปรสภาพจากทหารคอเขียว เป็นทหารคอแดง เสียก่อนที่จะขึ้นเป็น ผบ.ทบ.

โดยจะได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนายทหารพิเศษ ประจำ ทม.รอ. ได้ “อาร์มดำ” ตราสัญลักษณ์หน่วย ติดแขน เครื่องแบบทหาร ที่จะมี ผบ.ทบ.คนเดียวเท่านั้น ที่ติดอาร์มดำ และได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็น ผบ.ฉก.ทม.รอ.904 ด้วย

นั่นจึงเป็นเหตุผลหนึ่ง ว่า ไม่มีการปฏิวัติรัฐประหารเกิดขึ้น ตั้งแต่ในสมัย พล.อ.อภิรัชต์ 2 ปี ต่อด้วย พล.อ.ณรงค์พันธ์ อีก 3 ปี ที่เป็น ผบ.ทบ.คอแดง และส่งผลให้ พล.อ.ณรงค์พันธ์ ประกาศว่า “โอกาสปฏิวัติรัฐประหาร ไม่ใช่แค่ศูนย์ แต่ติดลบ” เลยนั่นเอง

พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์

มาในยุคนี้ แม้จะเปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนนายกฯ เปลี่ยนขั้วอำนาจ แต่โครงสร้างของ ทบ. ที่มี ฉก.ทม.รอ.904 ซ้อนอยู่ และ ผบ.ทบ.ยังต้องเป็นทหารคอแดงอยู่ โอกาสของการปฏิวัติรัฐประหาร จึงเป็นศูนย์ อีกทั้งยังเป็นรัฐบาลผสมข้ามขั้วด้วย “ดีลพิเศษ” ที่ทำให้ขั้วชินวัตร กับขั้วอนุรักษนิยม จำเป็นต้องจับมือกัน เพื่อสู้กับพรรคก้าวไกล และขบวนการปฏิรูปสถาบัน

อีกทั้งในเวลานี้ ดีลยังคงอยู่ ยังไม่ได้แตกหัก หรือแตกร้าว แม้จะมีการเบี้ยวดีลบางข้อ แต่ก็ยังคุย ยังให้อดทนรอกันไปได้อยู่ จึงยังไม่มีสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงใดๆ เพราะในบางเรื่องอาจต้องสู้ไปเจรจาไป

หากโฟกัสไปที่ตัว ผบ.ทบ.ปัจจุบัน คือ พล.อ.เจริญชัย เติบโตมาจากสายทหารเสือราชินี จาก ร.21 รอ. ในยุคพี่น้อง 3 ป. “ป้อม-ป๊อก-ประยุทธ์” แต่ออกจะเป็นสายตรง พล.อ.ประยุทธ์ มากกว่า และได้ชื่อว่าเป็นท็อปไฟว์ น้องเลิฟที่ พล.อ.ประยุทธ์ พยายามผลักดันจนขึ้นเป็น ผบ.ทบ.ได้สำเร็จ เพียงคนเดียว

แต่ พล.อ.เจริญชัย ตท.23 ก็จะเกษียณในอีกไม่กี่เดือนนี้แล้ว จึงพยายามลดบทบาท ไม่ออกสื่อ และไม่เปิดโอกาสให้สื่อเจอหน้า ด้วยการที่ ทบ.มักจะไม่เชิญสื่อทำข่าว โดยอ้างว่าเป็นการภายใน แต่สุดท้ายก็ส่งข่าวและภาพผ่านข่าวแจก จึงไม่อาจเรียกว่างานภายใน

ทั้งนี้ เป็นเพราะ ผบ.ทบ.ไม่ต้องการพบสื่อ เพราะเมื่อพบทีไร สื่อก็จะถามแต่เรื่องการเมือง และท่าทีต่อการปฏิวัติรัฐประหารเสมอๆ โดยที่ พล.อ.เจริญชัย ก็ไม่อยากตอบอยู่แล้ว จึงเลือกที่จะไม่พบสื่อหลัก และแม้ไม่ออกข่าวสื่อหลัก อย่างน้อยก็ออกสื่อโซเชียลของ ทบ. และเครือข่าย โดยไม่ต้องง้อสื่อกระแสหลัก แต่การหลบสื่อ ไม่ได้มีนัยสำคัญใดต่อสถานการณ์ทางการเมืองในเวลานี้

ท่ามกลางการปลุกปั่นกระแสรัฐประหาร ให้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยหลอน และไม่มั่นใจในดีล ผบ.เหล่าทัพเองก็พยายามนิ่งเงียบ ไม่ให้สัมภาษณ์ ไม่พบสื่อ โดยมีการนัดแนะกัน เช่น ท่าทีต่อการแก้ไข พ.ร.บ.กลาโหม 2551 จนมาถึงการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม คดี ม.112

แต่มี ผบ.เหล่าทัพบางคนก็ออกแนวมุขตลก เรื่องการรัฐประหาร ที่ร่ำลือกันหนาหูนั้นว่า ยังไม่รู้เลยว่าจะมีรัฐประหาร บางคนก็ยกคำพูดของ พล.อ.ณรงค์พันธ์ มายืนยัน

พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ

อย่างไรก็ตาม เมื่อ พล.อ.เจริญชัย กำลังจะเกษียณ 30 กันยายนนี้แล้ว การเมืองร้อนๆ แบบนี้ จึงทำให้ ผบ.ทบ.คนต่อไป ที่จะขึ้นมาแทนนั้น ยิ่งถูกจับจ้อง เพราะแม้ในช่วงนี้ หรือใกล้ๆ นี้ อาจจะไม่มีเค้าลางของรัฐประหาร แต่ในกาลข้างหน้า เป็นแรมปี ไม่มีใครอาจรับประกันได้ว่า ดีลจะแตกหัก ดีลจะเปลี่ยน หรือต้องเปลี่ยนม้า เปลี่ยนแผนหรือไม่

เพราะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางการเมิอง ว่าขั้วทักษิณ กับขั้วอนุรักษนิยม จะสกัดพรรคก้าวไกล และแนวคิดแบบส้มๆ ได้หรือไม่ หากชนะเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์ เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เมื่อนั้นอะไรก็เกิดขึ้นได้

ในเวลานี้ ชื่อของบิ๊กหนุ่ย พล.อ.ธราพงษ์ มาละคำ ผช.ผบ.ทบ. จาก ตท.24 มาแรง ที่กำลังจะแซงโค้ง “บิ๊กปู” พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ เสธ.ทบ. รุ่นน้อง ตท.26

ด้วยเพราะรู้กันดีว่า พล.อ.เจริญชัย สนับสนุน พล.อ.ธราพงษ์มากกว่า เพราะก็เติบโตมาจาก พล.ร.2 รอ. เป็นสายบูรพาพยัคฆ์ และเป็นนายทหารอาชีพ ที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร

เพราะหากเทียบกับ พล.อ.พนา ที่ได้ชื่อว่าเป็นสายตรง พล.อ.ณรงค์พันธ์ ที่เคยอยู่ ร.31 รอ.มาด้วยกัน และยังเป็นสายตรง พล.อ.อภิรัชต์ ที่ช่วยปั้นให้ พล.อ.พนา มาเป็น ผบ.พล.ร.11 กองพลสไตรเกอร์ และถือว่าเติบโตมาจากสายวงศ์เทวัญ

ก่อนหน้านี้ เมื่อครั้ง พล.อ.พนา ได้ขยับขึ้นจากรองแม่ทัพภาคที่ 1 เสียบยอดนั่งแม่ทัพภาคที่ 1 ตัดหน้า พล.อ.ธราพงษ์ แม่ทัพน้อยที่ 1 ที่จ่ออยู่ ท่ามกลางกระแสข่าวว่า สัญญาณแรงตั้งแต่มีคำสั่งให้ไปฝึกหลักสูตรทหารคอแดงก่อนหน้านั้น

จนจับตากันมาตลอดว่าจะขึ้นเป็น ผบ.ทบ.

แต่สัญญาณเริ่มแปร่งไป เมื่อโยกย้ายตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา พล.อ.พนา ขึ้นเป็น เสธ.ทบ. จากเดิมที่จะเป็น ผช.ผบ.ทบ. เพื่อครองอาวุโส และขึ้น ผบ.ทบ. ในตุลาคม 2567 โดยมีสัญญาณให้คืนความชอบธรรมให้ พล.อ.ธราพงษ์ จากที่ปรึกษาพิเศษ ทบ. มาเป็นห้าเสือ ทบ. นั่ง ผช.ผบ.ทบ.

จากนั้นมา อะไรก็ไม่แน่นอน โดยมีกระแสข่าวโฟกัสไปที่ พล.อ.ธราพงษ์ และบิ๊กหยอย พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผช.ผบ.ทบ. ทหารคอเขียวจาก ตท.24 ที่เป็นแคนดิเดตชิง ผบ.ทบ.เช่นกัน

อีกทั้ง พล.อ.ธราพงษ์ เกษียณกันยายน 2569 ส่วน พล.อ.อุกฤษฎ์ เกษียณ 2570 ถ้าใครคนใดคนหนึ่งขึ้น ผบ.ทบ. โอกาสที่ พล.อ.พนา จะอยู่ ทบ. รอจนพี่ ตท.24 ทั้ง 2 คนนี้เกษียณ คงเป็นไปได้ยาก เพราะตนเองก็เกษียณ 2570 พล.อ.พนา ก็อาจจะต้องถูกขยับออกไปนอก ทบ.

จึงมีข่าวสะพัดออกมาอีกระลอก ในช่วงใกล้ฤดูกาลจัดทำโผโยกย้ายทหาร ที่มีข่าวว่า โผนี้จะทำให้เสร็จเร็วขึ้นเล็กน้อย จากที่จะจบไฟนัล ในกลางกันยายน ก็เป็นให้เสร็จในปลายสิงหาคม และมีข่าวว่า พล.อ.พนา จะข้ามไปอยู่ บก.ทัพไทย ในโยกย้ายตุลาคมนี้ เพื่อเตรียมขึ้นเป็น ผบ.ทหารสูงสุด คอแดงคนที่ 3 ซึ่งเป็นจังหวะที่ พล.อ.อภิรัชต์ ก็มีพลังที่แผ่วลง

รอยร้าวในความสัมพันธ์ของบิ๊ก ทบ. และอดีตบิ๊ก ทบ. กลายเป็นเรื่องฮือฮาใน ทบ. เมื่อ พล.อ.เจริญชัย สั่งให้พลตรี ผบ.มทบ. หน่วยหนึ่งในอีสาน หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว จุดนี้ถูกวิจารณ์ใน ทบ.ว่า สะท้อนปัญหาความสัมพันธ์

แต่มีกระแสข่าวว่า หากข้ามมา บก.ทัพไทย จะนั่งเก้าอี้เสนาธิการทหาร ที่จะมีบทบาทหน้าที่ และความสำคัญมากกว่ามาเป็นรอง ผบ.ทหารสูงสุด เพราะสไตล์ของ พล.อ.พนา ที่มีความเป็นทหารนักวิชาการ และสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ และได้ประสานงานการฝึกกับสหรัฐมาตลอดในห้วงที่อยู่กองพลสไตรเกอร์

 

อีกทั้งเป็นกฎเหล็กทัพไทย ที่เริ่มในยุคบิ๊กแก้ว พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ เป็น ผบ.ทหารสูงสุด ที่ว่า หาก ทบ.จัดส่งคนมาเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด จะต้องมาแช่รอในตำแหน่งรอง ผบ.ทหารสูงสุดก่อน ไม่ใช่ข้ามมาเสียบยอดเป็น ผบ.ทหารสูงสุดเลย

และต้องการให้เก้าอี้เสนาธิการทหาร เป็นโควต้าของคนในทัพไทย เพราะมีประสบการณ์ในการทำงานในทัพไทยมามากกว่าคนที่จะข้ามมาจากกองทัพบก ทั้งนี้เพราะ พล.อ.เฉลิมพล เข้าใจหัวอกของคนในทัพไทยเป็นอย่างดี เพราะเมื่อครั้งที่ พล.อ.เฉลิมพล ข้ามมาจากกองทัพบก ก็มาเสียบเป็นเสนาธิการทหาร และเจอแรงเสียดทานภายในไม่น้อย

อีกทั้งในเวลานี้ยุค ผบ.อ๊อบ พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้มีการวางตัวบิ๊กจุ๊ฟ พล.อ.ชิดชนก นุชฉายา ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองบัญชาการกองทัพไทย อดีตเจ้ากรมยุทธการทหาร ไว้เป็นเสนาธิการทหารคนใหม่ในโยกย้ายนี้

โดยในการเดินทางไปต่างประเทศเกือบทุกครั้ง พล.อ.ทรงวิทย์ ก็จะนำ พล.อ.ชิดชนก ร่วมคณะไปด้วยเสมอ เหมือนเป็นการประกาศเป็นการภายในว่า จะให้เป็นแม่บ้านคนใหม่ของทัพไทย

 

แต่อย่างไรก็ตาม ตลอด 7-8 เดือนที่ผ่านมา พล.อ.พนา ก็พยายามลดบทบาท ไม่ออกสื่อ และขอความร่วมมือสื่อ ไม่ลงภาพเดี่ยวของ พล.อ.พนา เพื่อลดความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น ที่สะท้อนว่า พล.อ.พนา ยังไม่ถอดใจจากเก้าอี้ ผบ.ทบ.

ในขณะที่พลังของเตรียมทหารรุ่น 24 ยังคงแรง ที่จะดัน พล.อ.ธราพงษ์ หรือ พล.อ.อุกฤษฎ์ ขึ้นเป็น ผบ.ทบ. เพราะมีทั้งบิ๊กหนุ่ม พล.อ.สนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกลาโหม พล.อ.ทรงวิทย์ และบิ๊กไก่ พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผบ.ทอ. ที่พร้อมโหวตหนุนในบอร์ด 7 เสือกลาโหม

อีกทั้งยังต้องพิจารณาว่า ใครจะเหมาะสมกับสถานการณ์ในอีก 2-3 ปีข้างหน้านี้มากที่สุด ท่ามกลางการเมืองที่ร้อนระอุและใกล้การเลือกตั้งในเวลานั้น

นี่เป็นสิ่งที่ ผบ.เหล่าทัพ ต้องร่วมกันตัดสินใจครั้งสำคัญ เมื่อเวลานั้นมาถึง เพราะมันจะบ่งชี้ถึงสถานการณ์ทางการเมืองครั้งสำคัญเลยทีเดียว