บรรยง พงษ์พานิช มอง 10 ปี เศรษฐกิจการเมืองไทย หลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ไม่ได้ถอยหลัง แต่เจริญน้อย

ผ่านไปกว่า 10 ปีแล้ว สำหรับการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 จนถึงวันนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจการเมืองไทยอย่างไร

รายการ เอ็กซ์อ๊อก talk ทุกเรื่อง ทางช่อง Youtube Matichon tv มีโอกาสสนทนากับ บรรยง พงษ์พานิช อดีตกรรมการ คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) และอดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สะท้อนภาพเศรษฐกิจและปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงตลอด 10 ปีที่ผ่านมา

“ถ้าบอกว่าประเทศไทยถอยหลังก็ไม่จริง เราไม่ได้ถอยหลัง เพียงแต่เจริญน้อยกว่าที่ควรจะเป็น น้อยกว่าเวลาและทรัพยากรที่ใช้ไป”

น่าจะเป็นประโยคที่สะท้อนความคิดเห็นของนักการเงินผู้คร่ำหวอดได้ดี

บรรยงเริ่มต้นฉายภาพเศรษฐกิจไทยย้อนหลังกลับไป พ.ศ.2500 ว่า ขณะนั้นไทยเป็นประเทศที่ยากจนติดอันดับโลก มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากรเพียง 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี เทียบกับเมียนมาในขณะนั้น มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากร 180 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี เวียดนาม 220 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี ฟิลิปปินส์ 250 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี

ปัจจุบันไทยมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากร 7,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี เพิ่มขึ้น 75 เท่าในช่วง 60 ปี

แต่ปัญหาของไทยในระยะหลัง นับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 หลังจากนั้นการเติบโตของเราก็เริ่มถอยลงเรื่อยๆ กลายเป็นอัตราเติบโตที่ต่ำที่สุดประเทศหนึ่งในหมู่ประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะระยะ 10 ปีหลังสุด ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี (GDP) เติบโตเฉลี่ยไม่ถึงร้อยละ 3 ต่อปี

สะท้อนให้เห็นศักยภาพที่ถดถอยลง

เมื่อถามถึงการใช้งบประมาณแผ่นดินในรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ในการทำโครงการเมกะโปรเจ็กต์ และโครงการลงทุนต่างๆ ด้วยเม็ดเงินมหาศาลของรัฐบาลตั้งแต่หลังรัฐประหารเป็นต้นมา คุ้มค่าหรือไม่

บรรยงมองว่า งบประมาณแผ่นดินของไทยปีละประมาณ 3 ล้านล้านบาท คิดเป็นแค่ร้อยละ 20 ของจีดีพี ซึ่งถือว่าไม่สูงเมื่อเทียบกับงบประมาณของประเทศที่พัฒนาแล้วบางประเทศ

แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า งบประมาณแผ่นดินของไทยเป็นงบฯ ดำเนินการสูงมาก ไม่ใช่งบฯ สำหรับพัฒนา เช่น งบประมาณสำหรับจ่ายเงินเดือนและสวัสดิการข้าราชการ คิดเป็นประมาณร้อยละ 35 ของงบประมาณทั้งหมด ประเทศไทยมีข้าราชการ 2.4 ล้านคน ขณะที่ญี่ปุ่นมีแค่ 5 แสนคน ทั้งๆ ที่ญี่ปุ่นมีจำนวนประชากรเป็นสองเท่าของไทย

ขณะที่งบฯ เพื่อการพัฒนาของประเทศไทย กลับไปอยู่ในรัฐวิสาหกิจ ไทยมีรัฐวิสาหกิจ 56 แห่ง มีสินทรัพย์รวมทั้งหมด 20 ล้านล้านบาท มีงบฯ ใช้จ่ายและลงทุนรวมกันปีละประมาณ 6 ล้านล้านบาท หรือเกือบสองเท่าของงบประมาณแผ่นดิน

ซึ่งที่ผ่านมาเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้วว่ารัฐวิสาหกิจมีประสิทธิภาพต่ำ และมีการคอร์รัปชั่นสูงมาก ทำให้การใช้ทรัพยากรต่างๆ บิดเบี้ยวไปจากที่ควรจะเป็น

แม้การคอร์รัปชั่นและความไร้ประสิทธิภาพจะอยู่คู่กับสังคมไทยมานานตั้งแต่ก่อนการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ปัญหาการคอร์รัปชั่นดูเหมือนจะรุนแรงขึ้น

 

บรรยงเล่าย้อนถึงตอนที่มีการก่อตั้งองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เมื่อ 12 ปีที่แล้วว่า ขณะนั้นดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นของประเทศไทยอยู่ที่อันดับ 75 จาก 170 ประเทศ แต่จนถึงวันนี้ ประเทศไทยหล่นลงมาอยู่อันดับที่ 109 ขณะที่ประเทศอื่นพัฒนาขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีดัชนีอื่นๆ ที่ใช้เปรียบเทียบประเทศต่างๆ ในโลก ได้แก่ GDP per Capita เป็นดัชนีที่วัดความมั่งคั่ง, Gini coefficient เป็นดัชนีที่ใช้วัดการกระจายของความมั่งคั่ง, Democracy Matrix เป็นดัชนีชี้วัดความเป็นประชาธิปไตย, Index of Economic Freedom เป็นดัชนีชี้วัดเสรีภาพทางเศรษฐกิจ และ PISA ดัชนีคุณภาพการศึกษา

บรรยงชี้ว่า ทั้ง 6 ดัชนี ประเทศที่อยู่ 20 อันดับแรกเป็นประเทศซ้ำกันเกือบทั้งหมด สะท้อนว่าประเทศใดมีความเป็นประชาธิปไตยสูง เป็นตลาดเสรี มีความโปร่งใส มีกลไกตรวจสอบที่ทำให้การคอร์รัปชั่นมีน้อย และมีคุณภาพการศึกษาสูง ถ้าครบเงื่อนไขเหล่านี้ก็จะเป็นประเทศที่มั่งคั่งและทั่วถึง เรียกว่าเป็นกลไกเชิงสถาบัน ซึ่งสำคัญมาก

แต่สำหรับประเทศไทย เราอยู่อันดับค่อนไปทางแย่เกือบทุกดัชนี

บรรยงยอมรับว่า เคยเชื่อว่าการพัฒนาของประชาธิปไตยเป็นไปอย่างช้าเกินไป เพราะฉะนั้นถ้ามีระบบบางระบบที่สามารถจะข้ามขั้นตอนนี้ได้ ก็อาจจะทำได้ นั่นคือสาเหตุที่หลายคนรวมถึงตน พยายามเข้าไปช่วยให้เกิดการปฏิรูปในระหว่างที่เป็นระบอบรัฐประหาร

แต่ในที่สุดก็พิสูจน์แล้วว่าเป็นไปได้ยาก

นอกจากนี้ วัฒนธรรมของประเทศไทยที่เป็นระบบอุปถัมภ์ หมายความว่าคนข้างบนก็เชื่อว่าเราต้องช่วยคนข้างล่าง คนข้างล่างก็เรียกร้องแต่ความช่วยเหลือของคนข้างบน

สิ่งนี้เป็นวัฒนธรรมการปกครอง ที่ทุกรัฐบาลก็อยากจะเป็นคนทำ เป็นคนให้ ขณะที่ประชาชนก็เรียกร้องเอาแต่จากรัฐบาล เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้เกิดการขยายตัวของรัฐ รัฐมีขนาดใหญ่ขึ้น

ซึ่งในฐานะที่สมาทานทุนนิยมเสรี ก็เชื่อว่ารัฐบาลที่เก่งและดีไม่มีในโลก เพราะฉะนั้นรัฐต้องมีขนาดเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

แต่สำหรับประเทศไทย รัฐไทยไปทำเรื่องที่ไม่ควรทำเยอะ เป็นรัฐที่มีขนาดใหญ่เกินไป ซึ่งหมายถึงทรัพยากรจำนวนมากจะตกอยู่ภายใต้กลไกของรัฐ ซึ่งเป็นกลไกที่ผูกขาดโดยธรรมชาติ และไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีการแข่งขัน ทำให้ผลิตภาพ (Productivity) หรือผลผลิตที่ออกมาจากทรัพยากรที่ใช้ไปต่ำ

เมื่อถามว่าประเทศไทยจะก้าวออกจากโจทย์เศรษฐกิจทั้งหมดนี้ ท้ายที่สุดหนีไม่พ้นการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจใช่หรือไม่

บรรยงกล่าวว่า เวลาคนพูดถึงการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ มักจะไปดูเรื่องของอุตสาหกรรม เช่น เกษตร อุตสาหกรรม บริการ อุตสาหรรมอะไร บริการอะไร

แต่อยากจะพูดในอีกมุมหนึ่ง คือเปลี่ยนผู้ที่ครอบครองทรัพยากร ลดรัฐ

ลดรัฐเป็นเรื่องหัวใจที่สำคัญที่สุด ลดรัฐวิสาหกิจ เปลี่ยนสภาพให้เป็น Governance แบบเอกชน นั่นคือความพยายามที่คณะกรรมการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจสมัยที่ทำงานพยายามปรับเปลี่ยน แต่ในที่สุดต้องบอกว่าไม่สำเร็จ ต้องยอมรับ

ขณะที่ขั้นตอนสู่การเป็นประชาธิปไตย สำคัญที่สุดก็คือแก้รัฐธรรมนูญ เขียนใหม่ให้เป็นประชาธิปไตย ปลดล็อกสิ่งต่างๆ ที่เป็นอุปสรรค

นี่คือก้าวแรกที่ประเทศไทยควรจะเป็น ซึ่งจริงๆ รัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องใหม่ ยังงงว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีทำไม 279 มาตรา และบางมาตรายังต้องไปสั่งให้เกิดกฎหมายลูกอีกเป็น 10 ฉบับ หลายมาตรา ทำให้เรามีกฎหมายยั้วเยี้ยไปหมด ควรจะไปประยุกต์มาจากที่เขาทำสำเร็จและอยู่ได้ยาวนาน ดีกว่าที่จะมานั่งคิดเอง

สำหรับรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ยังถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดที่เคยมี เริ่มตั้งแต่ที่มา ที่มาจากสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) จากการเลือกตั้งทั่วประเทศ รัฐธรรมนูญ 2540 มีมิติสำคัญ 3 ประการ

1. ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ไม่แตกเป็นหัวจนทำให้ไม่สามารถนำนโยบายมาสู่การปฏิบัติได้

2. เมื่อพรรคการเมืองเข้มแข็ง เลยพยายามสร้างกลไกมาถ่วงดุล ได้แก่ องค์กรอิสระต่างๆ โดยให้วุฒิสภาเป็นผู้รับผิดชอบ

3. รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นจุดเริ่มต้นของการกระจายอำนาจและทรัพยากร ทั้งการตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เกิดจากรัฐธรรมนูญ 2540 ทั้งหมด

แต่พอดำเนินการจริงได้วัตถุประสงค์เดียวคือพรรคใหญ่ แต่กลไกตรวจสอบโดนครอบงำ โดนทำลาย เพราะว่าวุฒิสภาในสมัยนั้นถูกครอบงำโดยฝั่งการเมือง นี่คือข้อเท็จจริง

ขณะที่การกระจายอำนาจก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์โจมตีเยอะมาก ว่าเป็นแค่การกระจายการคอร์รัปชั่น แต่สิ่งที่ควรทำคือควรจะต้องปรับปรุงข้อบกพร่องของมัน ไม่ใช่ไปเลิกมัน แล้วก็ถอยหลังกลับไป รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ก็ชัดเจนว่าต้องการให้เป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ ต้องการให้พรรคมีขนาดเล็ก ต้องการให้วุฒิสภาแต่งตั้งมีอำนาจมาก

เมื่อถามถึงข่าวลือที่ว่าจะมีการรัฐประหารเกิดขึ้นอีกครั้ง บรรยงยืนยันว่าไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน ตอนรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ก็ไม่เห็นด้วย แต่เมื่อเกิดแล้วเราบังคับไม่ได้ ทำอะไรได้ก็พยายามทำไป

“มีผู้ใหญ่สอนผมว่า คุณรู้ไหมว่าผู้ใหญ่ไทยที่เขาสร้างประโยชน์ให้ประเทศชาติในอดีต ส่วนใหญ่เขาทำภายใต้อำนาจรัฐประหารทั้งนั้น ขอยกตัวอย่างที่มีคนยกตัวอย่างให้ผมฟัง เช่น อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ทำงานภายใต้ระบบเผด็จการตลอดมา พอเป็นประชาธิปไตย ท่านกลับต้องเนรเทศตัวเองไป อันนี้คือผมพูดยกย่องท่าน แต่ว่าโลกเปลี่ยนแล้ว ทำอย่างเดิมไม่ได้”

นี่คือมุมมองต่อเศรษฐกิจการเมืองไทยของ บรรยง พงษ์พานิช