การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา : สามก๊กฉบับเมืองไทย

การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กำลังมีขึ้นหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2567 ถึงวันที่ 24 พฤษภาคม 2567 หรือเพียง 5 วันเท่านั้น และประกาศรับสมัครเลือกตั้งอย่างกระชั้นชิดในวันที่ 13 พฤษภาคม 2567 เท่ากับมีการประกาศรับสมัครล่วงหน้าเพียง 7 วันเท่านั้น นอกจากนี้ มีการประชาสัมพันธ์น้อยมากๆ เหมือนไม่อยากให้มีคนมาสมัครรับเลือกตั้งกัน

วันนี้จึงขอชวนพูดคุยกันว่า หากท่านอยากได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา ท่านจะต้องใช้กี่คะแนนเสียงจึงจะได้รับเลือกตั้งเข้าสู่วุฒิสภาอันทรงเกียรติ

ก่อนอื่นขอทบทวนถึงวิธีการเลือกตั้ง ส.ว. ที่แสนจะปวดเศียรเวียนเกล้าอย่างยิ่ง ยิ่งฟังก็ยิ่งงง

 

เริ่มต้นที่คุณสมบัติและคุณสมบัติต้องห้ามของผู้สมัคร ที่ทำให้คนไทยกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศไม่สามารถสมัครรับเลือกตั้งได้ กล่าวคือ ผู้สมัครต้องมีอายุ 40 ปีขึ้นไป ต้องไม่เป็นข้าราชการหรือพนักงานของรัฐ ไม่เป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นสื่อ เป็นต้น

ซึ่งข้อกำหนดนี้ทำให้ผู้สนใจสมัครต้องลาออกจากตำแหน่งต่างๆ ให้เสร็จสิ้นก่อนลงสมัครเลือกตั้ง โดยที่อาจจะไม่ได้รับเลือกตั้งก็ได้ จึงทำให้ผู้สมัครจำนวนมากไม่กล้าเสี่ยงเอาอนาคตหน้าที่การงานของตนมาวัดดวงในการลงสมัคร ส.ว.ในครั้งนี้ นอกจากนี้ ยังมีข้อกำหนดด้านคุณสมบัติยิบย่อยอีกหลายประการ

เมื่อผ่านด่านคุณสมบัติและคุณสมบัติต้องห้ามแล้ว ถัดไปคือ การลงสมัครโดยผู้สมัครแต่ละท่านต้องเลือกกลุ่มอาชีพกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งใน 20 กลุ่มอาชีพ ซึ่งแต่ละกลุ่มอาชีพมีผู้สมัครมากน้อยแตกต่างกัน

เมื่อสมัครรับเลือกตั้งแล้ว จึงเริ่มขั้นตอนการลงคะแนนเสียงครับ

 

ขั้นตอนแรก คือ กลุ่มอาชีพทั้ง 20 กลุ่มอาชีพ ผู้สมัครในแต่ละกลุ่มอาชีพในแต่ละอำเภอ จะลงคะแนนเสียงได้ 2 คะแนน โดย 2 คะแนนนี้ต้องลงให้ผู้สมัครแต่ละท่านได้ไม่เกิน 1 คะแนน และสามารถลงคะแนนเสียงให้ตนเองหรือไม่ก็ได้ ผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงสูงสุด จำนวน 5 ท่าน จะได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนกลุ่มอาชีพเพื่อไปเลือกตั้งในขั้นตอนถัดไป ใครที่ไม่ได้รับเลือกก็ต้องออกจากเกมไป

ขั้นตอนที่ 2 กลุ่มอาชีพทั้ง 20 กลุ่ม ในแต่ละอำเภอ จะจับสลากเพื่อแบ่งสายออกเป็นจำนวน 4 สาย โดยแต่ละสายจะประกอบด้วยกลุ่มอาชีพจำนวน 3-5 กลุ่มอาชีพ (แต่ละกลุ่มอาชีพประกอบด้วยผู้สมัครที่มีคะแนนสูงสุด 5 ท่านจากขั้นตอนก่อนหน้า) ผู้สมัครจะต้องเลือกผู้สมัครในกลุ่มอาชีพอื่นในสายของตน กลุ่มอาชีพละ 1 คน ผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงสูงสุดจำนวน 3 ท่าน ของแต่ละกลุ่มอาชีพจะเป็น “ผู้ได้รับเลือกในระดับอำเภอ”

ขั้นตอนที่ 3 ผู้ได้รับเลือกในระดับอำเภอ นำมารวมกับอำเภออื่นๆ ในจังหวัดของท่าน แล้วเลือกกันเองในกลุ่มอาชีพ โดยแต่ละท่านจะมี 2 คะแนน ซึ่งสามารถให้คะแนนผู้สมัครแต่ละท่านได้ไม่เกินท่านละ 1 คะแนน ผู้สมัครที่ได้รับคะแนนเสียงสูงสุด จำนวน 5 ท่านในแต่ละกลุ่มอาชีพ จะได้เลือกตั้งในขั้นตอนถัดไป

ขั้นตอนที่ 4 ผู้ได้รับเลือกจำนวน 5 ท่านจากแต่ละกลุ่มอาชีพ รวมทั้งสิ้น 20 กลุ่มอาชีพ หรือ 100 ท่าน จะจับสลากเพื่อแบ่งออกเป็น 4 สาย สายละ 3-5 กลุ่มอาชีพ ผู้สมัครแต่ละท่านจะต้องลงคะแนนให้ผู้สมัครในกลุ่มอาชีพอื่นในสายของตน กลุ่มอาชีพละ 1 ท่าน ผู้สมัครที่ได้รับคะแนนเสียงสูงสุดจำนวน 2 ท่าน ของแต่ละกลุ่มอาชีพ จะเป็น “ผู้ได้รับเลือกระดับจังหวัด”

ขั้นตอนที่ 5 ผู้ได้รับเลือกระดับจังหวัด ทุกจังหวัดนำมารวมกันตามกลุ่มอาชีพของตน จากนั้นผู้สมัครในแต่ละกลุ่มอาชีพจะลงคะแนนเสียงได้ 10 คน (คนละไม่เกิน 1 คะแนน) ผู้สมัครที่ได้รับคะแนนเสียงสูงสุด 40 อันดับ ในแต่ละกลุ่มอาชีพจะได้ไปเลือกตั้งในขั้นตอนถัดไปซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้าย

ขั้นตอนที่ 6 จับสลากแบ่งสายออกเป็น 4 สาย สายละ 3-5 กลุ่มอาชีพ จากนั้นผู้สมัครแต่ละท่านลงคะแนนเสียงเลือกผู้สมัครกลุ่มอาชีพอื่นในสายของตน กลุ่มละ 5 ท่าน ผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุด 10 อันดับแนกของกลุ่มอาชีพ ได้รับเลือกตั้งเป็น “สมาชิกวุฒิสภา” 5 อันดับถัดไปเป็นตัวสำรองของกลุ่มอาชีพนั้น

แค่ฟังก็งงแสนงงแล้วใช่ไหมครับ

 

ทีนี้ขอกลับมาที่คำถามที่ถามไว้ตอนต้นว่า ต้องใช้กี่คะแนนเสียงจึงจะได้เป็นสมาชิกวุฒิสภาอันทรงเกียรติ

จากข้อมูลที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งแถลงเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2567 ภายหลังปิดรับสมัคร ส.ว.เป็นที่เรียบร้อย พบว่า ทั่วประเทศมีผู้สมัครทั้งสิ้น 48,226 คน จังหวัดที่มีผู้สมัครมากที่สุดคือ จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 2,764 คน รองลงมาคือ กรุงเทพมหานคร 2,489 คน ส่วนจังหวัดที่มีผู้สมัครน้อยที่สุด คือ จังหวัดน่าน 98 คน รองลงมาคือ จังหวัดตาก จำนวน 102 คน ซึ่งทั่วประเทศมี 2 อำเภอที่ไม่มีผู้สมัครเลยแม้แต่คนเดียว และอีก 7 อำเภอมีผู้สมัครเพียงกลุ่มอาชีพเดียว

สมมุติว่า อำเภอของท่านมีผู้สมัครในกลุ่มอาชีพที่ท่านลงเลือกตั้ง จำนวน 20 คน ในขั้นแรกท่านต้องรวบรวมคะแนนสนับสนุนท่านให้ได้สัก 3-4 คะแนน เมื่อหักคะแนนจากตัวท่านเองแล้ว ยังขาดผู้สนับสนุนท่านอีกประมาณ 3 คน ถ้าท่านอยากเป็นผู้ได้รับเลือกในระดับอำเภอ ท่านอาจชวนเพื่อนสนิทมิตรสหายมาลงสมัครรับเลือกตั้งในทุกกลุ่มอาชีพในอำเภอของท่าน สัก 60 คนต่ออำเภอ เช่นนี้ท่านและเพื่อนๆ รวม 20 ท่าน ก็จะได้เป็นผู้ได้รับเลือกในระดับอำเภอครบถ้วนทุกกลุ่มอาชีพ

เมื่ออำเภอเล็กเกินไปสำหรับท่าน ท่านอาจทำแบบเดียวกันนี้ในทุกๆ อำเภอในจังหวัดของท่าน หากจังหวัดของท่านมี 20 อำเภอ ท่านอาจต้องใช้เพื่อนฝูงมากถึง 1,200 คน ซึ่งท่านและเพื่อนๆ จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ได้รับเลือกในระดับจังหวัด ครบทุกกลุ่มอาชีพ กลุ่มละ 1 ท่านแน่นอน

จากนั้นท่านก็จะรวมกลุ่มแบบวรรณกรรมสามก๊ก พยายามรวบรวมแม่ทัพจากหัวเมืองต่างๆ ให้ได้ 20 จังหวัดเพื่อผลัดกันลงคะแนนเสียงให้ระหว่างกันเอง ซึ่ง 77 จังหวัด หารด้วย 20 จะแบ่งออกเป็น “สามก๊ก” พอดิบพอดี ซึ่งคาดว่าจะมี ก๊กภาคกลางและภาคใต้ ก๊กภาคเหนือ และก๊กภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ในการเลือกตั้งระดับประเทศนั้น แม้ท่านจะสามารถเป็นผู้ได้รับเลือกในระดับจังหวัด หากท่านไม่มีกลุ่มสมาคมจากจังหวัดอื่นๆ สนับสนุนท่าน ท่านก็หมดโอกาสในการจะได้รับเลือกตั้ง

แต่หากท่านเลือกที่จะเข้ากลุ่มคบค้าสมาคมกับกลุ่มจังหวัดอื่นๆ ท่านมีโอกาสสูงที่จะได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาผู้ทรงเกียรติอย่างแน่นอน

 

จากกติกาการเลือกตั้ง ส.ว.นั้น จะเห็นได้ชัดเจนว่า ผู้ร่างกติการได้คิดคำนวณมาอย่างดีแล้วว่าทำอย่างไรจะสามารถแทรกแซงและครอบงำการคัดเลือก ส.ว.ได้

หากพิจารณาในขั้นตอนการเลือกตั้งระดับประเทศจะสังเกตได้ว่า ผู้ได้รับเลือกในระดับจังหวัดจะสามารถลงคะแนนเสียงได้ถึง 10 คะแนน ซึ่งแตกต่างจากขั้นตอนในระดับจังหวัดที่สามารถลงคะแนนเสียงได้เพียง 2 คะแนน

ซึ่งการเพิ่มคะแนนเสียงในการลงเสียงระดับประเทศจาก 2 คะแนนเป็น 10 คะแนน ทำให้สามารถควบคุมผลลัพธ์ได้ สามารถกำหนดโผยบุคคลที่จะได้รับเลือกตั้งจากรายชื่อคนภายในก๊กของตนเองได้ สมาชิกภายในก๊กของตนจะผ่านการเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาได้เหมือนจับวาง

ดังนั้น หากท่านประสงค์จะได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ท่านจำเป็นต้องรวบรวมเพื่อนฝูงให้ได้ประมาณ 1,200 คนในจังหวัดของท่าน จากนั้นก็รวมกลุ่มรวบรวมสมาชิกจากจังหวัดต่างๆ จำนวน 20 จังหวัดเพื่อสร้างก๊กร่วมกับผู้มากบารมีทางการเมือง

น่าจับตาดู สามก๊กในแบบฉบับเมืองไทย ว่าแต่ละก๊กจะครองที่นั่งในสภาได้มากน้อยเพียงใด

นึกไม่ออกจริงๆ ว่าการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเช่นนี้ ชอบด้วยรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยได้อย่างไร