ภาพรวม 69 เล่ม นวนิยายประกวดรางวัลซีไรต์ ’67

รายงานพิเศษ | สุขุม คัมภีรภาพ

 

ภาพรวม 69 เล่ม

นวนิยายประกวดรางวัลซีไรต์ ’67

 

เมื่อการอ่านเปลี่ยนไป ยังมีคนเขียนนวนิยายอยู่หรือไม่ คงเป็นคำถามที่ผมตั้งข้อสงสัยและตอบได้เลยว่า มี แต่อาจน้อยและเปลี่ยนไปเป็นการเขียนเพื่อเผยแพร่ในสื่อรูปแบบอื่น เช่น เพจ เว็บไซต์ meb หรือ e-book

น้อยเรื่องที่จะผลิตในรูปกระดาษหรือหนังสือเล่ม เพราะนักเขียนต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น อีกทั้งต้องมานั่งทำการตลาดเอง

หากจะเสนอสำนักพิมพ์ ในกระบวนบรรณาธิการ ผมว่าบางเล่มผ่านฉลุย แต่ฝ่ายการตลาดอาจระงับไว้ก่อน เพราะในแง่ธุรกิจต้องคำนึงถึงว่า นวนิยายหากเล่มหนาต้องราคาแพง (คนอ่านซื้อไหวไหม) นักเขียนเป็นที่รู้จัก หรือเคยได้รับรางวัลระดับชาติมาก่อน หรือมีแฟนคลับหรือไม่ และต้องเป็นนวนิยายแนวไหนถึงจะขายได้ ไม่ถูกนำมาลดราคา 50-70% ในช่วง 3-5 ปีหลังจากผลิต

สุดท้ายนักเขียนจึงต้องดิ้นรนด้วยการพิมพ์เอง ตั้งสำนักพิมพ์ขนาดเล็กขึ้นมาพิมพ์ผลงานของตนหรือเพื่อน จำนวน 100-300 เล่ม เป็นอีกทางเลือกเพื่อขับเคลื่อนงานวรรณกรรมอย่างที่ตัวเองเชื่อมั่นและยืนหยัดต่อไป ซึ่งอาจวางขายผ่านเฟซบุ๊ก ฝากร้านหนังสืออิสระ หรือกระทั่งเปิดร้านใน shopee หรืออาจพิมพ์ในนามบุคคลเฉพาะเพื่อส่งประกวดรางวัล สพฐ. เซเว่นบุ๊คอะวอร์ด หรือกระทั่งซีไรต์ และมีบางส่วนที่พิมพ์งานออกมาโดยไม่สนใจส่งประกวด ด้วยเหตุผลที่ว่า

อยากส่ง แต่งานไม่น่าจะเหมาะกับเวทีนี้

ส่งไปก็ไม่ได้

ขอเป็นคนเชียร์ดีกว่า

ซึ่งทั้งสามเหตุผลข้างต้น ล้วนเป็นการประเมินด้วยสายตาของตัวนักเขียนเอง เป็นการประเมินผลงานและเวทีประกวดในคราวเดียวกัน

เพราะหากไม่คิดอะไร การส่งผลงานประเภทนั้นๆ เข้าประกวด นอกจากชื่อนักเขียนและผลงานจะถูกบันทึกไว้แล้ว แต่มันจะได้หรือส่งผลอะไรต่อการขายในอนาคตหรือไม่ เมื่อผลงานบางเล่มไม่ผ่านรอบชอร์ตลิสต์ เท่ากับว่าหนังสือจำนวน 15-16 เล่มที่ส่งประกวดตามกติกานั้นต้องสูญเปล่า แต่กลับเป็นต้นทุนที่นักเขียนต้องแบกรับ เพื่อความหวังลมๆ แล้งๆ

อีกทั้งหนังสือบางเล่มยังมีเป้าหมายผลิตเพื่อส่งประกวดโดยเฉพาะ จึงมีแต่คณะกรรมการเท่านั้นที่ได้อ่าน

เท่ากับว่าชะตากรรมของนักเขียนไทยฝากอะไรกับใครไว้ไม่ได้เลย เพราะพึ่งระบบปริ๊นต์ออนดีมานด์ นักอ่านทั่วไปหาอ่านไม่ได้ บางรายชื่อนักเขียนก็แทบไม่เคยได้ยินหรือรู้จักมาก่อน

ย้อนกลับไปอ่านเหตุผลทั้งสามข้ออีกครั้ง หากจับน้ำเสียงดีๆ นอกจากจะเป็นเหตุผลที่แสดงว่าไม่ค่อยศรัทธาต่อการส่งประกวดใดๆ แล้ว บางคนอาจเคยส่งผลงานมาก่อน คาดหวัง และผิดหวังจนรู้สึกว่า เก็บหนังสือจำนวน 15-16 เล่มไว้จำหน่าย หรือมอบให้กับห้องสมุด หรือคนที่อยากอ่านจริงๆ ดีกว่า

กล่าวเฉพาะรางวัลซีไรต์ ปีนี้เป็นรอบประกวดนวนิยาย ซึ่งประกาศรายชื่อออกมาแล้วว่ามีผู้ส่งประกวดจำนวน 69 เล่ม ไม่มากและไม่น้อย หากมองด้วยสายตานักอ่านของผม บางเรื่องใน 69 เล่มนี้ยังสามารถตัดออกได้

คำกล่าวนี้อาจฟังรุนแรงไป ถ้าติดตามการประกวดรางวัลนี้อย่างต่อเนื่อง ผมว่านักอ่านสามารถชี้ได้เลยด้วยซ้ำว่า เล่มไหนน่าจะเข้ารอบชอร์ตลิสต์โดยไม่ต้องรอกรรมการหรือทางเวทีประกาศด้วยซ้ำ

เมื่อปีนี้เป็นรอบประกวดนวนิยาย จึงเห็นทั้งนักเขียนรุ่นใหญ่อย่างศิลปินแห่งชาติ นักเขียนรางวัลซีไรต์ นักเขียนมือรางวัล และนักเขียนหน้าใหม่ รุ่นใหม่ ส่งผลงานประกวด

ซึ่งนอกจากความหลากหลายวัยแล้ว ตัวผลงานยังมีหลากหลายแนวอีกด้วย ทั้งนวนิยายายท้อนชีวิตและสังคม ไซไฟ แฟนตาซี สืบสวนสอบสวน อิงประวัติศาสตร์ ด้อมญี่ปุ่น วรรณกรรมเชิงวิชาการ วรรณกรรมเยาวชน เป็นต้น

 

ความน่าสนใจแรกคงอยู่ที่ผลงานของนักเขียนระดับศิลปินแห่งชาติ ประชาคม ลุนาชัย ซึ่งมีผลงาน 2 เล่มส่งประกวดคือ หมาป่ากลางมหาสมุทร (ดินแดนบุ๊ค) เล่มนี้ได้รับรางวัลชนะเลิศเซเว่นบุ๊คอะวอร์ด ครั้งที่ 20 (2566) และรางวัลชมเชยจากการประกวดของคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ เนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตลูกเรือประมง สะท้อนแก่นแท้และความซับซ้อนในจิตใจของมนุษย์

หากสังเกตหรือเคยติดตามผลงานเขียนของประชาคมก่อนหน้า เขามีผลงานหลายเล่มที่เขียนถึงชีวิตและวิถีประมงอันเป็นประสบการณ์ของผู้เขียน เช่น ไต้ก๋ง เที่ยวเรือสุดท้าย กลางทะเลลึก เป็นต้น

ส่วนอีกเล่ม ให้ร้านหนังสือนำทางรัก (แพรวสำนักพิมพ์) เป็นนวนิยายรักที่มีฉากรักเป็นร้านหนังสือ ติดอันดับขายดีเช่นเดียวกับเล่มก่อนหน้า คือ ร้านหนังสือที่มีแต่นิยายรัก

เท่ากับว่านวนิยาย 2 เล่มของประชาคม ที่อาจเรียกได้ว่ามีทั้งแนวขนบประกวด กับแนวหนังสือขายดีถูกส่งมาชิงชัยในเวทีเดียวกัน แต่จะมีเล่มใดเล่มหนึ่งเข้ารอบหรือไม่ คงต้องติดตาม

ลึกๆ ผมเชื่อว่า เล่มหมาป่ากลางมหาสมุทรอาจเข้าถึงรอบสุดท้าย

 

ต่อมาเป็นผลงานของนักเขียนรางวัลซีไรต์ ซึ่งปีนี้มีหลายผลงานน่าสนใจ เช่น ดานิกามาลีรินทร์ ของจิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท (ประพันธ์สาส์น) เป็นผลงานที่ตีพิมพ์จากการประกวดรางวัลชมนาด (ซึ่งเป็นรางวัลวรรณกรรมสำหรับนักเขียนหญิง และทาง สนพ.ประพันธ์สาสน์ส่งเข้าประกวดซีไรต์รอบนี้ถึง 8 เล่ม)

เกดในเคิร์มแลนด์ และ ห้องเรณู ของวิภาส ศรีทอง (สมมติ) ทั้งสองเล่มเป็นนวนิยายขนาดสั้น

ไม่มีใครได้กลิ่นทะเล ของศิริวร แก้วกาญจน์ (ผจญภัย) และ หมีตายให้หนอนเติบโต ของจเด็จ กำจรเดช (ผจญภัย)

ผลงานอีกเล่มที่น่าจับตาจากสำนักพิมพ์ผจญภัยคือ ล้านนา ฮาเร็ม ของสาคร พูลสุข นักเขียนใต้ที่ไปสอนหนังสือที่ภาคเหนือถึง 35 ปี ซึ่งเคยฝากผลงานชิ้นเยี่ยม เช่น รังเลือด และ รอยแผลของสายพิณ มาก่อน โดยผลงานเล่มนี้เขาใช้เวลาเขียนเกือบ 5 ปี เนื้อหาเปิดเปลือยเบื้องหลังความสัมพันธ์ทางอำนาจในยุคล่าอาณานิคม

นอกจากนี้แล้ว ยังมีนวนิยายที่น่าจับตามอง เช่น อโศกสาง ของปราบต์ (แพรวสำนักพิมพ์) กาสักอังก์ฆาต ของกิตติศักดิ์ คงคา (13357) เสียงร่ำไห้หนึ่งพันครั้ง ของอนุสรณ์ มาราสา (บลูเบิร์ด) มาลินี ธารภิรมย์ ของสุชานนท์ กิติพูลวงษ์วนิช (สมมติ)

ข้อน่าสังเกตคือ การประกวดซีไรต์รอบปีนี้ มีผลงานนวนิยายขนาดสั้นส่งเข้าประกวดหลายเล่ม นอกจากสองเล่มของวิภาสแล้ว ยังมีเล่ม รุกราน ของวรพล ถาวรวรานนท์ (สมมติ) แด๊กซ์ มึงรู้ใช่มั้ยฯ และ ปูเลา สองเรา ปีนัง ของปรัชวิชญ์ บุญยะวันตัง แมลงสาบในเมืองสลด ของอ้อมแก้ว กัลยาณพงศ์ หลุมดำปรโลก ของชาคริต แก้วทันคำ (ตำหนัก) หรืองานวรรณกรรมเยาวชน เช่น โคโค่กับนกฟีนิกซ์ที่หายไป ของวงเวลา, ลาลาอาศัยอยู่ในตู้ปลา ของกิตติศักดิ์ คงคา (13357) ฮิญาด ในรัฐอิสลาม ของสามารถ ทองเฝือ (ปาตานีฟอรั่ม) เที่ยวกับคุณฉลาม ของสมุทรพเนจร เป็นต้น

ผมมองเห็นความน่าสนใจเกี่ยวกับผลงานที่นำเสนอความเป็นภูมิภาคนิยม โดยเฉพาะภาคเหนือ ซึ่งปีนี้มีผลงานนวนิยายที่กล่าวถึงประวัติศาสตร์ ฉากหลังของพื้นที่ และภาษาถิ่น เช่น ฆาตป์ (ฉบับขยับขยาย) ของชาคริต แก้วทันคำ (ตำหนัก) กี่บาด ของประเสริฐศักดิ์ ปัดมะริด (คมบาง) และล้านนา ฮาเร็ม ของสาคร พูลสุข

นักเขียนหญิงรุ่นใหม่ที่เขียนวนิยายขนาดสั้น และส่งผลงานประกวดมากที่สุดถึง 3 เล่ม คือ LADYS (ลาดิด) คือ คุณเคนต์และข้าพเจ้า, พัทยาและมาหยา (แซลมอน) และอันกามการุณย์ (ลาดิดและมูนสเคป)

 

ผลจากการประกวดนวนิยายรางวัลซีไรต์สองรอบที่ผ่านมา พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ ของวีระพร นิติประภา (มติชน) มีความโดดเด่นเรื่องภาษา ส่วน เดฟั่นฯ ของศิริวร แก้วกาญจน์ (ผจญภัย) มีความโดดเด่นด้านกลวิธีการเล่า

ซึ่งทั้งสองเรื่องนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ที่เชื่อมถึงความเป็นสากลของโลก ทั้งเรื่องเล่า การเมืองในประเทศและระหว่างประเทศ และคนชายขอบ มีความรัก ความสัมพันธ์เป็นฉากหลัง

ส่วนปีนี้งานแนวไหนจะมา คงต้องติดตามและลุ้นกันต่อไป

ความเห็นส่วนตัวของผมที่มีต่อรางวัลซีไรต์ ซึ่งนับวันรางวัลนี้ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของคนรุ่นใหม่แล้ว และบางครั้งเวทีประกวดยังมีกระแสดราม่า ซึ่งผมอยากเสนอให้ทางเจ้าภาพหรือผู้ประกวดคัดสรรคณะกรรมการรอบคัดเลือกที่มีความรู้ ความสามารถในงานเขียนประเภทนั้นๆ โดยเฉพาะ เช่น อาจารย์สอนวิชาวรรณกรรมปัจจุบัน วรรณกรรมวิจารณ์ หรือให้หลากหลายรวมไปถึงนักอ่าน นักวิจารณ์ นักแปล คนเขียนบท บรรณาธิการ คอลัมนิสต์ เจ้าของร้านหนังสืออิสระ ผู้กำกับ ที่ไม่ใช่กรรมการจากสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย (ก็ได้) แต่เป็นตัวแทนจากสาขาวิชาชีพอื่นที่อาจจะเข้ามาช่วยยกระดับวงการหนังสือ การแปล การผลิตงานข้ามสื่อ เป็นต้น

และในรอบคัดสรรควรจัดให้มีคณะกรรมการจำนวน 10 คนขึ้นไป เพื่อจะได้คัดเลือกผลงานที่มีความหลากหลาย ไม่จำกัดกลุ่ม ผูกขาดรสนิยม อีกทั้งคณะกรรมการควรผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนทุกปี ให้การตัดสินขยับขยายไปในวงกว้างและเน้นการมีส่วนร่วมหรือสร้างวัฒนธรรมการอ่าน การวิจารณ์ให้เกิดเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผมไม่อยากให้คณะกรรมการตัดสินให้รางวัลดับเบิลซีไรต์ หรือทริปเปิลซีไรต์เลย

https://x.com/matichonweekly/status/1552197630306177024