‘เป็นกลาง’ หรือ ‘ลู่ตามลม’?

สุทธิชัย หยุ่น

เมื่อนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน บอกว่าไทยจะก้มหน้าก้มตาขายของอย่างเดียว ไม่ทะเลาะกับใคร เพราะเราอยาก “เป็นกลางแบบสวิตเซอร์แลนด์” รัฐบาลก็ควรจะต้องทำการบ้านให้กว้างขวางกว่านี้

เผื่อว่าใครถามจะได้ตอบได้แบบไม่ต้องขวยเขิน

เพราะนักการทูตมืออาชีพจะต้องถามกลับแน่นอนว่าที่ผู้นำไทยพูดนั้นหมายถึงอะไรกันแน่

ไทยจะ “เป็นกลาง” หรือ “เป็นไผ่ลู่ลม”?

คนข้างนอกเขาติดตามประวัติศาสตร์ไทยจะต้องเชื่อเรื่องแนวทาง “ลู่ตามลม” ของไทยมากกว่า “ความเป็นกลาง” เป็นไหนๆ

แต่ถ้านายกฯ จะมอบหมายให้กระทรวงต่างประเทศวิเคราะห์และออกแบบ “นโยบายเป็นกลาง” ของไทยก็ต้องเข้าใจก่อนว่าอันว่า “ความเป็นกลาง” ที่ประชาคมโลกเข้าใจนั้นมีกี่แบบและอะไรบ้าง

เริ่มด้วย “ความเป็นกลางแบบถาวร”

 

เริ่มต้นที่สวิตเซอร์แลนด์ในฐานะเป็นตัวอย่างที่รู้จักกันดีที่สุดของ “ความเป็นกลางถาวร”

ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการในการประชุมใหญ่แห่งเวียนนาในปี ค.ศ.1815 โน่น

ความเป็นกลางของสวิตเซอร์แลนด์หมายความว่าไม่มีส่วนร่วมในความขัดแย้งด้วยอาวุธและไม่ได้จัดตั้งพันธมิตรทางทหาร

แต่ก็มีเงื่อนไขว่าจะต้องรักษาจุดยืนนี้โดยรับรองว่าความสามารถในการป้องกันของตนแข็งแกร่งพอที่จะยับยั้งการรุกราน

และมีส่วนร่วมใน “การทูตที่กระตือรือร้น”

ไม่ใช่บอกว่าเราไม่สนใจว่าใครทะเลาะกับใคร หรือไม่แสดงจุดยืนในเรื่องของหลักการที่สอดคล้องกับกติกาสากลเรื่องมนุษยธรรม, เสรีภาพและประชาธิปไตย

 

อีกตัวอย่างหนึ่งเรียก “ความเป็นกลางทางอาวุธ”

ก่อนหน้าจะเข้าเป็นสมาชิก NATO หลังรัสเซียบุกยูเครน สวีเดนประกาศว่าจะรักษากองกำลังป้องกันที่แข็งแกร่งและมีส่วนร่วมในภารกิจรักษาสันติภาพระหว่างประเทศ แต่เป็นเวลา 200 ปีที่รักษาสถานะนั้น…

จนเพิ่งจะขอเข้าร่วมเป็นพันธมิตรทางทหาร NATO เมื่อไม่นานมานี้

ความเป็นกลางในรูปแบบนี้ทำให้สวีเดนสามารถปกป้องอธิปไตยของตนได้โดยปราศจากความขัดแย้งระหว่างรัฐอื่นๆ

 

ความเป็นกลางอีกรูปหนึ่งคือ “ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด” หรือ Non-Aligned

ในช่วงสงครามเย็นนั้น อินเดียภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี เยาวหราล เนห์รู ดำเนินนโยบายไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด

ซึ่งหมายความว่าอินเดียไม่โอนเอียงไปกับทั้งฝ่ายสหภาพโซเวียตและกลุ่มตะวันตกในช่วงสงครามเย็น

นโยบายนี้จัดทำผ่านขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Non-Aligned Movement หรือ NAM) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ส่วนรวมและอำนาจอธิปไตยในหมู่ประเทศกำลังพัฒนา

อีกรูปแบบหนึ่งคือ “ความเป็นกลางทางเลือกเชิงกลยุทธ์”

ออสเตรียประกาศความเป็นกลางอย่างถาวรในปี 1955 ในบริบทของสงครามเย็น โดยเป็นส่วนหนึ่งของสนธิสัญญารัฐกับฝ่ายสัมพันธมิตร

การตัดสินใจครั้งนี้เป็นทางเลือกเชิงกลยุทธ์ในการรักษาความเป็นอิสระและเสถียรภาพในภูมิภาคที่มีความอ่อนไหวทางภูมิรัฐศาสตร์

 

ดังนั้น หากประเทศไทยจะเรียกตัวเองว่า “เป็นกลาง” ต้องทำการบ้านอีกมาก

เริ่มต้นต้องระบุ “ความเป็นกลาง” ไว้ในรัฐธรรมนูญเหมือนที่สวิตเซอร์แลนด์ทำมาตลอด

ทั้งนี้ก็เพื่อให้มีผลทางกฎหมายในการประกาศจุดยืนของการไม่มีส่วนร่วมในพันธมิตรทางทหารและสงครามกับใคร

ที่สำคัญกว่านั้นคือจะต้องสร้าง “การยอมรับในระดับสากล”

นั่นแปลว่าจะให้เป็นที่ยอมรับว่า “ไทยเป็นกลาง” ระหว่างมหาอำนาจและองค์กรระหว่างประเทศที่สำคัญ

เพื่อให้มั่นใจว่าความเป็นกลางของตนนั้นได้รับการเคารพและสนับสนุนจากประชาคมระหว่างประเทศด้วย

ไม่แต่เท่านั้น เรายังต้องสร้างความสามารถในการป้องกันที่แข็งแกร่งเพื่อปกปักรักษา “ความเป็นกลาง” นั้นด้วย

ทั้งนั้นทั้งนี้ก็เพื่อระงับยับยั้งการรุกรานที่อาจเกิดขึ้น

นั่นแปลว่าไทยจะต้องรักษากองทัพที่มีความสามารถและมีอุปกรณ์ครบครันที่มุ่งเน้นการป้องกันประเทศเพียงอย่างเดียว

ซึ่งรวมถึงการปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัยและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านการป้องกัน

 

เท่านั้นยังไม่พอ จะ “เป็นกลาง” การทูตของไทยก็ต้องคึกคักและกระตือรือร้น

หากเราจะเดินตามสวิตเซอร์แลนด์ ไทยก็ต้องมีส่วนร่วมในการทูตเชิงรุกและแบบสมดุล

ด้วยการส่งเสริมตนเองในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยและผู้พิทักษ์สันติภาพในความขัดแย้งระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ และต้องสร้างชื่อเสียงในด้านความเป็นกลางและการเป็นเจ้าภาพการเจรจาทางการทูตจะเสริมสร้างจุดยืนที่เป็นกลาง

แต่ความจะ “เป็นกลาง” ได้ ยังต้องมีคุณสมบัติสำคัญอีกประการหนึ่ง

นั่นคือต้องมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเมือง

ความเป็นกลางจะยั่งยืนได้ต้องได้รับการเกื้อหนุนด้วยเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองที่เข้มแข็ง

เราต้องแน่ใจว่ากิจการภายในประเทศยืนอยู่บนพื้นฐานมั่นคงเพื่อลดความเสี่ยงของความขัดแย้งภายในที่อาจเปิดช่องว่างให้มีการแทรกแซงจากอำนาจภายนอก

ไม่แต่เท่านั้น เรายังต้องดำเนินนโยบายที่สอดคล้องกับประเพณีด้านมนุษยธรรมที่ได้มาตรฐานสากล

ทั้งนี้ก็เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมในความพยายามด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

อันจะมีผลทำให้ภาพลักษณ์ของไทยแข็งแกร่งขึ้นในฐานชาติเป็นกลางที่มีจิตเมตตากรุณาในเวทีโลก

 

ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับการประกาศตน “เป็นกลาง” ของไทย

นั่นคือฉันทามติสาธารณะ

ท้ายที่สุด ความมุ่งมั่นที่จะสร้าง “ความเป็นกลาง” นั้นจะต้องได้รับการสนับสนุนจากสาธารณะและแวดวงการเมืองในวงกว้าง

นั่นแปลว่าจะต้องส่งเสริมฉันทามติระดับชาติเกี่ยวกับประโยชน์และความรับผิดชอบของความเป็นกลาง

เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนทุกหมู่เหล่าจะยินยอมพร้อมใจกันร่วมเดินทางเส้นทางเดียวกันนี้ตลอดไป

 

ทั้งหมดนี้พอจะทำให้เห็นหรือยังครับว่า นายกฯ เศรษฐาจะต้องทำ “การบ้าน” อะไรอีกมากมายก่อนที่เราจะออกมาประกาศให้ชาวโลกได้รับรู้อย่างที่นายกฯ ประกาศเมื่อเร็วๆ นี้ว่า

“ปัจจุบันโลกอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน การลงทุนตรงนี้ ผมถือว่า เป็นเรื่องให้ประโยชน์ไม่ใช่แค่การค้าเพียงอย่างเดียว จะเป็นเครื่องมือทำให้ประเทศไทยมีความแข็งแกร่ง มีความเป็นกลาง เป็นเป็นสวิตเซอร์แลนด์แห่งเอเชีย ถ้าเกิดใครทะเลาะกับใคร เราไม่สนใจ เราค้าขายอย่างเดียว เราอยากให้ประเทศมีความมั่นคงตรงนี้ เรายืนยันว่า โครงการแลนด์บริดจ์เป็นโครงการที่สำคัญมากกว่า การซื้อเรือดำ หรือเครื่องบินด้วยก็ตามที”

เมื่อรู้ว่ามีเงื่อนไขอะไรมากมายก่อนจะเป็นประเทศ “เป็นกลางอย่างสวิตเซอร์แลนด์” ได้ นายกฯ เศรษฐาก็ควรจะต้องทบทวนประโยคที่เคยประกาศต่อสาธารณะไป

หาไม่แล้ว หากคนข้างนอกโดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติที่ท่านไปเชิญชวนมาลงทุนเอาไว้เกิดเข้าใจว่าเราจะ “เป็นกลาง” จริงๆ เขาอาจจะมีคำถามเพิ่มเติมอีกหลายข้อ

เป็นคำถามที่คุณเศรษฐาคงจะตอบไม่ได้ เพราะมันเป็นเงื่อนไขหลายข้อที่ไทยทำไม่ได้ หรือไม่อยากทำ

หรือแม้อยากจะทำเพราะมี “ความทะเยอทะยาน” สูง แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ไร้ศักยภาพที่จะบรรลุเป้าหมายนั้นได้

สำหรับคนไทยนั้นท่านคงไม่ต้องห่วงอะไรมากนัก

เพราะดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจจริงจังอะไรมากนัก

เหมือนอะไรที่ฟังผ่านๆ ก็เกิดความฉงนแต่เท่ไปพร้อมๆ กัน

ถ้าพูดแล้วผ่านไป ไม่มีใครเอาจริงเอาจัง ทั้งผู้พูดและผู้ฟัง (เหมือนหลายสิ่งหลายอย่างของประเทศนี้) ก็จะหายเข้ากลีบเมฆไปเอง

เพราะเรา “ลู่ตามลม” เก่ง…คำพูดคำสัญญาของผู้นำของเราก็ “หายไปกับสายลม” ได้เช่นกัน!