ม่านมายาในปัญญา | บลูลาพิส : ประกวดเรื่องสั้นมติชนอวอร์ด 2024

บลูลาพิส | ประกวดเรื่องสั้นมติชนอวอร์ด 2024

ม่านมายาในปัญญา

 

“สวัสดีชาวโลก!”

เสียงตะโกนร่าเริงดังขึ้นท่ามกลางแดดร้อนระอุ กลุ่มคนที่กำลังข้ามถนนอยู่เงยหน้ามองไปยังต้นเสียงชั่วแวบหนึ่ง แต่เมื่อเห็นเพียงชายหนุ่มสองคนยืนอยู่บนสะพานลอย ทั้งยังไม่มีท่าทีผิดปกติอะไร คนส่วนใหญ่ก็ละความสนใจจากพวกเขาและรีบข้ามถนนก่อนที่สัญญาณไฟจะเปลี่ยนสีอีกครั้ง

“ดูสิ ใครๆ เขาก็ข้ามถนนข้างล่างกันทั้งนั้น ทำไมเราต้องใช้สะพานลอยด้วย เหนื่อยก็เหนื่อย แถมยังร้อนอีก” ชายหนุ่มคนที่ตะโกนเสียงดังเมื่อครู่บ่นอุบ ทว่า ใบหน้าหมดจดดวงนั้นกลับไม่มีเหงื่อผุดพราวแม้แต่น้อย

“จากการวิเคราะห์ข้อมูล สะพานลอยเป็นวิธีข้ามถนนที่ปลอดภัยที่สุดในเมืองนี้” ชายหนุ่มอีกคนตอบพลางใช้ใบปลิวที่เพิ่งได้มาพัดไล่ความร้อน

“ปลอดภัยบ้าอะไรกัน” เสียงพึมพำแผ่วเบาดังมาจากด้านหลัง อันที่จริง เมืองนี้เสียงดังโหวกเหวกมากพอที่จะกลืนเสียงพึมพำนั้นให้ลอยหายไปท่ามกลางชีวิตอันสับสนวุ่นวายของคนเมือง ทว่า ชายหนุ่มทั้งสองดันเป็นคนแปลกหน้าที่มาเยี่ยมเยือนที่นี่เป็นครั้งแรก แถมยังมาเพื่อศึกษาความเป็นอยู่ของผู้คน ดังนั้น ต่อให้เสียงพูดจะเบากว่านี้ พวกเขาก็ยังได้ยินอยู่ดี

“จากการวิเคราะห์ข้อมูล อันตรายจากการใช้สะพานลอยมักเกิดขึ้นในเวลากลางคืนหรือในพื้นที่เปลี่ยวร้าง อีกทั้งอัตราการตายยังต่ำมากเมื่อเทียบกับบนถนน แต่หากพิจารณาถึงความสะดวก สะพานลอยอาจไม่สะดวกสำหรับคนบางกลุ่ม เช่น ผู้สูงอายุหรือผู้พิการ คนจึงเริ่มรณรงค์ให้ยกเลิกสะพานลอย” ชายหนุ่มคนที่สองหันไปมองหญิงสาวเจ้าของเสียงพึมพำและตอบเธอยาวเหยียด

ชั่วแวบแรก ‘วีร่า’ ตกใจเล็กน้อย เธอไม่คิดว่าทั้งสองคนจะได้ยินเธอพูด นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอพูดกับตัวเอง เธอมักบ่นงึมงำกับตัวเองอยู่บ่อยๆ ไม่ต้องกลัวว่าจะมีคนได้ยินหรอก สมัยนี้ใครๆ ก็ใส่หูฟังกันทั้งนั้น หรือต่อให้ได้ยิน พอคนเห็นเธอใส่หูฟังก็จะนึกว่าเธอคุยโทรศัพท์อยู่มากกว่าจะนึกว่าเธอเป็นบ้า

“สวัสดีครับ” ชายหนุ่มอีกคนทักทายเธอพร้อมโบกมือและฉีกยิ้มกว้าง

วีร่าอยากจะเดินหนีแต่ก็กลัวจะเสียมารยาท เกลียดชะมัดเลย เธอเกลียดสถานการณ์แบบนี้ที่สุด ทำไมคนเราถึงทำตัวเป็นคนแปลกหน้าต่อกันไม่ได้ ทำไมจะต้องทักทายคนไม่รู้จักด้วย ไม่ว่าจะเป็นคนในลิฟต์ เพื่อนบ้านห้องข้างๆ หรือแม้แต่ยามของคอนโดฯ เวลาคนพวกนี้เอ่ยปากพูดคุยกับเธอ เธอจะรู้สึกอยากมีพลังวิเศษที่จะทำให้คนอื่นมองไม่เห็นเธอ

วีร่าเลือกใช้ลิฟต์ในเวลาที่คนส่วนใหญ่ออกไปทำงานกันแล้ว ถ้าจำเป็นต้องเดินผ่านป้อมยามของคอนโด เธอจะทำเป็นง่วนอยู่กับโทรศัพท์ และแน่นอนว่าเธอจะไม่ออกจากห้องเด็ดขาดถ้าได้ยินเสียงห้องข้างๆ กำลังไขกุญแจอยู่

เดินหนีดีไหมนะ จะเสียมารยาทหรือเปล่า สองคนนี้จะโกรธจนคลั่งแล้วทำร้ายเธอไหม

“ทำไมถึงกลัวหรอ” ชายหนุ่มหนึ่งในสองคนมองหน้าเธอแล้วเอ่ยขึ้นอย่างสงสัย

“จากการวิเคราะห์…”

“หยุดๆๆๆๆๆ หยุดเดี๋ยวนี้ บอกไม่รู้ตั้งกี่รอบแล้วว่าไม่ต้องวิเคราะห์ไปซะทุกเรื่องก็ได้” ชายหนุ่มคนหนึ่งหันไปแหวใส่อีกคน

“อ้อ” ชายหนุ่มที่ถูกว่าพยักหน้ารับ ดูจากสีหน้าแล้วเหมือนจะไม่โกรธที่ถูกพูดแทรก

“เราชื่อ ‘เฟนา’ นะ ส่วนนี่เพื่อนเราชื่อ “บีซิกซ์” พวกเราเป็น เอ่อ นักท่องเที่ยว เธอชื่ออะไรหรอ” เฟนาพยายามยิ้มให้ดูเป็นมิตรที่สุด หญิงสาวตรงหน้าจะได้ไม่กลัว

“เอ่อ ไฮ ฉันชื่อวีร่า” วีร่าอึกอักตอบ ชั่ววินาทีหนึ่งเธอคิดจะบอกชื่อปลอมด้วยซ้ำ

“คืออย่างนี้นะ อาจจะฟังดูเหมือนมิจฉาชีพ แต่คือตอนนี้เราไม่มีเงินติดตัวเลย พอจะมีงานอะไรให้เราทำแลกเงินบ้างหรือเปล่า” ชายหนุ่มถามเธออย่างเขินๆ

วีร่าตั้งท่าจะปฏิเสธ แต่เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นชายหนุ่มอีกคนที่กำลังแสดงสีหน้าไร้ความรู้สึกอยู่ ความคิดเลวร้ายบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในหัว เธอกดข่มความคิดนั้นลงไปและพยายามรักษาสีหน้าให้ดูปกติ

“ได้สิ ไปคุยกันในร้านกาแฟดีกว่าไหม ตรงนี้ร้อนจนจะไหม้อยู่แล้ว” วีร่าตอบพร้อมชี้ไปยังร้านกาแฟแบรนด์ดังที่อยู่ไม่ไกลจากสะพานลอย

“โอเค ไปกันเลย!” เฟนามองร้านกาแฟดังกล่าวพร้อมดวงตาเป็นประกาย เขาเคยได้ยินชื่อกาแฟมาก่อน บันทึกบอกไว้ว่าเครื่องดื่มชนิดนี้มีรสขม แต่สามารถเพิ่มนมหรือน้ำเชื่อมเข้าไปเพื่อให้มีรสชาติที่กลมกล่อมและหวานขึ้นได้

 

เฟนามองสำรวจรอบๆ ร้าน ร้านนี้ไม่ได้จัดว่าหรูหราอะไร ออกจะเรียบง่ายด้วยซ้ำ มีส่วนเคาน์เตอร์ทำกาแฟ ชั้นวางแก้วน่ารักๆ และโต๊ะกับเก้าอี้ไม้ที่มีคนจับจองเกือบเต็มร้าน คนส่วนใหญ่ดูจะซื้อกาแฟมาวางประดับโต๊ะมากกว่าจะซื้อมานั่งละเลียดชิมรสอันขมปร่า สายตาของคนเหล่านั้นจดจ้องอยู่กับหน้าจอของสิ่งที่น่าจะเรียกว่าโน้ตบุ๊ก แต่บางโต๊ะก็มีคนนั่งคุยกัน โดยที่คนหนึ่งพูดไม่หยุดและคนอื่นๆ จดบางอย่างยุกยิกลงบนแท็บเล็ต

โน้ตบุ๊กกับแท็บเล็ตเป็นนวัตกรรมที่ล้าสมัยมากสำหรับเฟนา แต่กลับเป็นเทคโนโลยีที่ขาดไม่ได้สำหรับคนที่นี่

“เอ้า นี่ อเมริกาโนสำหรับพวกนาย ฉันซื้อน้ำเปล่ามาให้ด้วยเผื่อขมเกิน” วีร่าวางถาดบรรจุเครื่องดื่มลงบนโต๊ะแล้วแจกจ่ายกาแฟให้เพื่อนร่วมโต๊ะทั้งสองคน

“อันนั้นอะไรหรอ” เฟนาถามพลางชี้ไปยังแก้วของวีร่าที่ดูน่ากินมาก

“ช็อกโกแลตปั่นใส่วิปครีม” วีร่าตอบพลางตักวิปครีมเข้าปาก เธอหลับตาพริ้ม ซึมซาบความหวานหอมละมุนของวิปครีม นี่สิรสชาติที่ชีวิตต้องการ แค่ชีวิตในแต่ละวันก็ขมขื่นมากพออยู่แล้ว ยังจะต้องการกาแฟไปทำไมอีก

“แก ดูสิ รูปนี้สวยมาก” เสียงจากโต๊ะที่เยื้องออกไปดึงดูดความสนใจของทั้งสามคน

“ดูจากดาวอังคารยังรู้เลยว่าใช้เอไอวาด” หญิงสาวอีกคนเงยหน้าจากโน้ตบุ๊ก มองไปยังหน้าจอโทรศัพท์ของเพื่อนแล้วเบ้ปาก

“อ้าว หรอ ดูไม่เห็นออกเลย ดูยังไงก็ไม่แตกต่างจากคนวาด” เจ้าของโทรศัพท์มือถือจ้องรูปบนหน้าจอ

เฟนาเห็นหญิงสาวอีกคนกลอกตาใส่เพื่อนพร้อมหันกลับไปสนใจโน้ตบุ๊กของตัวเอง ข้อมูลในสมองของเฟนาบอกให้รู้ว่าหญิงสาวกำลังพูดคุยกับใครบางคนผ่านโปรแกรมแชตพร้อมใช้โปรแกรมแปลภาษาช่วยในการแปลและตอบบทสนทนา

“ใช้เอไอวาดแล้วไม่ดีหรอ” เฟนากระซิบถามวีร่า

“มันก็แล้วแต่ว่านายถามใคร บางคนก็มองว่าดีเพราะไม่ต้องเสียเงินจ้างคนวาดแพงๆ แล้วก็ไม่ต้องรอนาน นักวาดบางคนก็ใช้เอไอช่วยทำงาน แต่ส่วนใหญ่ยังต่อต้านอยู่เพราะบริษัทเอไอเอาข้อมูลไปฝึกแบบไม่ขออนุญาต”

“หา! ถามจริง ทำไมไม่ขออนุญาต” เฟนาตกใจพร้อมหันไปมองบีซิกซ์ที่กำลังมองเขาอยู่เช่นกัน ในบ้านเกิดที่ทั้งสองคนจากมา การนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ขออนุญาตนับเป็นความผิดร้ายแรง “แต่ว่านะ แค่เอไอวาดรูปหรอที่ไม่ได้ขอ”

“คิดว่าไม่นะ น่าจะทุกตัว” วีร่าเดา

“ผู้หญิงคนนั้นก็ใช้เอไอแปลภาษาไม่ใช่หรอ ถ้าต่อต้านเพราะบริษัทเอไอเอาข้อมูลไปฝึกแบบไม่ขออนุญาต ทำไมถึงต่อต้านเอไอวาดรูปแต่กลับใช้เอไอแปลภาษา” บีซิกซ์ที่นิ่งเงียบอยู่นานพูดแทรกขึ้นมา

วีร่ามองชายหนุ่มอย่างแปลกใจ แต่คำถามของเขาที่ดูจะปกป้องเอไอยิ่งช่วยยืนยันสิ่งที่เธอคิดอยู่

“ใจคนเรานี่ซับซ้อนจริงๆ เลย” เฟนาพูดพร้อมจิบกาแฟอีกอึก “แล้วงานที่จะให้พวกเราทำคืออะไรหรอ”

วีร่าลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจหยิบโน้ตบุ๊กออกมาจากกระเป๋า เธอรู้ว่าสิ่งที่เธอกำลังจะทำนั้นผิดถนัด แต่ตอนนี้เธออับจนหนทางแล้วจริงๆ ถึงแม้เงินเก็บของเธอจะพอให้เธออยู่สุขสบายไปทั้งชีวิต แต่ความภาคภูมิใจกลับลดน้อยถอยลงเรื่อยๆ พวกคนในโลกออนไลน์เริ่มพากันพูดว่าตอนนี้หมดยุคของเธอแล้ว แต่ใจเธอไม่ยินยอม ยิ่งเคยอยู่บนจุดที่สูงเท่าไหร่ การทำใจมองดูคนอื่นขึ้นไปยืนบนจุดนั้นแทนที่เธอยิ่งยากเท่านั้น

“ฉันเป็นนักเขียน แต่ช่วงนี้ฉันเขียนไม่ออกเลย ตอนนี้มีประกวดเรื่องสั้นระดับนานาชาติอยู่ พวกนายจะช่วยฉันหน่อยได้หรือเปล่า” ถึงแม้ปากจะพูดว่าพวกนาย แต่สายตาของวีร่ากลับจับจ้องไปที่บีซิกซ์

ตราบใดที่เธอชนะการประกวดครั้งนี้ เธอจะต้องกลับมายืนบนจุดสูงสุดได้อีกครั้งแน่ ประเทศนี้ให้ค่ากับรางวัลจากต่างประเทศยิ่งกว่ารางวัลในประเทศ ถ้าเธอคว้ารางวัลนี้มาได้ เธอก็จะสามารถลบข้อครหาที่ว่าเธอฝีมือตก จากนั้นเธอก็จะประกาศวางมือด้วยตัวเอง ผู้คนจะจดจำภาพของเธอที่ขึ้นไปสู่จุดสูงสุดในระดับโลกและก้าวลงจากจุดนั้นด้วยตัวเองอย่างสง่างาม ไม่ใช่จำว่าเธอไร้ความสามารถและถูกคลื่นลูกหลังผลักตกลงมา

“มันจะไม่ผิดกฎหรอ” / “ได้สิ” ชายหนุ่มทั้งสองคนตอบพร้อมกัน เฟนาหันไปมองบีซิกซ์ตาโต

“นี่มันเข้าข่ายหลอกลวงนะ” เฟนายืนกราน

“แค่ไม่มีคนรู้ก็พอแล้วไม่ใช่หรอ” บีซิกซ์ตอบอย่างไม่รู้สึกรู้สาในขณะที่เฟนาพยักหน้าเห็นด้วย

“ถ้านายอยากทำก็ทำไปเลย เราไม่เอาด้วยหรอก” เฟนาโกรธจัด เขาพยายามข่มความโกรธแล้วหันไปพูดกับวีร่า “ขอบคุณสำหรับกาแฟนะ เราจะไปหาเงินมาใช้คืน รับรองเราไม่โกงหรอก ไปก่อนนะ ยินดีที่ได้รู้จัก”

วีร่ามองตามแผ่นหลังของชายหนุ่มที่เดินกระฟัดกระเฟียดออกไป เธอรู้สึกหน้าชาเล็กน้อย ถึงแม้ชายหนุ่มจะไม่ได้ต่อว่าเธอตรงๆ แต่คำพูดเหล่านั้นก็แทงใจดำเธอเข้าอย่างจัง หญิงสาวยกมือขึ้นมาลูบหน้าแล้วตั้งสติ ช่างสิ ใครจะว่าอะไรก็ช่าง เธอพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีของเธอกลับมา

“เรามาเริ่มกันเลยไหม” วีร่าถามพร้อมเลื่อนโน้ตบุ๊กไปให้คนที่นั่งฝั่งตรงข้าม

 

“ว้าว สุดยอดไปเลย” วีร่าอ่านผลงานจากสมองของชายหนุ่มแปลกหน้าจบพร้อมรู้สึกทึ่ง โครงเรื่องแปลกใหม่ ลีลาภาษาสละสลวย การดำเนินเรื่องชวนติดตามยิ่งกว่านักเขียนชั้นแนวหน้าระดับโลก ที่สำคัญก็คือชายหนุ่มใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงในการเขียนงาน 15 หน้านี้ นี่สินะความแตกต่างที่สมองมนุษย์ไม่มีวันเอื้อมถึง

“ขอบคุณมากนะ เพื่อเป็นการตอบแทน ฉันจะพานายไปเที่ยวที่ที่สวยที่สุดเอง” วีร่ามองออกไปนอกร้าน ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว เวลานี้แหละเหมาะที่สุด “แต่เราควรรอเพื่อนของนายหรือเปล่า เผื่อเขากลับมาแล้วหาเราไม่เจอ”

“ไม่เป็นไรหรอก ไปกันเลยเถอะ” บีซิกซ์ตอบ เขากับเฟนาทะเลาะกันเป็นประจำ โดยเฉพาะเรื่องศีลธรรม

“อย่างน้อยก็โทร.หรือส่งข้อความไปบอกหน่อยดีกว่ามั้ง” วีร่าหยั่งเชิงแบบอ้อมๆ

“ไม่ใช่เด็กกันทั้งคู่แล้ว ถ้าหาไม่เจอ เดี๋ยวเฟนาก็กลับบ้านไปก่อนเองแหละ” ถึงจะตอบแบบนั้น แต่บีซิกซ์รู้ดีว่าเฟนาคงไปไหนได้ไม่ไกลหรอก นอกจากเป็นเพื่อนแล้ว เฟนายังเป็นผู้พิทักษ์ของเขาด้วย อีกฝ่ายย่อมไม่มีทางปล่อยให้เขาไปไกลหูไกลตา ทันทีที่รู้ว่าพวกเขาออกจากร้านนี้ เฟนาจะต้องตามเขาไปผ่านสัญญาณติดตามตัวแน่

“โอเค ตามนั้นก็ได้” วีร่าตอบตกลงอย่างว่าง่าย แต่ในใจลิงโลด ถ้าเป็นแบบนี้ก็ง่ายแล้ว

บีซิกซ์เดินตามหญิงสาวออกจากร้านพร้อมกวาดตามองเพื่อศึกษาวิถีชีวิตของผู้คนโดยรอบไปด้วย แต่ยิ่งเดินไกลออกไปเท่าไหร่ เขาก็พบว่าผู้คนเริ่มบางตามากขึ้นเท่านั้น จนตอนนี้อาจเรียกได้ว่ามีแค่เขากับหญิงสาวเพียงสองคนในตรอกที่มืดและเงียบสงัดจนน่าขนลุก

“ทำไมไม่มีคนเลย” บีซิกซ์ถามขึ้นท่ามกลางความเงียบ แต่ยังคงไม่หยุดก้าวเท้าตามหญิงสาวตรงหน้า

วีร่าหัวเราะน้อยๆ สายตากวาดมองกองขยะตรงหน้า นั่นไง เจ้านั่นน่าจะใช้ได้

“ใจเย็นสิ ใกล้ถึงแล้ว แป๊บนะ ขอทิ้งขยะก่อน”

บีซิกซ์พยักหน้าตอบ เขาหันหลังกลับไปมองเส้นทางที่เดินผ่านมาพลางครุ่นคิดว่าวีร่ากล้าหาญไม่ใช่น้อย จากข้อมูลที่เขาศึกษามา ที่นี่ไม่ใช่เมืองที่ปลอดภัยสำหรับผู้หญิงเท่าไหร่นัก ยิ่งเป็นตรอกมืดๆ ที่ดูอันตรายแบบนี้ด้วยแล้ว…

 

ตุ้บ

ความคิดของบีซิกซ์หยุดลงพร้อมด้ามเหล็กที่ฟาดลงมา ความเจ็บปวดเริ่มกัดกิน แต่สิ่งที่เขาสนใจมากกว่าความเจ็บปวดก็คือ

ทำไม เพราะอะไร เธอกลัวอะไร

 

“นายเป็นเอไอใช่ไหม ฉันรู้นะ นายอาจจะมาจากโลกอื่น มาจากอนาคต หรือมาจากที่ไหนก็ตาม แต่นายจะไม่มีวันได้กลับไป นายรู้ไหมอะไรแย่ยิ่งกว่าการจ้างคนอื่นเขียน การใช้เอไอเขียนไง ฉันต้องทำลายนาย เอไอหน้าโง่!” วีร่าฟาดลงไปไม่ยั้งแม้มือของเธอจะสั่นเทา น้ำตาที่เปรอะทั่วหน้าทำให้เธอมองไม่ชัด จึงไม่เห็นร่างที่กระโจนเข้ามา

“หยุดนะ ทำบ้าอะไรของเธอ” เฟนากระชากด้ามเหล็กออกจากมือของหญิงสาวที่ดูจะเสียสติไปแล้ว ก่อนจะหันไปประคองเพื่อนสนิทและผู้ที่เขาควรจะต้องคุ้มครองให้ปลอดภัย

“เอไอต้องถูกทำลาย หมอนั่นต้องถูกทำลาย นายถอยไป ฉันไม่ฆ่าคนให้มือเปื้อนเลือดหรอก แต่เอไอนั่นต้องตาย”

เฟนามองหญิงสาวคนแรกที่เขารู้จักในดินแดนแห่งนี้ จิตใจของคนที่นี่ ของคนยุคนี้ ซับซ้อนเกินไปจริงๆ เขาถอนหายใจ ขยับมือถอดกระดุมเสื้อออกเพื่อเผยสิ่งที่ซ่อนอยู่ วีร่าเบิกตามองภาพตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา

“เธอมือเปื้อนเลือดไปแล้ววีร่า บีซิกซ์เป็นมนุษย์ ฉันต่างหากที่เป็นเอไอ” •