33 ปี ชีวิตสีกากี (75) | ความงาม ดิบ และเถื่อน

พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์

ณ เวลานั้นผมได้สัมผัสคนปักษ์ใต้มาระยะเวลาหนึ่งแล้ว ได้เห็นสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างจากภาคกลางที่ผมคุ้นเคยมาทั้งชีวิต

บ้านผมเป็นสวนไม่มีบรรยากาศและสภาพแบบนี้ ทิวทัศน์อันสวยงามจึงแปลกตาสำหรับผม

จังหวัดระนองฝนตกชุกมาก บางครั้งฝนตกติดต่อกันทั้งวันหรือหลายวัน และตกโดยไม่เลือกเวลา

หลายคนบอกว่า ฝนแปด แดดสี่ คือเอกลักษณ์ของระนอง ความหมายคือ ทั้งปีจะมีปริมาณฝนตกที่มากกว่าที่อื่น จะมีฝนตกถึง 8 เดือน และมีช่วงที่ห่างจากฝนตกแค่ 4 เดือนเท่านั้น

สภาพพื้นที่มีภูเขาสูงสลับกันไป ด้วยความชุ่มชื้นเมื่อมองขึ้นไปจะเห็นเมฆหมอกสีขาวจางๆ พาดอยู่ตามหลืบเขาตัดกับความเขียวขจีของป่าไม้ที่แน่นหนาบนเทือกเขานั้น จึงเป็นเมืองภูเขา อากาศร้อนชื้น มีฝน มีทะเล มีแร่ธาตุ มีน้ำพุร้อน

ถนนสายหลัก คือถนนเพชรเกษม เมื่อเข้าเขตจังหวัดระนอง ค่อนข้างคดเคี้ยว มีโค้งหักข้อศอกหลายโค้ง เห็นรถบรรทุกสิบล้อบรรทุกท่อนซุงเต็มคัน เขาเรียกว่า รถจอหนัง วิ่งขนท่อนซุงจากป่าเข้าโรงเลื่อย รถสิบล้อแบบนี้ แถวบ้านผมไม่เคยเห็น

ภายในเมืองยังเห็นรถโพท้อง ที่คนท้องถิ่นเรียกกัน หรือรถสองแถว และแตกต่างจากภาคกลางมาก เพราะกระบะท้ายจะสร้างด้วยไม้มีหลังคา และมีที่นั่งของผู้โดยสาร 2 แถว มีพนักพิงที่ทำด้วยไม้ทาสีภายนอกสดใสทั้งสีแดง สีเหลือง สีน้ำเงิน กระบะท้ายก็เตี้ยๆ และให้ผู้โดยสารเหยียบขั้นบันไดท้ายรถ ก้าวขึ้นไปนั่งได้ง่ายๆ มีลักษณะเฉพาะที่โดดเด่น เป็นเอกลักษณ์อีกแบบหนึ่ง

รถโพท้องวิ่งรับส่งคนโดยสารทั่วไป ทั้งในเมืองนอกเมือง รถแบบนี้ยังมีให้เห็นอีกทั้งที่จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต

และในตัวเมืองระนอง ก็มีชื่อถนนที่คล้องจองกันถึง 10 สาย ตามประวัติ ร.5 เสด็จประพาสเมืองระนอง จึงพระราชทานชื่อถนนทั้ง 10 สายนี้ คือ ถนนท่าเมือง เรืองราษฎร์ ชาติเฉลิม เพิ่มผล ชลระอุ ลุวัง กำลังทรัพย์ ดับคดี ทวีสินค้า และผาดาษ ทำให้จดจำได้ง่าย

 

ความประหลาดใจของผมในวัฒนธรรมต่างพื้นที่เกิดขึ้นหลายอย่างเมื่อผมไปตลาดระนอง เพื่อสั่งอาหารรับประทานตามปกติ ทางร้านจะรีบยกจานที่มีผักต่างๆ พร้อมน้ำพริกถ้วยเล็กๆ มาตั้งวางบนโต๊ะทันที ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้สั่ง แรกๆ ผมไม่ทราบว่า ประเพณีการกินอาหารของที่นี่เขาจะบริการผักน้ำพริกให้เป็นปกติ คนต่างถิ่นแบบผมไม่เข้าใจก็จะโวยออกไปด้วยความเชยว่า ไม่ได้สั่ง

นานไปผมก็เข้าใจและเริ่มติดใจรสชาติของอาหารที่จัดจ้าน บางครั้งก็เผ็ดจัดมากๆ โดยเฉพาะแกงส้มปลากะพง เป็นอาหารที่ประทับใจของผม

และปัญหาที่สำคัญของผมคือ ภาษาพูดของคนท้องถิ่นที่พูดภาษาปักษ์ใต้ พูดเร็วเป็นจรวด จนผมฟังไม่รู้เรื่อง ว่าเขาพูดอะไรกัน เขาเล่ากันว่าคนใต้พูดเร็วแค่ไหน เร็วหรือไม่เร็วแค่รถวิ่งสวนทางกันยังคุยกันรู้เรื่อง

แล้วเขาก็ยกตัวอย่างให้ฟังว่า ถ้ารถวิ่งสวนทางกัน คนรู้จักเขาทักทายกัน คนแรกพูดว่า “ไน้” คนที่สองเขาก็ตอบไปทันทีว่า “ไย้”

แต่ผมก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี จนเขาอธิบายว่า คนแรกถามคนที่สองว่า ไน้ คือ จะไปไหน คนที่สองบอก ไย้ คือ ไปหาดใหญ่

ผมก็รู้สึกว่า คนใต้ช่างประหยัดจริงๆ ประหยัดคำพูดจนผมฟังไม่รู้เรื่อง

 

สารวัตรใหญ่ของผมประชุมทุกครั้งก็จะพูดแต่ภาษาใต้ เพราะสะดวกปาก หรือพอพูดภาษาคนภาคกลางสักพักก็หลุดภาษาใต้

บางครั้งผมก็ไม่รู้ว่าจะจดสาระของข้อสั่งการอย่างไร เพราะฟังไม่ออก ไม่เข้าใจ ยิ่งไปพบชาวบ้าน ผมยิ่งงงเป็นไก่ตาฟาง หาทางไปไม่เป็นเลย แถมมีคนพม่าพูดภาษาพม่าอีก ไปทางไหนก็มีแต่สิ่งแปลกใหม่ทั้งนั้น งานสำนวนการสอบสวนก็ยังไม่ชำนาญ อะไรๆ มันดูจะวุ่นวายไปหมด

นั่นเป็นความรู้สึกภายในใจของผมที่มีความคับข้องใจ บางทีผมก็ไม่รู้จะไปบอกกับใคร

แต่เมื่อได้เผชิญทุกวัน เวลาผ่านไป ก็เริ่มปรับตัวได้ ผมเริ่มฟังภาษาไทยสำเนียงปักษ์ใต้ออกมากขึ้นเรื่อยๆ

จนกระทั่งผมรู้ว่าแม้จะพูดใต้เหมือนกัน แต่ต่างพื้นที่กันคนละจังหวัด สำเนียงจะแตกต่างกัน ยิ่งย้ายไปหลายจังหวัด แค่คำพูดไม่กี่คำ ผมก็รู้ว่าคนที่พูดนี้มาจากจังหวัดไหน เป็นคนจังหวัดพัทลุง มาจากจังหวัดนครศรีธรรมราช หรือมาจากสงขลา หรือเป็นคนภูเก็ต คนใต้ฝั่งอันดามัน จะพูดสำเนียงแตกต่างจากคนใต้ฝั่งทะเลอ่าวไทย การสังเกตสำเนียงการพูดก็เป็นประโยชน์ในการสืบสวนจับกุมคนร้ายมากๆ ความชำนาญทำให้ทำงานง่ายขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ผมพยายามฝึกพูดสำเนียงใต้ แต่ลิ้นมันแข็ง ยังไงๆ ก็ไม่สำเร็จ สู้คนที่มาจากอีสาน หรือมาจากทางเหนือไม่ได้ คนสองภาคนี้บางคนพูดใต้คล่องจนคิดว่าเป็นคนใต้แท้ๆ ผมทดลองพูด คนก็หัวเราะตลกขบขัน และว่า พูดทีทองแดงร่วงกราว

นอกจากนั้นแล้ว พวกผมยังได้ไปทำความรู้จักกับนายอำเภอเมืองระนอง คือ ร.อ.สุวรรณ ดิษฐาน และปลัดอำเภอเมืองระนองบางคนที่ผมจำได้มี นายสงวน เก็บสมบัติ

 

พอพิธีการสำคัญที่พบและรายงานตัวจบลงแล้ว พวกผมสามคนทั้ง อนุชน ชัยรัตน์ และผมจึงได้ช่วยกันย้ายบ้านพัก มาเข้าพักบ้านหลังที่ ร.ต.อ.พงษ์ศักดิ์ ณ นคร เคยพักก่อนจะย้ายไปเป็น สวส.สภ.อ.เมืองนครศรีธรรมราช เป็นการย้ายมาอยู่หลังที่สอง แต่อยู่ภายในหมู่บ้านเดียวกันเรียกว่า หมู่บ้านเขานิเวศน์ บ้านหลังนี้ใหญ่กว่าหลังแรก มีพื้นที่สะดวกสบายกว่า และบ้านหลังฝั่งตรงข้าม เป็นบ้านของนายตำรวจสันติบาล คือ พ.ต.ท.จรัมพร เจริญจรัมพร

สวญ.หรือสารวัตรใหญ่ได้ให้ผมร่วมเดินทางไปตรวจพื้นที่ ทั้งเดินตรวจตลาด ตรวจโรงแรม ตรวจตามตรอกซอกซอย และเดินทางไปยัง สภ.ต.หงาว ไปตรวจตลาดหงาว

สำหรับตำบลหงาว เป็นตำบลที่มีภูมิทัศน์สวยงามโดดเด่นของจังหวัดระนองตำบลหนึ่ง เมื่อเดินทางบนถนนเพชรเกษมผ่านตำบลหงาว สิ่งที่ยิ่งใหญ่และดึงดูดสายตา ก็คือ ภูเขาหัวโล้น หรือภูเขาหัวล้าน สุดแล้วแต่จะเรียก ซึ่งแนวเขาขนานกับถนน ภูเขาทั้งลูกปกคลุมไปด้วยผืนหญ้าเขียวขจีที่สดใสในยามพื้นดินชอุ่ม เหมือนเอาพรมที่แสนนุ่มมาปูทับเขาทั้งลูกเอาไว้โดยแทบจะไม่มีไม้ใหญ่เลย เชิงเขาเป็นทุ่งหญ้าที่กว้างใหญ่ มองไปเป็นภาพที่บรรเจิดงดงามติดตรึงตายิ่งนัก

ธรรมชาติได้มอบความสวยงามให้กับมนุษย์ในโลกใบนี้ และยังช่วยสร้างจิตใจของมนุษย์ให้นุ่มนวลและอ่อนโยนไปพร้อมๆ กัน หากมนุษย์ผู้นั้นสามารถซึมซับและดื่มด่ำความงามของธรรมชาตินั้นได้

แต่ผมไม่เข้าใจ ช่วงปี พ.ศ.2558 และย้อนหลังไป ทำไมระนองจึงยังหลงเหลือความเถื่อนและดิบอยู่ มีการค้ามนุษย์อย่างเป็นล่ำเป็นสัน ธรรมชาติที่สวยงามไม่ช่วยเลยหรือ

 

การทำงานเริ่มเข้มข้นไปเรื่อยๆ ผมเริ่มรับคดีต่างๆ มากขึ้น มีการสอบสวนผู้ต้องหาคดีที่ผมรับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นคดีมีกัญชาไว้ในครอบครอง คดีลักทรัพย์ หรือรับของโจร

มีการไปซุ่มดักจับคนร้าย ที่หน้าโรงแรมสินระนองในตลาด

รับแจ้งมีคนผูกคอตายและไปดูที่เกิดเหตุพร้อมกับ ร.ต.ต.อนุชน ส่วนในเวลาย่ำรุ่ง ตอนตีห้า

สารวัตรใหญ่สั่งระดมกำลังตำรวจทั้งโรงพัก ออกกวาดล้างอาชญากรรม ด้วยการตรวจค้นสิ่งของผิดกฎหมาย ยาเสพติด อาวุธปืนเถื่อนที่ผิดกฎหมาย ระดมจับหญิงค้าประเวณี