รำพึงรำพัน ในวันที่ตัวเลข 69 มาเยือน | ธงทอง จันทรางศุ

ธงทอง จันทรางศุ

ในวันที่ท่านเปิดหนังสือมติชนสุดสัปดาห์เล่มนี้ออกอ่าน นั่นหมายความว่าผมมีอายุครบ 69 ปีบริบูรณ์แล้วครับ เพราะผมเกิดเมื่อต้นเดือนมิถุนายน พุทธศักราช 2498 บวกลบคูณหารแล้วได้ตัวเลข 69 พอดี

เผลอตัวอีกนิดเดียว เลข 70 ก็จะมายืนอยู่ตรงหน้าแล้ว

เมื่อสมัยที่ผมยังเป็นเด็ก อายุเฉลี่ยของคนไทยน้อยกว่าปัจจุบันนี้มาก คนรับราชการจำนวนไม่น้อยเกษียณอายุแล้วเพียงไม่กี่ปีก็เลิกรับบำนาญ แต่เปลี่ยนไปรับพระราชทานเพลิงศพแทนเสียแล้ว

แต่พอมาถึงยุคสมัยนี้ การที่คนเราจะอายุ 90 ปี หรืออยู่ยั้งยืนยงไปจนถึง 100 ปีกลายเป็นของปกติธรรมดา

มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่สันทัดในทางสถิติบอกผมว่าเวลานี้คนไทยที่มีอายุเกินร้อยมีจำนวนถึง 30,000 คนเข้าไปแล้ว

 

โครงสร้างประชากรของเมืองไทยกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างน่าสนใจและน่าใจหายไปพร้อมกัน

คนไทยรุ่นผมซึ่งเกิดหลังสงครามโลกครั้งที่สองเลิกไปแล้วไม่นาน สงครามเกาหลีกำลังรบกันอย่างสนุกสนานตามด้วยสงครามเวียดนามที่รบกันอุตลุด มีจำนวนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 1,000,000 คน

ในขณะที่ทุกวันนี้จำนวนคนเกิดในแต่ละปีลดลงเหลือประมาณ 600,000 คนเท่านั้น

เช่นเดียวกันถ้าเราย้อนกลับไปดูสถิติในเวลาเมื่อหลายสิบปีก่อน ประชากรวัยเด็กมีมาก ประชากรวัยทำงานก็มีจำนวนพอสมควร ส่วนจำนวนที่มีน้อยคือประชากรวัยชรา ตัวเลขแบบนี้ทำให้เราไม่มีข้อห่วงกังวล เพราะการผลิตก็ยังคงเดินหน้าได้อยู่โดยอาศัยกำลังแรงงานของพวกเราเอง คนที่ทำมาหากินแล้วเสียภาษีถูกต้องก็มีจำนวนเพียงพอที่จะนำเงินภาษีที่เก็บได้นั้นไปเลี้ยงดูหรือช่วยรักษาพยาบาลคนเฒ่าคนแก่ซึ่งมีจำนวนไม่มากนักไปได้ตลอดรอดฝั่ง

แต่มาถึงวันนี้และต่อไปในวันข้างหน้า พูดในทางอุปมาอุปไมย ชะดีชะร้ายคนในวัยทำงานหนึ่งคนอาจจะต้องอุ้มคนแก่ไว้กับเอวสองคนก็เป็นได้

กระเตงเข้าเอวข้างซ้ายหนึ่งคน เอวข้างขวาอีกหนึ่งคน สนุกตายล่ะ

 

เราจะอยู่อย่างไรกับสถานการณ์โครงสร้างประชากรแบบนี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องคิดในหลายแง่หลายมุม

เป็นต้นว่าแรงงานที่ต้องใช้ในการผลิต ในกิจการต่างๆ หลายสาขาหลายอาชีพ จากเดิมที่เรามีความคิดแบบจำกัดจำเขี่ยว่า ต้องสงวนอาชีพการงานไว้ให้คนไทยเราได้ทำงานก่อนเป็นลำดับต้น คนต่างด้าวจะเข้ามาทำมาหากินในเมืองไทยก็ตกอยู่ในทัศนะว่ามาแย่งงานคนไทย เราจึงต้องกีดกันห้ามปรามกันเป็นพิเศษ

แล้วดูสิครับว่าสถานการณ์แรงงานในบ้านเราเวลานี้เป็นอย่างไร แรงงานประเภทไร้ฝีมือ เช่น งานบ้านหรือลูกจ้างทั่วไป แรงงานในภาคการประมง ภาคการเกษตร เราต้องอาศัยคนจากประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงเข้ามาเป็นกำลังเสริม

ถ้านึกไม่ออกและอยากดูตัวอย่างว่าคนจากประเทศเพื่อนบ้านหน้าตาเป็นอย่างไร แวะมาดูที่บ้านผมก็ได้นะครับ

ขยับขึ้นไปดูแรงงานที่เป็นแรงงานที่มีความรู้เชี่ยวชาญ แรงงานประเภทที่ว่าหลายสาขาเราก็กำลังขาดแคลน โลกกำลังก้าวไปในทิศทางที่ไร้พรมแดน คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่าเราจะปรับตัวอย่างไรจึงจะเหมาะสม และเป็นการปรับตัวที่ไม่เร็วเกินไปและไม่ช้าเกินไปด้วย

และผมไม่อยากให้เรานึกแต่ข้างฝ่ายที่มองเห็นโจทย์ว่าคนอื่นจะเข้ามาทำกินในบ้านเรา ในเวลาเดียวกันยังมีโจทย์อีกข้อหนึ่งที่ซ้อนพื้นที่กันอยู่ คือคนไทยอีกจำนวนไม่น้อยก็ไปทำมาหากินอยู่ในต่างประเทศ เป็นทั้งแรงงานที่ใช้แรงกายมากกว่าแรงปัญญา และในอีกหลายกรณีก็เป็นแรงงานที่ใช้สติปัญญาชั้นสูง

ของอย่างนี้ถ้านึกว่าเป็นเรื่องต่างตอบแทนแลกเปลี่ยนกัน อาจทำให้เราสบายใจขึ้นบ้างกระมังครับ

 

นอกจากปัญหาระดับมหึมามหภาคข้างต้นแล้ว ปัญหาในระดับใกล้ตัวหรือระดับจุลภาค คือปัญหาขนาดเล็กที่วนเวียนอยู่รอบตัวเราก็มีเรื่องให้ต้องคิดต้องเตือนสติตัวเองอยู่บ่อยครั้ง

ผมทั้งเตือนตัวเองและบอกเพื่อนฝูงอยู่เสมอว่า เมื่อเราอายุมากขึ้น เช่น ใกล้จะถึงวัย 70 ปีแล้วในเวลานี้ เราต้องยอมรับความเสื่อมทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นความเสื่อมทางด้านร่างกายหรือความเสื่อมทางสมองทางสติปัญญา เราเดินผ่านจุดสูงสุดในชีวิตมาแล้ว จะทำอะไรต้องตระหนักถึงความจริงข้อนี้

เมื่อสองสามวันที่ผ่านมา ผมไปงานแต่งงานงานหนึ่ง มีเพื่อนที่รู้จักกันเห็นผมเข้าก็ส่งเสียงเรียก ปรากฏว่าผมเดินผ่านไปหน้าตาเฉยเลยครับ เพราะไม่ได้ยินเสียงเรียกนั้นเลยแม้แต่น้อย สาเหตุไม่ใช่จากความหยิ่งยโส แต่มาจากสาเหตุสำคัญคือหูตึงครับ

ประโยคขำขันๆ ที่เคยพูดกันเล่นว่า ตอนยังเป็นหนุ่มเป็นสาวอะไรก็เต่งตึงไปหมด แต่พอกลายเป็นคนแก่ก็จะเหลือตึงอยู่อย่างเดียว คือหูตึงนั่นเอง

เวลานี้ ชีวิตของผมเป็นอย่างนั้นแล้ว

เพราะฉะนั้น จึงต้องขอบอกศาลาไว้ในที่นี้ว่า เวลาใครจะพูดกับผมซึ่งหน้า ขอให้ใช้ระดับเสียงที่ดังกว่าการพูดคุยกับมนุษย์หนุ่มสาว

และโปรดหันหน้ามาพูดโดยตรง อย่าพูดหน้าเอียงเฉียงไปเฉียงมาเป็นอันขาด เพราะผมใช้วิธีการดูหน้าตาท่าทาง อ่านริมฝีปากประกอบกับเสียงที่ได้ยิน จะทำให้เกิดความมั่นใจได้ว่า คนที่เขาพูดกับผมนั้นเขาพูดว่าอะไร

ช่วงเวลานี้โควิดกำลังย้อนกลับมาอีกรอบหนึ่ง ประเภทใส่หน้ากากแล้วพูดพึมพำ ได้ยินชัดบ้างไม่ชัดบ้าง เหล่านี้เป็นปฏิปักษ์กับผมเป็นอย่างยิ่ง

จึงต้องขออภัยไว้ล่วงหน้าว่าผมอาจจะต้องขอให้พูดซ้ำอีกรอบหนึ่งนะครับ

 

การเดินการกินการนอนการอ่านหนังสือ และอีกสารพัดการ คนอยู่ในวัยที่เห็นโลกมานานแล้วเช่นผมต้องปรับตัวครับ จะไปเดินไปวิ่งปุบปับฉับไวเหมือนตอนเป็นหนุ่มเป็นสาวไม่ได้เป็นอันขาด เพื่อนผมหกล้มเข้าโรงพยาบาลไปก็มากแล้ว

การกินก็ต้องพยายามกินตามที่หมอสั่งหรือลูกหลานกำกับ

เช่น ตอนนี้หมอบอกให้ผมลดแป้งลดน้ำตาล ผมได้ตั้งใจไว้แล้วจะเริ่มตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป แต่ครั้นพอถึงวันพรุ่งนี้ วันพรุ่งนี้ที่ว่ากลายเป็นวันนี้ไปเสียแล้ว ดังนั้น กว่าจะถึงวันพรุ่งนี้ของแท้นั้นช่างยากจริงๆ ครับ

การนอนก็เหมือนกัน ใครสามารถนอนหลับสนิทติดต่อกันได้เกินกว่า 6 ชั่วโมงในหนึ่งราตรีต้องถือว่าเป็นคนที่มีโชควาสนาเป็นอย่างยิ่ง

เพราะเพื่อนวัยเดียวกันกับผมจำนวนไม่น้อยต้องตื่นมาเข้าห้องน้ำตอนกลางคืนเสียบ้าง ตีสี่ก็ตื่นมานั่งตาค้างเสียแล้วก็มี

ตกบ่ายก็เลยต้องงีบเสียอีกรอบ พยายามบวกจำนวนชั่วโมงให้ได้ครบเจ็ดหรือแปดชั่วโมงตามที่ตำราบอกไว้ ใจก็คิดกังวลแต่ว่านอนยังไม่ครบ 8 ชั่วโมง มัวกังวลอย่างนี้เลยนอนไม่หลับ กรรมเขาล่ะ

การอ่านหนังสือซึ่งเป็นของโปรดของผม และผมยังสามารถปฏิบัติได้ดีอยู่ จะสามารถอยู่กับผมไปได้อีกนานช้าแค่ไหนก็ไม่รู้ เพราะวันหนึ่งข้างหน้าสายตาอาจไม่เป็นปกติ

เดือนสิงหาคมที่จะมาถึงนี้ คุณหมอจักษุแพทย์ที่ดูแลผมอยู่เป็นประจำได้นัดผมไปตรวจตามปกติ แต่คุณหมอเกริ่นไว้ว่าต้อกระจกของผมนั้นใกล้จะถึงเวลาต้องตะลุมบอนกันแล้ว

หวังว่าผ่าตัดแล้วแต่ยังอ่านหนังสือได้สะดวกสบายเหมือนเดิมนะครับ ลุ้นกันหน่อย

 

เรื่องของความคิดสติปัญญาก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่คนในวัยเช่นผมหรือใกล้เคียงกับผม ต้องเตือนตัวเองให้มาก ความรู้และประสบการณ์ที่เรามีเพราะได้สั่งสมมาตลอดชีวิตนั้นเป็นของมีคุณมีประโยชน์อยู่ แต่ต้องตั้งสติให้รู้สำนึกไว้เสมอว่า ความรู้และประสบการณ์เหล่านั้นไม่ได้สถิตเสถียรว่าเป็นความถูกต้องแต่เพียงแง่มุมเดียวตลอดกาล ความรู้ที่เกิดขึ้นใหม่ ประสบการณ์ที่เปลี่ยนไปจากประสบการณ์ของเรายังมีอีกมากและไม่เป็นธรรมกับทุกคนเลยที่เราจะปฏิเสธความรู้หรือประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกันกับชุดความรู้และประสบการณ์ของเรา

ถ้าคิดเสียว่าไม่มีใครถูกหมดและไม่มีใครผิดหมด ก็เห็นจะพออยู่กันได้ไปอีกนาน

ขณะนี้ผมกำลังติดตามข่าวสารเรื่องการสมัครเข้าสู่กระบวนการเลือกกันเองให้ได้เป็นสมาชิกวุฒิสภาชุดใหม่ ซึ่งตามปฏิทินดูเหมือนจะดำเนินการเสร็จสิ้นภายในเดือนกรกฎาคมนี้ จำนวนผู้สมัครรอบแรกทั่วทั้งประเทศซึ่งมีประมาณ 40,000 กว่าคน จำนวนไม่น้อยเป็นคนเกษียณอายุแล้ว

ถ้าคิดตามเหตุผลธรรมดาโดยระบบที่วางไว้ก็มีความเป็นไปได้สูงที่สมาชิกวุฒิสภาของเราจำนวนไม่น้อยจะเป็นคนเกษียณอายุแล้ว คนแก่ก็ต้องเลือกคนแก่ด้วยกันเองสิครับ ทำเช่นนี้ก็ไม่ใช่ความผิดคิดร้ายอะไร

ถ้าคนในวัยเช่นผมได้เป็นสมาชิกวุฒิสภาขึ้นมาเมื่อไหร่ ขอฝากบทความคราวนี้ให้ท่านช่วยคิดช่วยพิจารณาด้วยครับ เผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อการทำหน้าที่บ้างไม่มากก็น้อย

และหวังว่าท่านจะทำหน้าที่โดยสวัสดิภาพและเป็นประโยชน์ได้แท้จริงตามที่ท่านตั้งความมุ่งหวังไว้

สามารถรักษาผมขาวไว้ได้ครบทุกเส้นจนครบวาระ ไชโย!