ขั้วไหนๆ ก็ไทยสลิ่ม

คำ ผกา

“วันที่ขั้วอำนาจยังไม่นิ่งอย่าเปิดช่อง” คนพูดประโยคนี้คือ ส.ว. (รักษาการ) วันชัย สอนศิริ ที่ให้ความเห็นกรณี 40 ส.ว. เขย่าเก้าอี้นายกรัฐมนตรี กรณีตั้ง พิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ

ทำให้นักเรียนประวัติศาสตร์อย่างฉันต้องย้อนไปทำความรู้จักกับสิ่งที่เรียกว่าขั้วอำนาจในการเมืองไทยร่วมสมัย

คำว่าขั้วอำนาจยังไม่นิ่งคืออะไรในการเมืองไทย และเรามีกี่ขั้วอำนาจ

 

ถ้าย้อนกลับไปในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ขั้วอำนาจในการเมืองไทยตอนนั้นแบ่งอย่างหยาบได้สองขั้วคือ ขั้วที่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ กับขั้วที่ไม่เห็นด้วย

ส่วนที่ไม่เห็นด้วยมีทั้งที่คิดว่าคนไทยยังไม่พร้อม กลุ่มคนที่ต้องสูญเสียอำนาจที่มีอยู่จากระบอบเก่า บางกลุ่มก็มองว่าต้องการให้การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากโดยกลุ่มชนชั้นนำเดิมอนุญาตให้บ้านเมืองกลายเป็นประชาธิปไตย เป็นสิ่งที่ “ประทาน” ให้ ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ต้องต่อสู้เพื่อให้ได้มา

หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง แม้คณะราษฎรจะชนะ เปลี่ยนแปลงการปกครองสำเร็จ ตั้งรัฐบาลได้ แต่ไม่ได้แปลว่า “ขั้วอำนาจเดิม” จะหยุดต่อสู้ มีแม้แต่การต่อสู้ด้วยกำลังรบ ดังที่เราจะเห็นจากเหตุการณ์กบฏบวรเดช และแม้ฝ่ายรัฐบาลจะมีชัยชนะปรากบฏบวรเดชได้ เนรเทศผู้ก่อการกบฏไปเกาะตะรุเตา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือกลุ่มกบฏบวรเดชเต็มไปด้วยนักคิด นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ ปัญญาชน นักวิชาการ นักวรรณกรรม

แม้พวกเขาจะถูกเนรเทศไปอยู่เกาะตะรุเตา เจ้านายบางท่านลี้ภัยไปอยู่ปีนัง ในห้วงเวลาที่พวกเขาพ่ายแพ้ สิ่งที่พวกเขาทำคือ ผลิตงานเขียนออกมาสู่สาธารณะเป็นจำนวนมาก

สอ เสถบุตร ทำพจนานุกรม อังกฤษ-ไทย, ไทย-อังกฤษ ปัญญาชนที่ลี้ภัยก็เขียนหนังสือบันทึกความทรงจำ นักหนังสือพิมพ์ที่สนับสนุนแนวคิดรักษาระบอบเก่า ผลิตงานเขียน บทความวิจารณ์การเมือง วิจารณ์รัฐบาลออกมาอย่างต่อเนื่อง

 

กลุ่มนักเขียนหัวก้าวหน้าหลายคนในกลุ่มสุภาพบุรุษ ภายหลังก็เข้าเป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกเสรีไทย และกลายเป็นปัญญาชนหัวหอกที่ผลิตงานออกมาโจมตีรัฐบาลของจอมพล ป.พิบูลสงคราม

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองและหลังจากนั้น ทำให้มีการกวาดล้าง จับกุม นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ ยิ่งไปเสริมเข้ากับชุดความเชื่อว่า จอมพล ป. เป็นเผด็จการฟาสซิสต์ ปิดปากสื่อ ปิดกั้นเสรีภาพสื่อ

แต่ไม่ได้ลงในรายละเอียดกันสักเท่าไหร่ว่า ในห้วงเวลานั้นเป็นห้วงเวลาแห่งการต่อสู้กันของแต่ละ “ขั้วอำนาจทางการเมือง” อย่างเข้มข้น

กลุ่มปัญญาชน นักคิด นักหนังสือพิมพ์ “ก้าวหน้า” กลับกลายมาเป็นกลุ่มที่เป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลและหันไปร่วมมือกับกลุ่มนิยม “ระบอบเก่า” ภายใต้วาทกรรมว่า “รัฐบาลจากการเลือกตั้ง/คณะราษฎร สายของจอมพล ป. เลวร้าย ลุแก่อำนาจ”

และในช่วงปี 2490-2500 ถึงกับมีสิ่งที่เรียกว่า “สงครามหนังสือพิมพ์” เช่น ฝ่ายจอมพล ป. โดย สังข์ พัธโนทัย ออกหนังสือพิมพ์ “เสถียรภาพ” ฝ่ายสฤษดิ์ ธนะรัชต์ โดย ทนง ศรัทธาทิพย์ ออกหนังสือพิมพ์ “สารเสรี” มาโต้ พร้อมโจมตีเผ่า ศรียานนท์ ว่าค้าฝิ่น คอร์รัปชั่น เผ่า ศรียานนท์ ออกหนังสือพิมพ์ชื่อ “เผ่าไทย” กับ “รายวันเช้า” มาโจมตีจอมพลสฤษดิ์ เรื่องอื้อฉาวทางเพศ โดยมี วรรโณทัย อมาตยกุล เป็นบรรณาธิการ

ส่วนฝ่ายสังคมนิยม ออกหนังสือพิมพ์ชื่อ “ปิตุภูมิ” ขึ้นมาสู้

 

“สงครามสื่อ” ครั้งนี้น่าสนใจว่าแม้ทุกขั้วอำนาจจะโจมตีกันและกัน แต่ขณะเดียวกันทุกขั้วอำนาจต่างก็โจมตีรัฐบาล คือรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องนโยบายต่างประเทศ กล่าวหาว่ารัฐบาลจอมพล ป.ไม่วางตัวเป็นกลางในการเมืองระหว่างประเทศ

ไปจนถึงกล่าวหาว่าจอมพล ป.ไม่ยอม “ปฏิรูปประชาธิปไตย”

มีกลุ่มคนมาอดข้าวประท้วง โดนจับในข้อหากบฏอดข้าว ก็มีการตีฟู ไฮด์ปาร์ก โจมตีจอมพล ป. ว่าจับคนที่มาประท้วงต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในข้อหากบฏ

ท้ายที่สุดสถานการณ์สงครามสื่อ กับการต่อสู้กันของขั้วอำนาจทางการเมืองต่างๆ นำมาซึ่งภาพลักษณ์ที่ตกต่ำลงอย่างยากจะกอบกู้ของรัฐบาลจอมพล ป. ทั้งๆ ที่เขาเป็นหนึ่งในผู้ก่อการ 2475 และมีความพยายามจะนำประเทศไทยไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยมาโดยตลอด

แต่ก็ต้องเจอกับแรงเสียดทาน จากทั้งขั้วการเมือง “สังคมนิยม” เจอทั้งแรงเสียดทานจาก “ฝ่ายนิยมระบอบเก่า” ที่มาทั้งในรูปของอนุรักษนิยม และมาในรูปของ “คนหัวก้าวหน้า” เช่น กลุ่มปัญญาชน นักเรียนนอก หรือเจ้านายรุ่นใหม่ที่เรียนจบจากต่างประเทศ

ต่อมางาน “วรรณกรรม” ของคนเหล่านี้ได้กลายเป็น “ตัวบท” สำหรับการอ่าน อ้างอิงของปัญญาชนสาธารณะรุ่นหลัง ไม่ว่าจะเป็นงานของมาลัย ชูพินิจ สุวัฒน์ วรดิลก กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ม.ร.ว.นิมิตรมงคล นวรัตน์ ม.จ.สิทธิพร กฤดากร ที่ออกหนังสือพิมพ์ “กสิกร” มีกลิ่นอายสังคมนิยมอย่างยิ่ง

แต่ท้ายที่สุดคนเหล่านี้กลับกลายเป็นกลุ่ม counter revolution

สำหรับคนที่สนใจอ่านรายละเอียดอันพิสดารของการข้ามขั้วทางการเมืองไทยในยุคแรกมีปฏิวัติสยาม ฉันแนะนำหนังสือชื่อ “เลือดสีน้ำเงิน ซ้ายไม่จริง ขวาไม่แท้ ประชาธิปไตยในอุดมคติ” ของ ปฐมาวดี วิเชียรนิตย์ พิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชนมาอ่าน

 

ฉันย้อนประวัติศาสตร์ไปเพื่อจะบอกว่า การปฏิวัติสยาม 2475 ชนะในทางการเมืองช่วงสั้น และแม้จะสามารถยึดกุมอำนาจทางการเมืองเข้มแข็งถึงขั้นเนรเทศกลุ่มก่อการกบฏไปรับโทษที่เกาะตะรุเตาได้ เจ้านายหลายพระองค์ต้องลี้ภัยตลอดพระชนม์ชีพ

แต่สุดท้ายกลับพ่ายแพ้ในทาง “เรื่องเล่า” หรือ narrative และกลุ่มที่เป็น counter revolution ที่กลับสามารถยึดกุมแนวรบด้านวัฒนธรรม ด้านภูมิปัญญา และแม้แต่วาทกรรมว่าด้วยความเป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยก็ถูกไฮแจ็กไปทั้งจากฝ่ายขวาอนุรักษนิยม และฝ่ายขวาที่ทำตัวเยี่ยงฝ่ายซ้ายหัวก้าวหน้า กลายเป็น “ปัญญาชนผ้าม่วง”

และภูมิทัศน์ของสื่อไทยหลังจากนั้นเป็นพื้นที่ของ “ฝ่ายอนุรักษนิยมก้าวหน้า” แบบ ม.ร.ว.คึกฤิทธิ์ ปราโมช ที่ได้ชื่อว่าเป็นปูชนียบุคคลของทั้งวงการหนังสือพิมพ์ และวงการวรรณกรรม

นับตั้งแต่ปี 2500 เป็นต้นมา เราลองไล่ดูรายชื่อปัญญาชนสยามและนักเขียนที่มีอิทธิพลต่อ “ภูมิปัญญา” ของสังคมไทยกระแสหลักอย่าง คึกฤทธิ์ ทมยันตี ว.วินิจฉัยกุล ส.ศิวรักษ์ วินทร์ เลียววารินทร์ อานันท์ ปันยารชุน ชวน หลีกภัย ส่วนปัญญาชนฝ่ายซ้าย หนีไม่พ้น “คนเดือนตุลาฯ”

แต่จะขวาหรือซ้าย ปัญญาชนเหล่านี้มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ มองว่าปัญหาของประชาธิปไตยไทยคือ “นักการเมืองชั่ว” ทั้งขวาและซ้ายต่างมีความฝันเดียวกันคือการ “ปฏิรูป” ต่างกันแค่ฝ่ายหนึ่งเป็น royalist อีกฝ่ายที่เรียกว่าซ้ายไทย โดยมากจะคล้ายๆ ม.จ.สิทธิพร กฤดากร คือเหมือนจะพูดภาษาสังคมนิยม เน้นความสำคัญของกสิกรและกรรมาชีพ แต่จบลงด้วยการทำฟาร์มมีชีวิตแบบ sustainable เกษตรก้าวหน้า

มาถึงปัจจุบัน รัฐประหารกันไปไม่รู้กี่สิบครั้ง ขั้วการเมืองในสังคมไทยก็ยังแบ่งออกเป็นขั้วของ หนึ่ง นักการเมือง populist แน่นอนพวกเขาย่อมเป็น royalist สอง ปัญญาชนหัวก้าวหน้า บอกว่าตัวเองเป็นซ้าย แต่สุดท้ายมีชีวิตอยู่เพื่อต่อต้านนักการเมือง populist สาม ชนชั้นนำฝ่ายขวา สี่ สื่อมวลชนที่เป็นพันธมิตรกับกลุ่มที่สองและกลุ่มที่สามอย่างย้อนแย้งมาโดยตลอด

ทว่า ไม่เคยสำเหนียกถึงความย้อนแย้งนั้นของตัวเอง

 

ความสนุกของการแกะ “ขั้วการเมือง” ไทย ณ ปัจจุบัน เพราะมันมีความซับซ้อนขึ้น นั่นคือ 1) พรรคเพื่อไทย ทักษิณ ชินวัตร ยังคงความเป็นนักการเมือง populist และยังคงความเป็น royalist

2) ปัญญาชนหัวก้าวหน้าฝ่ายซ้ายนั้น แบ่งออกเป็น ซ้ายสีเหลือง และซ้ายสีแดง แต่ปัจจุบัน ซ้ายสีแดงกับซ้ายสีเหลืองไม่เอา เปลี่ยนไปเป็นส้ม

3) ชนชั้นนำฝ่ายขวา จุดยืนยังคงเหมือนเดิม มวลชนขวาจัดยังคงเหมือนเดิม

4) สื่อมวลชนนั้นตลกมาก ในสมัยไทยรักไทย พวกเขาต่อต้านไทยรักไทย และสนับสนุนรัฐประหาร ต่อมาเมื่อกระแสรัฐบาลเผด็จการตกต่ำ และพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล สื่อมวลชนไทยรีบประกาศตัวเป็นฝ่าย “หัวก้าวหน้า” ตรวจสอบรัฐบาลผสมที่นำโดยพรรคเพื่อไทยคืนสู่ดีเอ็นเอ สมัครสมานเป็นฝ่ายเดียวกับซ้ายก้าวหน้า-ขวาปัญญาชน ที่มีศัตรูร่วมคือ นักการเมือง populist สร้าง narrative ผีทักษิณ

และพยายามแต่งนิทานว่าด้วยเศรษฐา ทวีสิน เป็นตัวละครหุ่นเชิดของทักษิณ

 

สําหรับฉันนี่เป็นเกมการเมืองที่แยบยล

คนมักมองว่าชนชั้นนำใช้พรรคเพื่อไทยเพื่อสกัดก้าวไกล แต่ฉันมองว่า พรรคก้าวไกลมีบทบาทเหมือนปรีดี พนมยงค์ นั่นคือมีภาพที่ “แน่วแน่ซื่อตรง” กว่าภาพของจอมพล ป. แต่กลับทำงานกับฝ่ายขวา นั่นคือไปเป็นเสรีไทยกับเสนีย์ ปราโมช

ณ วันนี้ การมีอยู่ของพรรคก้าวไกลทำให้ฝ่ายขวาแบบ ส.ศิวรักษ์ และฝ่ายซ้ายแบบชาญวิทย์ เกษตรศิริ และนักวิชาการ so-called นักวิชาการฝ่ายซ้ายทั้งหมด และเครือข่ายเอ็นจีโอที่พูดภาษาซ้ายๆ แต่เกลียดนักการเมือง (narrative เหมือนนักเขียน ปัญญาชนเกาะตะรุเตา) ที่ก่อนหน้านี้เป็นเหลืองและเป็นนกหวีด ได้กลายเป็น “ส้ม” และหวนคืนสู่สถานะปัญญาชนหัวก้าวหน้าอีกครั้ง

ชนชั้นหล่อเลี้ยงกลุ่มนี้เอาไว้เขย่าเพื่อไทย และส่งพวกขวาจัดตัวจริงคอยชงเรื่องขย่มรัฐบาลผ่านองค์กรอิสระ ส่วนสื่อมวลชนทั้งหมดขยับไปเป็น “สื่อคุณภาพ” ด้วยการเชียร์ “ส้ม” เพราะไม่ได้สวมบทบาทสื่อประชาธิปไตยมานาน ก็ได้ทีล้างภาพสลิ่มกันคราวนี้

สรุป รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็เป็นแซนด์วิช ถูกอัดจากทุกขั้วเหมือนเดิม

 

ขั้วการเมืองมันไม่นิ่ง และมันไม่เคยนิ่งมาตั้งแต่ 2475 แล้ว

เพราะมรดกภูมิปัญญาที่ครองอำนาจนำในสังคมไทยคือ ภูมิปัญญาของ counter revolution ขยายความว่า ยกเว้น ปรีดี พนมยงค์ ที่ได้ประดิษฐานทางประวัติศาสตร์ใหม่ผ่านเรื่องเล่าและไปอยู่ในกลุ่มเดียวกับท่านพุทธทาส และ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ไปแบบงงๆ นั่นแหละ

ฉันได้แต่ลุ้นว่า ปัญญาชนหัวก้าวหน้าและผู้สนับสนุนจะไม่อับจนหนทางจนพากันไปลากรถถังมารัฐประหารอีกรอบ

และเราต้องอดทนอยู่กับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง (ที่ถูกทำให้อ่อนแอตลอดเวลา) ให้ตลอดรอดฝั่งให้จงได้