การเมืองทางโบราณคดี

พระยาอนุมานราชธน

โบราณคดีมีขึ้นมาเพื่อสนองการเมืองชาตินิยม ส่วนนักโบราณคดีจำนวนไม่น้อยพยายามสร้างภาพผุดผ่องว่าโบราณคดี “ไม่การเมือง” แต่หลักฐานทางการและปรากฏการณ์ไม่นานนี้กลับตรงกันข้ามว่าล้วนสนองการเมือง (เช่น เป่านกหวีด) ถ้วนหน้า

คณะราษฎร (ราด-สะ-ดอน) เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตย พ.ศ.2475 ได้กำหนดแผนการศึกษาแห่งชาติเพื่อราษฎรทุกระดับให้สอดคล้องกับการปกครองแบบรัฐธรรมนูญ (ซึ่งมีวิชาโบราณคดีรวมอยู่ด้วย)

คณะราษฎรริเริ่มให้มีการเรียนการสอนวิชาโบราณคดีในหลักสูตรเตรียมปริญญาธรรมศาสตร์และการเมือง (ต.มธก.) ตามแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2479 แต่วิชาโบราณคดีถูกบังคับสูญหายด้วยการยกเลิกการเรียนการสอนโดยอำนาจรัฐประหารของ คณะทหารบกเมื่อ พ.ศ.2490

โบราณคดี เริ่มใหม่โดยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม (ครั้งที่ 2) ให้มีการเรียนการสอนในกรมศิลปากร (พ.ศ.2495) และมหาวิทยาลัยศิลปากร (พ.ศ.2498) โดยบุคคลสำคัญทั้งสอง คือ พ.อ. หลวงรณสิทธิพิชัย (เจือ กาญจนินทุ) อธิบดีกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และนายมานิต วัลลิโภดม หัวหน้ากองโบราณคดี กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม

ดังนั้น โบราณคดีเป็นวิชาหนึ่งที่มีกำเนิดจากการเมืองในระบอบประชาธิปไตยครั้งแรกของสยามประเทศไทย [หมายถึงโบราณคดีเป็นวิชาที่มีกำเนิดในประเทศสยาม แต่หลังจากนั้นประเทศสยามถูกเปลี่ยนชื่อเป็นประเทศไทยสืบเนื่องจนปัจจุบัน สำหรับวิชาโบราณคดี (เมื่อแรกเริ่ม) หมายถึงเรื่องราวเก่าแก่ ซึ่งใกล้เคียงกับประวัติศาสตร์ หรือพงศาวดาร, ตำนาน ฯลฯ ยังไม่ตรงเสียทีเดียวกับความหมายสากลของ Archaeology] และ ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล หรือ “ท่านอาจารย์” ไม่ใช่ผู้ริเริ่มการเรียนการสอนโบราณคดี และไม่ใช่ผู้ก่อตั้งคณะโบราณคดี (ตามที่ อ.ปรีชา กาญจนาคม เขียนไว้)

เมื่อเริ่มการเรียนการสอนแผนกโบราณคดีในโรงเรียนศิลปศึกษา (กรมศิลปากร) พ.ศ.2495 “ท่านอาจารย์” ยังเรียนที่ฝรั่งเศส

เมื่อเริ่มก่อตั้งคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร (กรมศิลปากร) พ.ศ.2498 (หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ เป็นคณบดีคนแรก) ขณะนั้น “ท่านอาจารย์” เป็นข้าราชการกรมศิลปากรตำแหน่งภัณฑารักษ์ประจำพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร แต่เป็นอาจารย์พิเศษไปสอนพิเศษในคณะโบราณคดี

 

โบราณคดีเน้นหนักประวัติศาสตร์เป็นแกนกลาง

การเรียนการสอนโบราณคดีเมื่อเริ่มแรก พ.ศ.2495 อ.มานิต วัลลิโภดม ผู้ริเริ่มและวางแผนการเรียนการสอน เล่าไว้ดังนี้

“ตอนนั้นก็สอนกันไปตามแกน อาจารย์สอนก็ไม่มี เงินค่าสอนยิ่งไม่มี ผมต้องสอนกับอาจารย์เขียน ยิ้มศิริ เท่านั้นเอง ผลัดกัน โดยผมสอนวิชาโบราณคดี ส่วนอาจารย์เขียนสอนศิลปะ”

“ที่เรียนกันยุคแรกก็ยังไม่มีอะไร เพียงแต่สอนกันให้หนักทางประวัติศาสตร์ จับหลักฐานต่างๆ มาเป็นพื้นฐาน”

[สันติภพ เจนกระบวนหัด สัมภาษณ์ไว้ในหนังสือ สุวรรณภูมิอยู่ที่ไหน ของ มานิต วัลลิโภดม สำนักพิมพ์การเวก พิมพ์ครั้งแรก 2521 หน้า (32)]

นอกจากนั้น ยังพบความทรงจำเกี่ยวกับการเรียนการสอนใกล้เคียงสมัยแรกๆ ในข้อเขียนของ อ.ปรีชา กาญจนาคม จะยกมาโดยสรุปดังนี้

“ผมได้เข้ามาเป็นนักศึกษาในคณะโบราณคดีเมื่อปี พ.ศ.2501 นับเป็นนักศึกษารุ่นที่ 4 ในรุ่นนี้มีด้วยกัน 8 คน ——-มีอาจารย์หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์, อาจารย์ชิน อยู่ดี, อาจารย์ จิรา จงกล, อาจารย์ ร.ต.ท.แสง มนวิทูร, อาจารย์ฉ่ำ ทองคำวรรณ, อาจารย์จำรัส เกียรติก้อง, อาจารย์กุลทรัพย์ เกษแม่นกิจ, อาจารย์เขียน ยิ้มศิริ” นับเป็นอาจารย์รุ่นแรกๆ ของคณะโบราณคดี อาจารย์ทั้งหมดเป็นข้าราชการของกรมศิลปากร

วิชาที่เรียนกันในขณะนั้น อ.ปรีชา กาญจนาคม เล่าว่ามี 4 หมวดวิชา คือ

1. หมวดวิชาโบราณคดีและประวัติศาสตร์ มีวิชาโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ วิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ วิชาโบราณคดีปฏิบัติ วิชาประวัติศาสตร์ไทยและประวัติศาสตร์สากล ฯลฯ

2. หมวดวิชาศิลปะ มีวิชาวาดเส้นและแผนผัง

3. หมวดวิชาภาษาตะวันตก มีวิชาภาษาอังกฤษและวิชาภาษาฝรั่งเศส

4. หมดวิชาภาษาตะวันออก มีวิชาภาษาไทย, วิชาภาษาสันสกฤต และวิชาภาษาเขมร

นักศึกษาต้องเรียนทุกวิชาที่เปิดสอนและต้องได้คะแนนแต่ละวิชา 60% ขึ้นไปจึงจะถือว่าสอบผ่าน แต่ถ้าได้คะแนนไม่ถึง 60% ก็สอบตก ต้องเรียนซ้ำชั้นในวิชานั้น และก่อนจะจบการศึกษาต้องทำวิทยานิพนธ์ 1 เรื่อง ที่ตนเองสนใจ

[หลักสูตรนี้ใช้มาตั้งแต่ตั้งคณะจนถึง พ.ศ.2515 จึงมีการเปลี่ยนหลักสูตรและระบบการให้คะแนน จากร้อยละมาเป็นการให้คะแนนเป็นเกรด A, B, C, D]

[ข้อเขียนของ ศ.เกียรติคุณ ปรีชา กาญจนาคม ในหนังสือ โบราณคดี 60 หนังสือที่ระลึก 60 ปี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2558 หน้า 106]

แนวคิดประวัติศาสตร์ไทยของโบราณคดีตั้งแต่แรกก่อตั้งจนปัจจุบัน มีโครงสร้างหลักดูจากหนังสือเรื่องของชาติไทย ของ พระยาอนุมานราชธน เรียบเรียงเสร็จ พ.ศ.2483 (ซึ่งเป็นปีรุ่งขึ้นหลังเปลี่ยนชื่อประเทศสยามเป็นประเทศไทย พ.ศ.2482) พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2484 (โรงพิมพ์กรุงเทพบรรณาคาร สี่กั๊กพระยาศรี พระนคร) //(ในภาพ) ปกหนังสือ เรื่องของชาติไทย ของ พระยาอนุมานราชธน กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรมพิมพ์ใหม่ (ครั้งที่ 11) พ.ศ.2553

ประวัติศาสตร์ชนชาติไทย เชื้อชาติไทย

ประเทศไทยเป็นชื่อใหม่ ส่วนชื่อเก่าแก่ดั้งเดิมคือประเทศสยาม

สำหรับอโยธยา, อยุธยา, ธนบุรี, รัตนโกสินทร์ เป็นชื่อศักดิ์สิทธิ์ในพิธีกรรม แต่โดยทั่วไปนานานชาติเรียกอย่างเดียวกันหมดว่าประเทศสยาม

ด้วยเหตุผลพิเศษสมัยนั้น คณะราษฎรเปลี่ยนชื่อประเทศจากประเทศสยามเป็นประเทศไทย เมื่อ พ.ศ.2482 (85 ปีที่แล้ว)

การเปลี่ยนชื่อประเทศมีผลต่อแนวคิดทางประวัติศาสตร์ เพราะต้องยกเลิกประวัติศาสตร์สยาม (ของคนหลายชาติพันธุ์อยู่ปะปนกัน) เปลี่ยนเป็นประวัติศาสตร์ไทย (ของคนกลุ่มเดียวที่เรียกชนชาติไทย เชื้อชาติไทย ด้วยการกีดกันคนกลุ่มอื่นออกจากความเป็นไทย)

วิชาโบราณคดีเมื่อเริ่มแรกมีแกนอยู่ที่ประวัติศาสตร์ชนชาติไทย ที่หมายถึงเชื้อชาติไทย เพราะรัฐบาลเน้นการเมืองชาตินิยม โดยเฉพาะลัทธิคลั่งเชื้อชาติไทย ดังนั้นการเรียนการสอนโบราณคดีมีหลังเปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามเป็นประเทศไทย จึงสนองการเมืองชาตินิยมของรัฐบาลด้วยประวัติศาสตร์เชื้อชาติไทย มีโครงสร้างดังนี้

(1.) ประวัติศาสตร์ของคนกลุ่มเดียว “ชนชาติไทย เชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์” มีถิ่นกำเนิดตอนใต้ของจีน

(2.) ถูกจีนรุกราน “อพยพยกโขยง ถอนรากถอนโคน” เป็นเส้นตรงจากทิศเหนือลงทิศใต้ เข้าดินแดนไทยปัจจุบัน

(3.) สุโขทัยราชธานีแห่งแรก, อยุธยาแห่งสอง, ธนบุรี, รัตนโกสินทร์ ตามลำดับ

(4.) หนังสือเรียนกระทรวงศึกษาธิการสมัยก่อน ระบุว่าอีสาน “ไม่ไทย” และไม่เกี่ยวข้องกับลุ่มน้ำเจ้าพระยา

ประวัติศาสตร์ไทยตั้งแต่เริ่มใช้ชื่อเป็นประเทศไทยเมื่อ 85 ปีที่แล้ว โครงสร้างหลักยังดำรงอยู่เป็นทางการจนทุกวันนี้ ว่าคนไทย (ชนชาติไทย เชื้อชาติไทย) มีถิ่นกำเนิดอยู่ทางใต้ของจีน แล้วอพยพเข้ามาในประเทศไทยปัจจุบัน ทั้งๆ หลักฐานวิทยาศาสตร์ยืนยันเป็นที่รู้ทั่วโลกว่าเชื้อชาติไม่มีอยู่จริง แต่โบราณคดีไทยยังอยากให้มีเชื้อชาติไทย “ไม่เหมือนใครในโลก” •

 

| สุจิตต์ วงษ์เทศ