ในภาพเขียนดัง ‘มาดามลิซา’ โพสท่าอยู่ที่ไหน?

ดร. ป๋วย อุ่นใจ

ว่ากันว่าถ้าใครได้ไปเยือนปารีส หนึ่งในสิ่งที่ต้องทำ ไม่ทำ ก็เหมือนไปไม่ถึงปารีส ก็คือไปดู “โมนาลิซา (Mona Lisa)” ผลงานภาพเขียนชิ้นมาสเตอร์พีซของจิตรกรนักประดิษฐ์นามกระเดื่อง “ลีโอนาร์โด ดาวินชี (Leonardo da Vinci)” ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์

เพราะรอยยิ้มอันเป็นปริศนาของเธอนั้นเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายคน ถึงขนาดก่อให้เกิดเป็นภาพยนตร์เรื่อง “Mona Lisa Smile” และทฤษฎีต่างๆ มากมายเกี่ยวกับที่มาของภาพวาดดัง

บางคนถึงขนาดเสนอว่าแท้จริงแล้ว สตรีผู้สูงศักดิ์ที่อยู่ในภาพอาจจะไม่ได้มีตัวตนจริง แต่เป็นภาพสะท้อนของตัวลีโอนาร์โดเองก็เป็นได้

ทว่าประวัติความเป็นมาของภาพ “โมนาลิซา” นั้นค่อนข้างชัด คำว่า “โมนา (Mona)” ในภาษาอิตาลีมาจากคำว่า มาดอนนา (Madonna)” และ “มอนนา (Monna)” ซึ่งแปลว่า มาดาม (Madam) หรือ คุณผู้หญิง (My lady) ในภาษาอังกฤษ

ชื่อค่อนข้างชัดเจน โมนาลิซาเป็นภาพพอร์เทรตของสตรีสูงศักดิ์ “ลิซา เดล โจกองโด (Lisa del Giocondo)” ซึ่ง “ฟรานเซสโก ดิ บาร์โทโลมิว เดลโจกองโด (Francesco di Bartolomew del Giocondo)” คหบดีพ่อค้าผ้าไหมผู้มั่งคั่งแห่งเมืองฟลอเรนซ์ (Florence) สามีของเธอเป็นคนคอมมิชชั่นให้ลีโอนาร์โดวาด

ซึ่งก็มีการศึกษาบ่งชี้ชัดว่ามีการร่างสเก๊ตช์ภาพเอาไว้ก่อนอย่างดีโดยใช้แท่งถ่าน ก่อนที่จะลอกลายลงไปบนแผ่นไม้เพื่อลงสีด้วยเทคนิคที่เรียกว่า สโปลเวโร (Spolvero) ซึ่งในสมัยนั้นถือว่าแปลกใหม่และไม่ค่อยมีจิตรกรคนไหนเขาทำกัน

และนั่นทำให้หลายคนตื่นเต้น เพราะตีความได้ว่าอาจจะมีภาพสเก๊ตช์เวอร์ชั่นกระดาษของมาดามลิซาที่ไหนสักแห่งที่เรายังหาไม่พบ

และถ้าพบคงเป็นอะไรที่ทำให้วงการศิลปะสั่นสะเทือน และถ้ามีหลุดออกมาให้ประมูล ราคาจะต้องพุ่งกระฉูดอย่างแน่นอน

แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ เราอาจจะค้นพบหลักฐานใหม่ที่จะช่วยปริศนาที่อยู่เบื้องหลังรอยยิ้มของภาพเขียนโมนาลิซาก็เป็นได้

 

บางคนบอกว่าภาพโมนาลิซามีเสน่ห์ ดูลึกลับ เป็นเพราะลีโอนาร์โดใช้เทคนิคการเพนต์ภาพเฉพาะที่ทำให้บรรยากาศในภาพดูเหมือนมีความฟุ้งๆ หมอกๆ ภาพเลยดูเหมือนอยู่ในความฝันที่เรียกว่า “ฟูมาโต (Sfumato)”

พอภาพมันฟุ้งๆ นัวๆ ภาพก็เลยสื่ออารมณ์ได้อย่างเต็มที่

แต่บางคนกลับคิดว่า แท้จริงแล้ว รอยยิ้มที่ดูซับซ้อนแฝงไปด้วยอารมณ์มากมายของโมนาลิซา อาจจะมาจากความไม่ร่วมมือของนางแบบก็เป็นได้ นักเขียน เกลนนอน โดอิล (Glennon Doyle) ตั้งสมมุติฐานไว้อย่างน่าสนใจใน “Untamed” หนังสือขายดีของเธอ

เธอเล่าว่าข้อมูลที่เธอมีระบุว่า “โมนาลิซาและสามีของเธอนั้นเสียลูกไป และในเวลาต่อมา หลังจากที่โมนาลิซาคลอดลูกคนใหม่ ฟรันเซสโกก็ตัดสินใจว่าจ้างให้ลีโอนาร์โดมาวาดภาพนี้ขึ้นมาเพื่อเฉลิมฉลอง”

ลีโอนาร์โดยอมตกลงรับงาน แต่ในขณะที่กำลังจะวาด มาดามลิซาคนงามกลับนั่งทำหน้าเฉยชา แม้ว่าลีโอนาร์โดจะขอให้เธอพยายามยิ้ม แต่ที่ได้มาคือ ยิ้มอ่อน แม้ลีโอนาร์โดจะกระตุ้นให้เธอยิ้มยังไง ภาพที่ได้ก็คือภาพยิ้มแกมเศร้าอยู่ดี

“โมนาลิซาปฏิเสธ (ไม่ยอมยิ้ม) เธอไม่อยากให้ความรู้สึกยินดีที่ได้ลูกคนใหม่มากลบความโศกเศร้าในใจที่สูญเสียลูก (คนก่อน) ไป” เกลนนอนบรรยาย

“ลุคของเธอจะเป็นภาพแนวๆ ผู้หญิงที่มีไฟฝัน แต่ก็ยังมีชิ้นส่วนแห่งความฝันที่สูญหายไปลึกๆ อยู่ข้างใน เธออยากให้ศิลปินบันทึกภาพอารมณ์ชีวิตของเธอที่แสดงออกมาบนใบหน้างดงามของเธอ เธออยากให้ทุกคนจดจำอารมณ์นี้ไว้ และยังไง เธอก็ไม่ยอมที่จะเสแสร้ง”

 

ความเศร้าและอารมณ์ที่สื่อออกมาอย่างซับซ้อนในภาพเขียนโมนาลิซา อาจจะเป็นแรงขับให้ใครหลายคนสร้างสรรค์งานกวนๆ ออกมา เช่น ภาพโมนาลิซามีหนวด L.H.O.O.Q งานศิลปะแนวดาดา (dadaism) ของมาร์แซล ดูช็องป์ (Marcel Duchamp) ที่ขึ้นชื่อในความกวน แค่ชื่อของภาพพออ่านออกเสียงออกมาจะฟังเป็นประโยคภาษาฝรั่งเศสที่ว่า “Elle a chaud au cul” ซึ่งแปลว่า “เธอมีบั้นท้ายสุดสะบึม”

ยังไม่นับภาพโมนาลิซาหน้าแมว หน้าบึ้ง ใส่หน้ากากกันฝุ่น ไปจนถึงคลิปโมนาลิซาร้องเพลงที่รังสรรค์ขึ้นมาด้วยดีพเฟก ที่มีอยู่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปมากมายมหาศาลในอินเตอร์เน็ต

แต่ที่สำคัญคือ ถ้าเจอภาพสเก๊ตช์ บางที เราอาจจะรู้ว่าลีโอนาร์โดนั้นพามาดามลิซาไปนั่งโพสท่าวาดภาพอยู่ที่ไหน

 

เคยมีคนเสนอว่าโลเกชั่นที่ลีโอนาร์โดวาดขึ้นมาในภาพนั้นน่าจะมาจากจินตนาการ อาจจะไม่มีสถานที่จริง แต่ แอน พิซโซรุสโซ (Ann Pizzorusso) นักภูมิศาสตร์ และนักประวัติศาสต์ศิลปะกลับมีความเห็นที่แตกต่าง

แอนแย้งว่าถ้าเป็นแฟนตัวจริงที่ติดตามงานของลีโอนาร์โด จะต้องรู้ว่าลีโอนาร์โดนั้นขึ้นชื่อลือชาเรื่องความเป๊ะปังของการเก็บรายละเอียดธรรมชาติเอาไปใส่ไว้ในภาพ

“จากสมุดบันทึกของเขา เรารู้ว่าเขาใช้เวลานานมากเพื่อเดินทางสำรวจพื้นที่ในแถบเลคโคและพื้นที่ทางเหนือ” นั่นหมายความว่าถ้าเราเดินตามรอยเท้าของลีโอนาร์โด โอกาสที่จะเจอที่ที่เขาวาดภาพเขียนดังก็อาจจะมี

และจากการติดตามศึกษา เส้นทางชีวิตและการทำงานของลีโอนาร์โดมาหลายปี แอนก็ค้นพบที่ที่มาดามลิซานั่งโพสท่าให้ลีโอนาร์โดสเก๊ตช์ภาพ และนั่นคือ “เลคโค (Lecco)” เมืองเล็กๆ ทางตอนเหนือของอิตาลี ในเขตลอมบาร์ดี (Lombady) ที่เป็นแหลมยื่นเข้าไปในทะเลสาบโคโม (Lake Como) ที่มีประชากรอยู่อาศัยอยู่ไม่ถึงห้าหมื่นคน

“ฉันตื่นเต้นมาก ราวกับตีโฮมรัน” แอนกล่าว เพราะวิวทะเลสาบและทิวเขาที่อยู่ด้านหลังโมนาลิซานั่น ชัดเจนเลยว่ามาจาก “ทะเลสาบโคโม”

 

ที่จริง แอนไม่ใช่คนแรกที่พยายามเสาะหาโลเกชั่นวาดภาพตามรอยลีโอนาร์โด ก่อนหน้านี้เคยมีนักวิจัยหลายคนพยายามตามลายแทงหาสถานที่ร่างภาพเขียนดังนี้มาก่อนแล้ว แต่ส่วนใหญ่จะคว้าน้ำเหลว

ที่ดูจะมีความหวังขึ้นมานิดนึงก็จะเน้นจากการดูดีไซน์ของสะพานตามที่เห็นในภาพวาดโมนาลิซาของลีโอนาร์โด ซึ่งก็มีพบสะพานแบบเดียวกันในหลายที่ โดยเฉพาะที่เมืองบ็อบบิโอ (Bobbio) ทางตอนเหนือของอิตาลี และเมืองอะเรซโซ (Arezzo) ในเขตทัสตคานีของอิตาลี มีสะพานที่แทบจะดูเหมือนในภาพของลีโอนาร์โดเลย

แต่สะพานหน้าตาแบบในภาพมีตั้งเยอะแยะ นี่คือแบบสะพานที่พบได้ทั่วไปในยุโรปและอิตาลีในช่วงนั้น

ดังนั้น “จะโฟกัสแค่สะพานนั้นยังไงก็ยังไม่พอ” แอนแย้ง ซึ่งก็จริงของเธอ สะพานคนสร้างได้ แต่ถ้ามองลักษณะทางธรณีวิทยา คนจะไปเปลี่ยนคงไม่ง่าย ถ้าไม่มีใครไประเบิดภูเขา

และที่สำคัญ ทั้งบ็อบบิโอ และอะเรซโซ ไม่มีทะเลสาบอยู่ใกล้ๆ แต่ในภาพโมนาลิซานั่น ชัดเลยว่ามีทะเลสาบขนาดใหญ่อยู่ข้างหลัง โอกาสที่โลเกชั่นจะมาจากสองเมืองนี้จึงตกไป

 

แอนมั่นใจว่าทะเลสาบนั้นคือ ทะเลสาบโคโม ด้วยความรู้ทางธรณีวิทยาที่เธอมี แอนตั้งข้อสังเกตต่อ “ลีโอนาร์โดเลือกใช้สีขาวกับเทาระบายทิวเขาและหินผาในภาพของเขาซึ่งก็ตรงกับสีของหินปูน (Limestone) บนภูเขาที่พบในเขตเลคโค ช่าง “ตรงกันอย่างเพอร์เฟ็กต์”

“นักภูมิศาสตร์ไม่ได้พินิจพิจารณาภาพวาด ส่วนนักประวัติศาสตร์ศิลปะก็ไม่ได้สนใจภูมิศาสตร์” แอนกล่าว “นักประวัติศาสตร์ศิลปะมักจะบอกว่าลีโอนาร์โดจะวาดภาพออกมาจากจินตนาการ แต่คุณเอาภาพนี้ไปเทียบให้นักภูมิศาสตร์คนไหนก็ได้ในโลกนี้ดู เขาก็จะบอกได้ทันที เหมือนที่ฉันบอก เกี่ยวกับ เลคโค แม้แต่คนที่ไม่ใช่นักภูมิศาสตร์ยังสามารถเห็นความเหมือนได้ไม่ยาก”

ด้วยความรู้ทางธรณีวิทยาของแอน ทำให้งานวิจัยของเธอโดดเด่น และเป็นที่ตื่นเต้นกันในวงการนักประวัติศาสตร์ศิลปะ

จะว่าไป นอกจากจะเป็นจิตรกรฝีมือเทพแล้ว ความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์ของลีโอนาร์โดก็เป็นที่เลื่องลือ บางที เหตุที่ทำให้แอนค้นหาสถานที่ร่างภาพสตรีในตำนานพบ อาจจะเป็นเพราะเธอคิดเหมือนลีโอนาร์โดก็เป็นได้…

 

เรื่องของแอนกับการตามรอยโมนาลิซา ทำให้ผมเริ่มย้อนกลับไปคิดถึงคำพังเพยไทยที่ว่า “รู้อะไร ให้กระจ่าง แต่อย่างเดียว แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล”

…ซึ่งก็คงจริง

แต่ในยุคปัจจุบัน ที่เทคโนโลยีก้าวไปไว แถมมีเอไอเข้ามาในชีวิตอีก ถ้ามีโอกาส รู้อะไรให้กระจ่างหลายอย่างได้ ก็อย่าละทิ้งโอกาส

เพราะอย่างน้อย ก็น่าจะดีกว่ารู้กระจ่างแค่อย่างเดียวมั้ย…