ไม่สนใจ ‘ฟอร์ม’ ให้น้ำหนัก ‘ฟังก์ชั่น’

ธงทอง จันทรางศุ

ขณะที่นั่งเขียนบทความคราวนี้ สังขารของผมกำลังเดินทางจากเมืองซาลสเบิร์กในประเทศออสเตรียกลับเข้าไปกรุงเวียนนา ก่อนที่จะเดินทางกลับบ้านเกิดเมืองนอนในวันรุ่งขึ้น

การเดินทางมาต่างประเทศของผมคราวนี้ไม่มีจุดมุ่งหมายอะไรเลยครับ เป็นการมาทำตัวเอ้อระเหยลอยชายโดยแท้ นึกอยากจะทำอะไรก็ทำ ไม่นึกอยากจะทำอะไรก็ไม่ทำ เรียกได้ว่าเป็นการตามใจตัวเองแบบสุดสุด

ทุกครั้งที่ผมมาที่เวียนนา ถ้าโอกาสอำนวยในเวลาเช้าวันเสาร์แล้วเป็นอดไม่ได้สักครั้งที่จะต้องไปเดินเล่นที่ตลาดนัดขายของเก่า

ตลาดนัดดังกล่าวมีชื่อเรียกกันทั่วไปว่า Naschmarkt ข้าวของที่มีวางขายนั้นมีตั้งแต่เสื้อผ้าอาภรณ์ แผ่นเสียงเก่า โปสการ์ดเก่า ฯลฯ

กล่าวโดยย่อคืออะไรเก่าก็เอามาขายได้หมด ราคาสินค้าที่วางขายนั้นก็ตั้งราคาไว้ไม่แพง แถมยังต่อรองได้อีกนิดหน่อยด้วย

เมื่อเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมาผมรีบตื่นนอนตั้งแต่หัวรุ่ง แล้วไปเดินที่ตลาดนัดตั้งแต่ 8 โมงเช้าจนถึง 10 โมง แถมยังมีน้องคนไทยที่พูดภาษาเยอรมันได้ไปเป็นล่ามในการเจรจาต่อรองด้วย

แล้วแบบนี้ผมจะรอดหรือครับ อย่างไรเสียก็ต้องได้อะไรติดไม้ติดมือมาแน่นอน

 

“อะไร” ที่ว่าคราวนี้เป็นแก้วน้ำเจียระไนจำนวนสี่ใบ แต่แรกคนขายบอกราคารวมกันทั้งหมด 16 ยูโร ลองต่อราคาเล่นๆ สัก 12 ยูโร ปรากฏว่าคนขายรีบพยักหน้าเลย จะถูกจะแพงอย่างไรก็ไม่แน่ใจ แต่ต้องหิ้วกลับมาเมืองไทยด้วยแล้วล่ะ ลงว่าเขาให้ราคาขนาดนี้แล้ว

พอซื้อของได้ถูกใจและราคาดีอย่างนี้แล้ว ผมไม่ได้รีรอเลยที่จะอวดให้เพื่อนฝูงได้พลอยรู้และอิจฉาไปด้วยพร้อมกัน แต่มีเพื่อนคนหนึ่งนอกจากให้ความเห็นมาในกลุ่ม LINE ว่าการที่ผมตัดสินใจซื้อมานั้นเป็นการถูกต้องแล้ว เธอยังตั้งประเด็นที่เป็นการให้ทั้งสติและปัญญากับผมไปพร้อมกันด้วย

เธอบอกว่าคนรุ่นเรานั้นเกิดมาด้วยคุณภาพชีวิตที่เป็นแบบมาตรฐานว่า ทุกอย่างต้องดี ต้องสวยงาม กินข้าวให้อร่อยก็ต้องใช้จานกระเบื้อง และจะอร่อยยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อได้ใช้ช้อนส้อมเงินเป็นอุปกรณ์ ตรงโต๊ะกินข้าวก็ต้องมีดอกไม้ประดับ แก้วน้ำดื่มถ้าเป็นแก้วเจียระไนก็จะทำให้ดื่มน้ำได้รสชาติที่จับจิตจับใจ

ถึงจะทำอย่างนั้นไม่ได้ทุกวันเป็นกิจวัตร แต่นานปีทีหนได้ทำสักครั้งหนึ่งก็มีความสุข

เพราะฉะนั้น มนุษย์แบบผมจึงต้องซื้อจานกระเบื้องไว้จำนวนมาก ใบนี้ยี่ห้อนอริตาเกะจากญี่ปุ่น ใบโน้นยี่ห้อโรเซนทาลจากเยอรมนี ซื้อมาแล้วก็ไม่กล้าหยิบออกมาใช้ทุกวัน เพราะกลัวคนล้างจานทำแตก ถ้าขยันอยากใช้ทุกวันก็ต้องล้างจานเอง ซึ่งก็ขี้เกียจอีก

เป็นอันว่าซื้อมาเก็บกองไว้เป็นภูเขา รวมทั้งแก้วน้ำเจียระไนสี่ใบที่เพิ่งซื้อมาเมื่อสองสามวันก่อนที่ว่านี้ด้วย

 

เพื่อนของผมคนนั้นยังใจร้ายที่จะอธิบายต่อไปว่า ยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว เด็กสมัยนี้ที่เป็นรุ่นลูกหรือรุ่นหลานของเรา เขาสนใจประโยชน์ใช้สอยของสิ่งของมากกว่ารูปร่างหน้าตาหรือรูปลักษณ์ภายนอก อีกทั้งเขายังไม่คิดจะสั่งสมไว้เป็นมรดกให้คนรุ่นต่อไปด้วย

ทุกอย่างใช้สอยในชั่วชีวิตของเขาแล้วก็จบกัน ชีวิตใครชีวิตมันไม่ต้องห่วงใครอีก

ผมมาตรึกตรองดูก็ได้เห็นความจริงตามที่เธอว่า หลานของผมไม่มีใครสนใจเครื่องแก้วเครื่องกระเบื้องของผมสักชิ้นเดียว และทำท่าสงสัยทุกครั้งด้วยว่าลุงหน่าซื้อแก้วเจียระไนมาทำไมกัน ใช้แก้วน้ำ IKEA ก็สวยงามพอแล้วและดื่มน้ำได้เอร็ดอร่อยเหมือนกัน

จานกระเบื้องไม่มียี่ห้อ ไม่ต้องขลิบขอบทองก็ใช้ประโยชน์ได้พอกัน มิหนำซ้ำถ้าใช้จานกระดาษก็ไม่ต้องล้างจานด้วย แสนสบายไปร้อยแปดประการ ราคาก็ถูกอีกต่างหาก

พิเคราะห์ดูก็เห็นความจริงที่น่าสนใจครับ หนุ่มสาวทุกวันนี้ ไม่ได้สนใจ “ฟอร์ม” มากมายอะไร แต่เขาให้น้ำหนักกับ “ฟังก์ชั่น” มากกว่า

 

นี่ผมดัดจริตพูดไทยคำฝรั่งคำมาหนึ่งบรรทัดรู้สึกเขินอายเต็มที่แล้ว

ขออนุญาตพูดใหม่เป็นสำนวนไทยว่า คนรุ่นปัจจุบันเวลาจะซื้อหาสิ่งใดมาใช้สอย เขาสนใจที่ประโยชน์ใช้สอย ว่าใช้งานได้จริงหรือไม่ ดูแลรักษายากเพียงใด มากกว่ารูปร่างหน้าตาว่าต้องสวยหรือประดับประดาให้วิลิศมาหรา แต่ใช้งานยากและดูแลยาก

ร้านขายสินค้าที่เป็นของสำเร็จรูป หน้าตาปานกลาง แต่ใช้งานได้จริงจึงขายดีเป็นพิเศษ

ไม่ต้องดูอื่นไกล ตัวผมเองนี่ถ้ายกเว้นเรื่องเครื่องแก้วเครื่องกระเบื้องเสียแล้ว เรื่องอื่นก็เป็นคนสมัยใหม่อยู่ไม่ใช่น้อยเหมือนกัน

ตัวอย่างเช่น เมื่อตอนพ่อแม่สร้างบ้านหลังที่ผมอยู่อาศัยในปัจจุบันเมื่อเกือบ 40 ปีก่อน ห้องสมุดหรือห้องหนังสือของผมต้องเรียกช่างมาออกแบบแล้วทำเป็นเครื่องเรือนติดตรึงอยู่กับที่ อย่างที่ฝรั่งเรียกว่า Build-in furniture ราคาก็ไม่ถูกเลย ใช้เวลาทำอยู่หลายเดือนกว่าจะมาติดตั้ง

อยู่ไปอยู่มาเมื่อผมมีหนังสือจำนวนเพิ่มมากขึ้น ผมต้องทำชั้นหนังสือเพิ่มเติม หมดยุคแล้วครับที่จะไปเรียกช่างคนเดิมมาใช้บริการ และไม่แน่ใจเหมือนกันว่าถ้าเรียกแล้วจะมาบริการไหวหรือไม่ อายุช่างมิปาเข้าไป 80 แล้วหรือ

แล้วผมทำอย่างไร ผมก็ไปร้านขายของสำเร็จรูปขนาดยักษ์อยู่ที่บางใหญ่สิครับ เลือกซื้อชั้นวางหนังสือสำเร็จรูปแล้วให้เขาส่งมาให้ที่บ้าน ขอแรงใครช่วยต่อให้ขึ้นเป็นรูปชั้นอย่างที่ต้องการ ราคาถูกกว่ากันมหาศาล รวดเร็วทันใจ และใช้งานได้ประโยชน์ไม่แพ้กัน

 

ประเด็นเดียวกันนี้ผมคุยกันกับน้องอีกคนหนึ่งซึ่งรับราชการเกี่ยวกับเรื่องการส่งเสริมการขายสินค้าไทยอยู่ที่เวียนนา เธอได้ช่วยยืนยันความเห็นของเพื่อนผมว่า ใครจะผลิตสินค้ามาขายตลาดปัจจุบัน ต้องคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยมาก่อนเป็นลำดับต้น ความสวยงามตามมาได้ ไม่ถึงขนาดต้องทำให้ขี้ริ้ว แต่ถ้าสวยงามอย่างเดียวแล้วใช้งานขลุกขลัก แบบนี้ขายยากครับ

อย่างน้อยถ้าจะส่งจานชามมาขายที่นี่ก็ต้องเป็นจานชามที่เข้าเครื่องล้างจานได้ ประเภทจานสวยแต่เปราะบาง แตกง่าย สอบตกตั้งแต่แรกเลยครับ

เสื้อผ้าเครื่องแต่งตัวก็เหมือนกัน ร้านเสื้อผ้าหรูระดับไฮเอนด์เขาก็มีลูกค้าประจำอยู่แล้วจำนวนหนึ่ง และเขาย่อมอยู่ได้แบบสบายๆ ไม่เดือดร้อน

แต่แน่นอนว่าลูกค้าเหล่านั้นไม่ใช่ประชากรส่วนใหญ่ของโลก คนที่มีกำลังซื้อปานกลางและสามารถเป็นลูกค้าอุดหนุนเสื้อผ้าของเขาได้เป็นจำนวนมาก ต่างเน้นประโยชน์ใช้สอยนำหน้า ราคาเหมาะสม คุณภาพวางใจได้ การออกแบบไม่ล้าสมัย จะสวยงามมากหรือน้อยก็ไม่ขัดข้อง

ผมยอมรับหน้าชื่นตาบานว่าผมเป็นประชากรกลุ่มนี้ล่ะครับ ใครมีอะไรจะมาขายประชากรที่เป็นคนกลุ่มใหญ่ของโลกต้องเข้าใจแนวโน้มเช่นนี้ให้ชัดเจน จึงจะขายได้และขายดีเสียด้วย

 

ไม่น่าแปลกใจถ้าเราจะคิดต่อไปอีกนิดว่า หลักคิดทำนองเดียวกันนี้ไม่ได้ใช้อยู่เพียงแค่เรื่องของจานชามช้อนส้อมหรือเสื้อผ้าอาภรณ์เท่านั้น แต่ใช้ไปในเรื่องของการตัดสินใจในเรื่องที่มีความสำคัญทั้งมากและน้อยด้วย

สมมุติว่าเรายกตัวอย่างเป็นเรื่องของนักการเมืองสักคนก็แล้วกัน นักการเมืองคนนี้เป็นคนฟอร์มจัด มองดูภายนอกแล้วอะไรก็ดีไปหมด แต่พอรู้จักกันจนถึงเนื้อแท้แล้วประชาชนกลับพบว่าใช้ประโยชน์ไม่ได้จริง พูดจาเหลาะแหละ ไม่จริงใจ นักการเมืองคนนี้ย่อมไปไม่รอดในที่สุด

ตรงกันข้ามกับนักการเมืองอีกคนหนึ่ง ฟอร์มธรรมดาเป็นมนุษย์เดินดินกินข้าวแกง แต่ทำงานจริงจังและเห็นประโยชน์ทันตา คนแบบนี้ผมว่ามีอนาคตไกลครับ

อย่าลืมว่าในตลาดสินค้าการเมืองยุคปัจจุบัน มีสินค้าหลายยี่ห้อ การเมืองไม่ใช่ขาดโดยผู้ขายรายเดียว ผู้ซื้อต่างหากที่เป็นผู้มีโอกาสเลือก

 

โลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางอย่างนี้ ผมเองบางเรื่องก็ปรับตัวได้แล้วแต่บางเรื่องก็ยังค้างคาอยู่ที่เดิม เช่น ผมพอใจกับการซื้อชั้นวางหนังสือสำเร็จรูป แต่ขณะเดียวกันยังซื้อแก้วน้ำเจียระไนจากเวียนนาแล้วขนกลับบ้านไปให้เดือดร้อนตัวเองในวันข้างหน้า

เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นชัดทีเดียวว่าในขณะที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลง มนุษย์แต่ละคนยอมรับความเปลี่ยนแปลงนั้นได้ไม่เท่ากัน

รับได้ครึ่งๆ กลางๆ แบบผมก็มี ต้องค่อยๆ ปรับตัวกันไป แบบที่รับไม่ได้เลยก็จะตกยุคไปในที่สุด

ถ้ามาเวียนนาคราวหน้า ผมขอซื้อแก้วเจียระไนสองใบพอนะครับ สัญญาว่าจะไม่ซื้อสี่ใบอีก

ว่าแต่โควต้าที่ขาดไปอีกสองใบซื้อยี่ห้ออะไรดี โปรดแนะนำด้วยนะครับ แหะ แหะ