กิน ดื่ม เดิน ฯลฯ ไม่มีอะไรที่ AI ช่วยไม่ได้

จิตต์สุภา ฉินFacebook.com/JitsupaChin

Cool Tech | จิตต์สุภา ฉิน

Instagram : @sueching

Facebook.com/JitsupaChin

 

กิน ดื่ม เดิน ฯลฯ

ไม่มีอะไรที่ AI ช่วยไม่ได้

 

ความเก่งกาจของเทคโนโลยี AI คือการช่วยทำในภารกิจที่มนุษย์ทำเองไม่ได้ หรือถ้าทำได้ก็จะต้องใช้เวลา ใช้แรงงาน ใช้ทรัพยากรเยอะเกินไปจนไม่คุ้มค่าที่จะทำ

ดังนั้น เมื่อ AI ได้รับการพัฒนาให้เก่งขึ้น เราจึงได้เห็นวิธีการใช้งาน AI ในรูปแบบสร้างสรรค์ที่เราอาจจะไม่เคยนึกถึงมาก่อน

สายการบิน Air New Zealand มีวิธีใช้งาน AI เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพในการทำธุรกิจและเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า ด้วยการใช้ AI มาช่วยทำให้ผู้โดยสารรับประทานอาหารที่เสิร์ฟบนเครื่องบินได้มากขึ้นโดยดูว่าอาหารเมนูไหนบ้างที่แย่จนไม่มีใครแตะต้อง!

Air New Zealand ใช้วิธีถ่ายภาพอาหารที่เสิร์ฟบนเครื่องบินในไฟลต์บินจากนครลอสแองเจลิสไปฮ่องกงในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมามากกว่า 30,000 ภาพ โดยเป็นภาพอาหารในถาดที่เก็บคืนจากผู้โดยสาร แล้วทดลองใช้ AI มาวิเคราะห์และประมวลผลดูว่าผู้โดยสารรับประทานอาหารเมนูไหนมากหรือน้อยที่สุด

ผลการวิเคราะห์ภาพถ่ายของ AI ทำให้สายการบินรู้ว่าเมนูที่ไม่ถูกปากผู้โดยสารชั้นบิสสิเนสสักเท่าไหร่จนมักจะเหลือทิ้งเอาไว้ในถาดก็คือบลูชีสกับฮัมมัสที่ทำจากบีตรูต

ส่วนผู้โดยสารที่นั่งชั้นประหยัดจะชอบกินสลัดผักใบเขียวมากกว่าสลัดที่เน้นธัญพืชเป็นส่วนประกอบ

เมื่อรู้แบบนี้สายการบินก็จะนำข้อมูลที่ได้ไปปรับปรุงเปลี่ยนเมนูอาหารใหม่เพื่อเพิ่มโอกาสให้ถูกปากผู้โดยสารมากขึ้นในไฟลต์ต่อๆ ไป

หากไม่มีเทคโนโลยี AI สายการบินก็อาจจะต้องใช้วิธีอื่นในการเก็บข้อมูล อย่างเช่น การให้พนักงานเป็นคนเก็บเองหรือการใช้แบบสอบถามมาช่วยซึ่งล้วนเป็นวิธีที่ใช้เวลาและใช้แรงงานมากกว่า รวมถึงความแม่นยำของข้อมูลที่ได้ก็อาจจะไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับการให้ AI วิเคราะห์

นอกจากการใช้ AI วิเคราะห์ภาพถ่ายอาหารเหลือบนถาดของผู้โดยสารแล้ว Air New Zealand ยังมีวิธีในการใช้ AI แบบอื่นๆ เพื่อเพิ่มความพึงพอใจของผู้โดยสารให้มากขึ้น อย่างเช่น การเพิ่มแท็บเล็ตไว้ประจำรถเข็นเสิร์ฟอาหารบนเครื่อง

ผู้บริหาร Air New Zealand บอกว่าหากลูกเรือมีแท็บเล็ตประจำรถเข็นเสิร์ฟอาหารก็จะทำให้ลูกเรือมีข้อมูลว่าผู้โดยสารแต่ละคนคือใคร เดินทางกับสายการบินมาแล้วกี่ไฟลต์ ไฟลต์ล่าสุดผู้โดยสารคนนั้นกินและดื่มอะไรไปบ้าง ทั้งหมดนี้ก็เพื่อช่วยให้ลูกเรือสามารถปรับปรุงการให้บริการให้เหมาะกับความชอบของผู้โดยสารแต่ละคนมากขึ้น

ก่อนหน้านี้ลูกเรือก็พอจะมีข้อมูลแบบนี้ในมือบ้างแล้วแต่มักจะอยู่ในรูปแบบของกระดาษที่ข้อมูลไม่ได้อัพเดตล่าสุด Air New Zealand จึงตัดสินใจเปลี่ยนระบบให้เป็นดิจิทัล และกำลังค่อยๆ ติดตั้งสำหรับไฟลต์บินต่างประเทศให้ครบเร็วๆ นี้

ผู้บริหารให้สัมภาษณ์กับ NZ Herald ว่าอุตสาหกรรมการบินตอนนี้แข่งขันกันดุเดือดและอยู่ในช่วงที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมาก ดังนั้น ในอีก 10-20 ปี เราน่าจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงหลายต่อหลายรูปแบบในแวดวงการบินมากยิ่งกว่าที่เราเคยเห็นมาในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาเลย

 

การใช้งาน AI ของ Air New Zealand เป็นตัวอย่างที่ดีที่ทำให้เราได้เห็นว่าเครื่องมืออย่าง AI ที่เต็มไปด้วยศักยภาพล้นเหลือนั้นจะใช้งานได้ดีที่สุดเมื่อใช้ควบคู่กับความคิดสร้างสรรค์และไอเดียใหม่ๆ การใช้งาน AI ไม่ได้มาพร้อมกับคู่มือหรือกรอบที่ขีดกำหนดไว้ตายตัวแต่ขึ้นอยู่กับปัญหาที่เราเจอคืออะไร และลองหาวิธีว่า AI จะช่วยแก้ปัญหานั้นได้อย่างไรบ้าง

นับตั้งแต่ Gen AI อย่าง ChatGPT ดังเปรี้ยงปร้างขึ้นมา เราก็ได้ยินเคสของการใช้งาน AI ในรูปแบบต่างๆ มากมายเต็มไปหมด บางเคสก็ฟังดูเข้าท่าอย่างเคสของ Air New Zealand บางเคสก็ฟังดูพิลึกแต่ก็แอบมีความน่าสนใจอยู่เหมือนกัน

HeHealth แพลตฟอร์มบริการดูแลสุขภาพของสิงคโปร์พัฒนาแอพพลิเคชั่นที่ใช้ AI ในการช่วยตรวจเช็กอวัยวะเพศชายว่ามีขนาดที่เหมาะสมหรือไม่ หรือมีแนวโน้มที่จะเป็นมะเร็งหรือเปล่า

คนที่สนใจอยากใช้บริการสามารถถ่ายรูปของลับของตัวเองแล้วส่งเข้าแพลตฟอร์มไปแบบนิรนามเพื่อให้ AI วิเคราะห์ให้

 

AI ยังถูกหยิบมาใช้คิดค้นสูตรต่างๆ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นหน้าที่ของมนุษย์ล้วนๆ อย่างเช่น บริษัทในสวีเดนที่ใช้ AI มาช่วยคิดค้นและพัฒนาวิสกี้ โดยใส่ข้อมูลสำคัญๆ อย่างเช่นสูตร ประเภทของถังไม้ที่ใช้ ข้อมูลการขาย และความชอบของลูกค้าเข้าไปแล้วให้โมเดล AI พัฒนาเป็นสูตรวิสกี้

โดยปกติแล้วการจะคิดน้ำหอมออกมาสักกลิ่นจะต้องทำโดยนักวิจัยที่จะนำสารเคมีประเภทต่างๆ มาผสมผสานเข้าด้วยกันจนออกมาเป็นกลิ่นที่หอมลงตัว แต่ในตอนนี้ AI ก็ถูกนำมาใช้คิดค้นกลิ่นแทนได้แล้ว ซึ่งก็อาจจะออกมาเป็นกลิ่นใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อนก็ได้

AI ยังถูกหยิบไปใช้เพื่อช่วยทำกิจกรรมที่แสนจะธรรมดาที่มนุษย์ทำเป็นประจำทุกวันด้วยคำสัญญาว่าจะช่วยให้เราทำมันได้ดียิ่งขึ้น อย่างการใช้ AI มาช่วยเราแปรงฟัน เก็บข้อมูลรูปแบบการแปรงฟันแล้วช่วยให้ฟีดแบ็กเราแบบตามเวลาจริง เช่น เรากดแปรงหนักไป เบาไป หรือสปีดในการแปรงเร็วเกินไป เพื่อให้เราปรับการแปรงฟันให้ดีขึ้นได้ทันที

กิจกรรมที่แสนธรรมดาอย่างการเดินก็ยังอุตส่าห์มีบริษัทที่ปิ๊งไอเดียว่าเราสามารถใช้ AI มาช่วยให้เราเดินได้เร็วขึ้นเหมือนวิ่ง โดยมาในรูปแบบของพื้นล้อที่เราสวมเข้าไปกับรองเท้าของเรา AI จะเก็บข้อมูลรูปแบบการเดินของแต่ละคนแล้วปรับให้สปีดเร็วขึ้นได้อย่างปลอดภัย

 

ดูจากเคสต่างๆ ทั้งหมดที่เล่ามาแล้วฉันจะไม่แปลกใจเลยถ้าเราจะได้เห็นเคสของการใช้ AI กับทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่สมองเราจะนึกออกได้ และน่าจะมีอะไรพิสดารๆ ออกมาให้เราได้เห็นกันอีกเรื่อยๆ

ท้ายที่สุดเคสเหล่านี้ก็จะถูกกลไกตลาดคัดกรองออกไปจนเหลือเฉพาะสิ่งที่สมเหตุสมผลจริงๆ และให้ประโยชน์คุ้มกับต้นทุนที่จ่ายไปเท่านั้น

ส่วนเคสแปลกๆ เคสไหนที่เหลือเล็ดลอดออกมาได้ ฉันก็จะหยิบมาเล่าให้ทุกคนได้อ่านแน่นอน

 

https://x.com/matichonweekly/status/1552197630306177024