ปรีดี กับเอสซีจี

วิรัตน์ แสงทองคำviratts.wordpress.com

เรื่องราวในประวัติศาสตร์บางเรื่อง บางเศษเสี้ยวมีความหมายลึกซึ้งกว่าที่คิด

บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ไทยยุคหัวเลี้ยวหัวต่อ ถูกกล่าวถึงอีกครั้งในวงกว้าง เมื่อมีงานเปิดบ้าน (18-19 พฤษภาคม 2567) ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส บ้านซึ่งเขาเคยอาศัยในวาระสุดท้ายของชีวิต

ปรีดี พนมยงค์ (11 พฤษภาคม 2443-2 พฤษภาคม 2526) ผู้ได้รับการยกย่องเป็นรัฐบุรุษอาวุโส เคยเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และนายกรัฐมนตรีไทย (คนที่ 7) มีบทบาทสำคัญในฐานะผู้นำคณะราษฎร รวมทั้งผู้ประศาสน์การ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้ก่อตั้งธนาคารแห่งประเทศไทย

เหตุการณ์ข้างต้นได้จุดประกายให้ย้อนระลึกถึงอีกบางเรื่องราว สะท้อนภาพสังคมไทยในภาพรวมเวลานั้นๆ สัมพันธ์กับอีกมิติ ว่าด้วยความเป็นไปสังคมธุรกิจไทย และธุรกิจสำคัญจากนั้นจนถึงวันนี้

เริ่มด้วยคำถามเร้าใจคาใจเมื่อกว่า10 ปีที่แล้ว อดีตผู้บริหารคนหนึ่ง เอสซีจี (บริษัทปูนซิเมนต์ไทย และเครือซิเมนต์ไทย) ตั้งคำถามด้วยความฉงน ถึงความสัมพันธ์เกี่ยวข้องในช่วงประวัติศาสตร์หัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ

ในฐานะผู้ถูกถามซึ่งมีโอกาสได้ศึกษาประวัติศาสตร์เอสซีจีอย่างเป็นเรื่องเป็นราวพอสมควร จึงพยายามจะปะติดปะต่อเหตุการณ์อ้างอิงข้อมูลทางการ แสวงหาคำตอบเท่าที่เป็นไปได้

 

เครือซิเมนต์ไทยหรือเอสซีจี ธุรกิจไทยใหญ่เพียงไม่กี่ราย มีตำนานผ่านเหตุการณ์สำคัญหลายช่วง ด้วยประสบการณ์อันอุดม ว่าด้วย “เอาตัวรอด” จากวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่หลายครั้งในสังคมไทย

ตั้งแต่โรงงานปูนซีเมนต์แห่งแรกของประเทศไทยก่อตั้งขึ้นมาในปี 2456 ความต้องการปูนซีมนต์ในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนถึงช่วงก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง (ปี 2471) โรงงานบางซื่อจึงได้เพิ่มกำลังการผลิตอีกเท่าตัว

จากนั้นโครงการโรงงานท่าหลวงจึงเกิดขึ้น เป็นจังหวะก้าวที่สำคัญ

“เมื่อการคมนาคมทางรถไฟและรถยนต์ได้เป็นปัจจัยให้เกิดตลาดสำหรับซีเมนต์ห่างจากพระนครเพิ่มมากขึ้น บริษัทได้ตกลงขยายกิจการเพิ่มเติม ด้วยการจัดสร้างโรงงานแห่งใหม่ที่ ต.ท่าหลวง อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา อันเป็นทำเลที่ได้เปรียบกว่าตำบาลบางซื่อ เพราะมีการลำเลียงทางน้ำได้ด้วย และก็อยู่ห่างจากบ่อดินขาวที่บ้านหมอเพียง 10 กิโลเมตรเท่านั้น” (อ้างจากหนังสือบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด : 2500) แสดงถึงความสำคัญและบทบาทกว้างขึ้นของโรงงานท่าหลวง

ขณะเดียวกันต้องเผชิญปัญหามากมายในช่วงก่อสร้าง ท่ามกลางหัวเลี้ยวหัวต่อของสถานการณ์ ด้วยผลกระทบต่อเนื่อง ทั้งสงครามโลกครั้งที่สอง และการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

 

การสร้างโรงงานท่าหลวง เริ่มลงมือต้นปี 2483 โดยสั่งซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ รวมทั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจากต่างประเทศ ทั้งจากยุโรปและอเมริกา แต่แล้วการก่อสร้างต้องหยุดชะงักลง เพราะเครื่องจักร อุปกรณ์ต่างๆ จากต่างประเทศไม่สามารถส่งเข้ามาได้ครบถ้วนในช่วงสงคราม อีกทั้งขาดแคลนวัสดุก่อสร้างสำคัญ เช่น เหล็กเส้นและปูนซีเมนต์ เหตุการณ์ยิ่งซ้ำเติมเมื่อโรงงานบางซื่อถูกโจมตีทางอากาศหลายครั้ง จนเมื่อปลายปี 2487 ไม่สามารถใช้งานได้ต่อไปได้ (เรื่องราวข้างต้นอ้างอิงและเรียบเรียงมาจาก “หนังสือกิจการของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ในระยะ 40 ปี เริ่มตั้งแต่ พ.ศ.2456 ถึงสิ้น พ.ศ.2496” –ที่ระลึกในโอกาสที่ผู้ถือหุ้นบริษัทไปประชุมใหญ่สามัญครั้งที่ 42 ณ โรงงานท่าหลวง วันที่ 20 มีนาคม 2497)

มีอีกไทม์ไลน์สำคัญในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนั้นด้วย อันเนื่องจากรัฐบาลคณะราษฎรดำเนินแผนการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ จึงเข้ามาบริหารทรัพย์สินราชสำนักด้วย ต่อมาได้จัดตั้ง สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (ปี 2480) มีโครงสร้างการบริหารในรูปคณะกรรมการ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการ (เวลานั้นคือ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม หรือปรีดี พนมยงค์) จากนั้นตัวแทนคณะราษฎร ในฐานะผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินฯ ได้เข้าเป็นประธานกรรมการบริษัทปูนซิเมนต์ไทย (ปี 2483) ด้วย

อย่างที่ทราบ ประวัติศาสตร์เอสซีจีช่วงครึ่งศตวรรษแรก เรียกว่า ยุคเดนมาร์ก (2456-2517) เวลานั้น Fiis Jespersen เป็นผู้จัดการ หลังจากเขาเข้ามาเมืองไทย (ปี 2469) ทำงานอยู่ได้ 9 ปี ในฐานะวิศวกรโยธารับผิดชอบด้านการก่อสร้าง ได้ก้าวขึ้นตำแหน่งผู้จัดการคนที่ 3 (2478-2502) ในวัยราว 33 ปี

ถือเป็นช่วงสถานการณ์ผันแปรมากที่สุดช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์

หนังสือปูนซิเมนต์ไทย 2456-2526 โดย Fiis Jespersen

บทความ “เบื้องหลังของท่าหลวง” ในหนังสือปูนซิเมนต์ไทย 2456-2526 โดย Fiis Jespersen (โปรดดู ภาพประกอบ) มีนัยยะสำคัญซ่อนอยู่ ว่าด้วยอุปสรรคสำคัญ โครงการโรงงานท่าหลวงอีกมิติ

“ผมตัดสินใจเข้าพบหลวงประดิษฐ์มนูธรรม ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อจะหาข้อเท็จจริงให้กระจ่างยิ่งขึ้น โดยขอให้ท่านช่วยยืนยันข่าวดังกล่าว และขณะเดียวกันก็เสนอว่า หากเรื่องนี้เป็นจริง บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด ก็จะยุติแผนการสร้างโรงงานท่าหลวง” Fiis Jespersen เล่าเรื่องถึงจุดไคลแมกซ์ จากข่าวลือที่ว่า รัฐบาลมีแผนให้มีเอกชนอีกรายสร้างโรงงานปูนซีเมนต์

ข้อความต่อจากนี้ ตั้งใจไม่ตัดทอน เพื่อให้สัมผัสอรรถรสและบริบทในช่วงนั้น

“หลวงประดิษฐ์ฯ ยืนยันว่าข่าวนั้นเป็นความจริง และยังได้ชี้แจงถึงเหตุผลในการให้ความสนับสนุนแก่ผู้ผลิตรายใหม่ด้วยว่า เนื่องจากผู้ผลิตรายใหม่คาดว่าจะสามารถผลิตและจำหน่ายปูนซีเมนต์ได้ในราคาถูกกว่าบริษัทปูนซิเมนต์ไทย และเพื่อเป็นการยืนยันหลักการดังกล่าว หลวงประดิษฐ์ฯ ได้นำต้นทุนการผลิตที่ได้มีการคำนวณไว้มาให้ดู แล้วมอบให้ผมโดยขอให้ช่วยพิจารณาออกความเห็นในเรื่องนี้ด้วย”

เรื่องราวเร้าใจยิ่งขึ้น

“ผมรีบกลับสำนักงานที่บางชื่อ หยิบเอาสมุดลงบัญชีบันทึกรายการต้นทุนซึ่งเตรียมไว้สำหรับใช้ในการประชุมคณะกรรมการของบริษัทมาตรวจดู ผมงงไปหมด ต้นทุนการผลิตของเราที่ระบุหน่วยเป็นสตางค์มียอดเท่ากับต้นทุนการผลิตของบริษัทที่จะจัดตั้งใหม่แบบรายการต่อรายการเลยทีเดียว จะต่างกันก็เฉพาะตัวเลขล่าสุดที่เกี่ยวกับค่าซ่อมบำรุง ค่าเสื่อมราคาและรายการอื่นๆ อีกเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งทำให้ต้นทุนของบริษัทใหม่ตามรายการที่หลวงประดิษฐ์ฯ มอบให้ต่ำกว่าของปูนซิเมนต์ไทยจริง”

วันรุ่งขึ้น Fiis Jespersen ได้ขอเข้าพบหลวงประดิษฐ์มนูธรรมอีกครั้ง “…แล้วเปิดเผยตัวเลขต้นทุนการผลิตทั้งสองรายการซึ่งเกือบจะเหมือนกันในทุกๆ ด้านให้ท่านทราบ ท่านจึงเข้าใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น”

และแล้วเหตุการณ์ได้จบลงด้วยดีอย่างเหลือเชื่อ

“(หลวงประดิษฐ์ฯ) สั่งให้เลขานุการร่างจดหมายเป็นภาษาอังกฤษตามคำที่ท่านบอก ใจความของจดหมายก็คือ ให้คำรับรองกับบริษัทปูนซิเมนต์ไทยว่า รัฐบาลล้มเลิกแผนการที่จะสนับสนุนการก่อตั้งโรงงานผลิตปูนซีเมนต์แห่งใหม่ที่อำเภอท่าเรือ ขณะเดียวกัน ก็อนุญาตให้ปูนซิเมนต์ไทยขยายโรงงานตามแผนการที่กำหนดเอาไว้ได้ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลนปูนซีเมนต์ หลวงประดิษฐ์ฯ ได้ขอให้ผมรอจนจดหมายพิมพ์เสร็จ ท่านเซ็นชื่อแล้วก็มอบจดหมายให้ผมด้วยใบหน้ายิ้มแย้มพร้อมกับอวยพรให้ปูนซิเมนต์ไทยโชคดี”

กรณีข้างต้น สำหรับเอสซีจีแล้ว อาจนับเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจครั้งใหญ่กว่าช่วงใดๆ ในประวัติศาสตร์ศตวรรษ

เป็นไปได้ว่า ดีลเกี่ยวเนื่องโรงงานท่าหลวงข้างต้น อาจมีมากกว่านั้น •

 

 

วิรัตน์ แสงทองคำ | www.viratts.com