ภาษีนำเข้าใหม่รถยนต์ไฟฟ้าหรือ BEV ของสหรัฐอเมริกาคืออะไร?

อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์

รายงานสื่อมวลชนของไทย การกีดกันการนำเข้าไม่ส่งผลกระทบ ในขณะที่ยุโรปปั่นป่วน หลายชาติต้องการร่วมวงการขึ้นภาษีของรัฐบาล โจ ไบเดน เรื่อง ขึ้นภาษีรถยนต์ไฟฟ้า BEV จีน

ในเวลาเดียวกัน ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า มูลค่าส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าหรือ BEV จากจีนไปประเทศหรือภูมิภาคต่างๆ ในปี 2566 มีมูลค่าดังนี้

สหภาพยุโรป 13.47 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

สหราชอาณาจักร 4.35 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

กลุ่มประเทศอาเซียน 3.15 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ภูมิภาคตะวันออกกลาง 2.72 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

โอเชียเนีย 2.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

สหรัฐอเมริกา 3.32 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

หากเทียบสัดส่วนมูลค่าการนำเข้ารถ BEV ของสหรัฐอเมริกาในปี 2566 มีการนำเข้าจากยุโรปมากที่สุดคือ 43% รองลงมาจากเกาหลีใต้ 24% ตามด้วยจากเม็กซิโก 20% ส่วนจากญี่ปุ่น 11% ส่วนการนำเข้ารถ BEV จากจีนไปสหรัฐอเมนิกา มีสัดส่วนเพียง 2% เท่านั้น

ข้อมูลเรื่องภาษีนำเข้ารถ BEV ของสหรัฐอเมริกาจากประเทศและภูมิภาคต่างๆ จากทั้งรายงานสื่อมวลชนไทยและศูนย์ข้อมูลธนาคารกสิกรไทยเป็นข้อมูลจริง ทันสมัยและน่าสนใจ ด้วยสามารถมองได้หลายแง่มุม

 

โจ ไบเดน นโยบายภาษีนำเข้า

ประธานธิบดีโจ ไบเดน ประกาศเมื่อ 14 พฤษภาคม 25671 อ้างว่า นโยบายภาษีนำเข้าใช้ปกป้องแรงงานอเมริกันและธุรกิจอเมริกันจากการปฏิบัติไม่ยุติธรรมทางการค้าของรัฐบาลจีน โดยเขาแจ้งรายละเอียดคือ

ขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีน 25% ถึง 100% และแบตเตอรี่ที่ไม่ใช่ EV รถไฟฟ้า ลิเธียมและส่วนประกอบขึ้นภาษีจาก 7.5% ถึง 25% ภาษีโซลาร์เซลเพิ่มภาษี 2 เท่าจาก 25% ถึง 50% และใช้ภาษีใหม่กับ natural graphite และ permanent magnet จาก 0% ถึง 25% และแร่ธาตุหายาก (Critical Minerals) บางชนิด เพิ่มภาษีจาก 0% ถึง 25%

มีการอธิบายว่า ทั้งหมดนี้เป็นความพยายามล่าสุดของรัฐบาลโจ ไบเดน ตอบสนองฉับพลันเพื่อแข่งขันกับจีน โดยเพิ่มความแข็งแกร่งทางด้านห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ด้านการผลิต และหนุนระบบพลังงานสะอาดต่างๆ ของสหรัฐอเมริกา

นโยบายรัฐบาลสหรัฐอเมริกานี้ได้เพิ่มแรงกดดันและความตึงเครียดต่อ 3 เป้าหมายดังกล่าวและต่อนโยบายด้านอื่นๆ ด้วย ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกาไม่สามารถเอาชนะจีนด้วยใช้มาตรการขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า BEV จากจีนเพียงอย่างเดียว2

 

กวาดเก็บภาษีนำเข้ามูลค่ามหาศาล

รัฐบาลไบเดนกำลังกวาดเก็บภาษีนำเข้าไล่ตามสมัยรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ มูลค่า 350 พันล้านดอลลาร์สหรัฐที่เคยได้สมัยนั้น อันมาจากยุคสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนในยุคโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เริ่มในปี 2018 เมื่อเขาจัดเก็บภาษีสินค้าจีนมูลค่า 50 พันล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว ในปีต่อมา ยังเพิ่มภาษีสินค้าจีนอีกหลายรายการ หลังจากจีนตั้งกำแพงภาษีตอบโต้สินค้าอเมริกัน

เมื่อสงครามการค้ารุนแรงขึ้น โดนัลด์ ทรัมป์ ก็เริ่มสงบศึกชั่วคราว ในปี 2020 โดนัลด์ ทรัมป์ ผลักดันการลงนามกับรัฐบาลจีนในข้อตกลงชื่อว่า Phase One Agreement คือยอมลดอัตราภาษีสินค้าบางตัว แต่ยังเก็บสินค้านี้เอาไว้ แล้วทางการจีนตกลงเพิ่มการซื้อสินค้าอเมริกันและผลิตภัณฑ์เกษตรอเมริกัน โดยตั้งเป้าการสั่งซื้อสินค้ามูลค่า 200 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ3

อย่างไรก็ตาม จีนล้มเหลวยึดมั่นข้อตกลง Phase One Agreement กับสหรัฐอเมริกา

 

มากกว่าภาษีรถยนต์ไฟฟ้า BEV

ดูไม่เป็นเหตุเป็นผลเลยที่รัฐบาลโจ ไบเดน ประกาศขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า BEV จากจีนเป็น 100% ทั้งๆ ที่สหรัฐอเมริกานำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีนเพียง 2% แล้วยังไม่ใช่เหตุผลของนโยบายการแข่งขันกับจีนเพียงเหตุเดียว

แน่นอนสหรัฐอเมริกาและจีนต่างแข่งขันกันในทุกมิติ ทุกสนามทั้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิเศรษฐกิจ สำหรับผม โจ ไบเดน และโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาที่เป็นผู้นำในการแข่งขันกับจีนด้วยกันทั้งคู่ อาจดูต่างกันที่บางวาทกรรมและภาษากายที่ประธานาธิบดีทั้งสองเน้นแตกต่างกันบ้าง แล้วการสรุปว่าเช่น โดนัลด์ ทรัมป์ ดูจะก้าวร้าว ดุดัน แข็งกร้าวต่อจีนมากกว่าประธานาธิบดี โจ ไบเดน ก็อาจไม่ใช่

ความจริงแล้ว ทั้งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีโจ ไบเดน ล้วนเป็นผู้นำสูงสุดของสหรัฐอเมริกาที่ระบบเศรษฐกิจของประเทศตกอยู่ภายใต้ความปั่นป่วนของระบบเศรษฐกิจโลกอันเกิดจากปัญหาห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Problem)

ปัญหาห่วงโซ่อุปทานก่อตัวด้วยหลายสาเหตุพร้อมๆ กันได้แก่ เกิดโรคระบาดโควิด-19 การชะลอตัวการค้าโลกและการฟื้นตัวช้ามากของการค้าโลก แล้วกระทบการค้าและการส่งออกสินค้าสหรัฐหลายสินค้า รวมทั้งเครื่องบิน รถยนต์

ภาษีนำเข้านับตั้งแต่รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กระทบวงกว้างต่อสินค้าจีนได้แก่ หมวกเบสบอล กระเป๋า รถจักรยาน โทรทัศน์ รองเท้า ภาษีนำเข้าทำให้สินค้าเหล่านี้ราคาแพงขึ้นและกระทบกับธุรกิจคนอเมริกันที่นำเข้าสินค้าเหล่านี้จากจีน เป็นสินค้าที่ผลิตไม่ได้ในสหรัฐอเมริกา4

ปัญหาห่วงโซ่อุปทานและปัญหาเงินเฟ้อได้ดำเนินมาและคงอยู่ต่อเนื่องนับตั้งแต่รัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ จนมาถึงรัฐบาลของโจ ไบเดน จนกระทั่งชุมชนธุรกิจชาวอเมริกันสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลโจ ไบเดน โดยมีข้อเสนอให้รัฐบาลของโจ ไบเดน ยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ

ตัวอย่างหนึ่งคือ แรงกดดันจาก American Apparel and Footwear Association – AAFA และอีก 4 สมาคมการค้าที่ส่งจดหมายไปยัง ผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกาหรือ U.S Trade Representative – USTR จดหมายนี้ชี้ว่า ห่วงโซ่อุปทานเกิดจากการบิดเบือนการค้าเนื่องจากภาษีที่ทำลายความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตชาวอเมริกัน และชะลอการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ5

ที่น่าสนใจ ปัญหาห่วงโซ่อุปทานกระทบในทุกทางของระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากการแพร่ระบาดเป็นวงกว้างของโรคระบาดโควิด-19 ปัญหาการเข้าถึงวัคซีนของบางประเทศ ทำให้มีการปิดโรงงานผลิตของผู้ผลิตอเมริกันในต่างประเทศ มีการปิดท่าเรือต่างๆ หลายแห่ง เช่น ท่าเรือหลายแห่งที่เมืองลอสแองเจลิส และที่เมืองลองบีช (Long Beach) รวมทั้งการขาดแคลนคนขับรถบรรทุกจำนวนมาก จนกระทั่งเกิดปัญหาอุดตันระบบการขนส่งสินค้าทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ต้นทุนการบรรทุกสินค้าทางเรือ มีค่าใช้จ่ายบริการสูงมากขึ้นมาก ตู้คอนเทนเนอร์ราคาแพงขึ้นมาก

นี่เป็นเหตุผลให้สภาพเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาประสบกับแผงวางสินค้าว่างเปล่า ไม่มีสินค้ามาวางตลาด ถึงจะมีสินค้าสู่ตลาดและร้านค้า แต่สินค้าราคาแพงขึ้นมาก

ดังนั้น การขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า BEV จากจีนเป็น 100% นับเป็นจุดเปลี่ยนโฉมหน้านโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลโจ ไบเดน เพื่อเรียกคะแนนนิยมทางการเมืองของเขาเพื่อชิงชัยการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาปลายปีนี้

เป็นผลทางจิตวิทยาต่อชุมชนเศรษฐกิจอเมริกันเพื่อสนับสนุนทางการเมืองต่อเขา ทั้งๆ ที่ความจริง ภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า BEV จีนมาจากฐานการนำเข้าเพียง 2 % เท่านั้น

รถยนต์ไฟฟ้า BEV จีน คือเครื่องมือทางการเมืองของนักการเมืองอเมริกันเท่านั้นเอง นักการเมืองที่ไหนในโลกช่างเหมือนกันหมด

 


1“Fact Sheet : President Biden takes Actions to Protect American Workers and Business from China’s Unfair Trade Practices, The White House, 14 may 2024.

2Paul J. Saunders, “Joe Biden’s New EV Tariffs Aren’t Enough to Save U.S. Manufacturers” National Interest, 18 May 2024.

3Katie Lobosco, “Why Biden is keeping Trump’s China tariffs in place” CNN 26 January 2022, : 1.

4Ibid., : 2.

5อ้างใน Katie Lobosco, “Pressure is growing on Biden to lift Trump’s Tariffs as supply chain problems worsen” CNN, October 3, 2021 : 2.

https://x.com/matichonweekly/status/1552197630306177024