นักวิชาการฝ่าย ‘บู๊’ จีนยุคใหม่ ‘โมเดลจีน’ เหนือกว่าตะวันตกหลายเท่า!

สุทธิชัย หยุ่น

ถ้าจะเข้าใจว่าจีนกำลังจะออกแบบและตบแต่ง “เรื่องเล่า” ของตัวเองด้วยสูตร “China Model” หรือ “โมเดลจีน” ในเวทีระหว่างประเทศ ต้องคุยกับศาสตราจารย์จาง เหวยเหวย คนนี้เลย

ถ้าอยากรู้ว่าระบบ “เสรีนิยมตะวันตก” แบบสหรัฐล้มเหลวไร้ประสิทธิภาพอย่างไร ก็ต้องฟังแกเหมือนกัน

แกเรียกมันว่า political narrative ที่จีนต้องรังสรรค์ขึ้นมาสู้กับ “โฆษณาชวนเชื่อ” ของตะวันตก

อาจารย์จางยืนยันว่า “โมเดลจีน” เหนือกว่า “โมเดลตะวันตก” ด้วยประการทั้งปวง

เพราะวันนี้จีนแซงหน้าอเมริกาในหลายๆ ด้านแล้ว

แต่ที่จีนยังต้องเอาชนะคือสงครามข่าวสาร…หรือการแพร่กระจายแนวคิด “สูตรแห่งความสำเร็จ”

นั่นย่อมหมายถึงวิธีการ “เล่าเรื่อง” ของตัวเองให้ประชาคมโลกฟัง

บ่อยขึ้น ถี่ขึ้นและน่าเชื่อมากขึ้น

และต้องให้คนเชื่อเรื่องจีนมากกว่าตะวันตก

มันคือสงครามการชิงการนำด้านการเล่าเรื่องนั่นแหละ

อาจารย์จางเป็นผู้อำนวยการ The China Institute ของมหาวิทยาลับ Fudan University ที่มีชื่อเสียง

สถาบันแห่งนี้เป็น “ถังความคิด” หรือ Think Tank ที่มุ่งเน้นการเผยแพร่ความคิดเกี่ยวกับจีนในเวทีสากล

ไม่ได้ทำงานวิจัยอย่างเดียว ยังลุยทำรายการทีวีและบุกทุกช่องทางบนอินเตอร์เน็ต

ถ้ากระทรวงต่างประเทศจีนมี “นักการทูตบู๊แบบหมาป่า” สถาบันแห่งนี้ก็คือ “นักวิชาการสื่อสารตะลุมบอน” กันเลยทีเดียว

อาจารย์จางเขียนหนังสือชื่อ “The China Wave – Rise of a Civilizational State” หมายถึง “คลื่นจีน – การเติบใหญ่ของรัฐศิวิไล”

เป็นการเติบใหญ่ของประเทศที่มีพื้นฐานด้านอารยธรรมเก่าแก่

ตอกย้ำว่าความสำเร็จของจีนในฐานะมหาอำนาจวันนี้มีที่มาที่ลุ่มลึกและยาวนาน

เหมือนจะบอกว่ามหาอำนาจหมายเลขหนึ่งอย่างสหรัฐนั้นไม่มีอารยธรรมที่ฝังรากลึกอย่างจีน

อีกทั้งจีนเป็นรัฐขนาดใหญ่ที่มีประชากรมากและผืนแผ่นดินกว้างใหญ่ไพศาล (Super Large Population กับ Super Large Territory และ Super Large Distance)

ไม่แต่เท่านั้น ยังมี Super Rich Culture หรือความรุ่มรวยด้านวัฒนธรรมยาวนานหลายพันปี

นี่คือข้อเปรียบเทียบที่จีนต้องการให้โลกได้รับรู้

สารที่ต้องการจะส่งออกไปสู้กับ “นิทานตะวันตก” คือการตอกย้ำว่าจีนใหญ่, จีนเก่าแก่, จีนมีอารยธรรมและจีนกำลังมีอิทธิพลต่อโลกอย่างยิ่ง

และเหนือกว่าสหรัฐด้วยประการทั้งปวง

 

ผมบอกว่าด้านหนึ่งมีคนชื่นชมและตื่นเต้นกับการก้าวกระโดดของจีนอย่างน่าทึ่ง

แต่ก็มีคนอีกไม่น้อยที่มีความระแวงจีน

เพราะกลัวว่า “พี่ใหญ่” จะใช้พลังอำนาจใหม่นี้สร้างความเป็นมหาอำนาจที่น่ากลัวและข่มเหงรังแกประเทศที่เล็กกว่าหรือเปล่า

อาจารย์จางหัวเราะอารมณ์ดี เหมือนเจอกับคำถามนี้มาตลอด

“วันนี้ ความจริงจีนได้ก้าวขึ้นมาแถวหน้าแล้ว หากคำนวณตาม Purchasing Power Parity (PPP) หรือ “ทฤษฎีความเสมอภาคในอำนาจซื้อ”

“เราก็เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกตั้งแต่ปี 2014 หรือสิบปีแล้ว”

ดูได้จากโครงการ BRI (Belt and Road Initiative) หรือที่คนไทยรู้จักในนาม “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ซึ่งมีการลงทุนไปแล้ว 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐใน 5,000 โครงการใน 150 ประเทศเป็นตัวอย่าง

“ใช่ บางประเทศและบางภูมิภาคก็ยังมีความระแวงสงสัยจีนโดยเฉพาะในสื่อตะวันตกซึ่งบางสำนักก็มีความเป็นปรปักษ์ต่อจีนมาก…แต่ที่สำคัญคือสิ่งที่เราทำนั้นก่อให้เกิดประโยชน์ให้กับคนส่วนใหญ่ของโลก…ประเด็นนี้สำคัญกว่า”

อาจารย์จางเน้นว่าด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์ จีนอาจจะพลาดโอกาสในการร่วมปฏิวัติอุตสาหกรรมของโลกในอดีต

แต่ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1980 เป็นต้นมา ทุก 10 ปีจีนได้สร้างการปฏิวัติทางด้านอุตสาหกรรมของตนเอง

“วันนี้เราอยู่แถวหน้าของยุคที่ 4 ของการปฏิวัติอุตสาหกรรรมของโลกแล้ว”

และยิ่งกว่านั้น วันนี้ จีนเป็นประเทศเดียวที่สามารถขายสินค้า ให้บริการและแบ่งปันประสบการณ์ของการปฏิวัติอุตสาหกรรมทั้ง 4 อย่างครบถ้วน

“นี่แหละที่ทำให้จีนแตกต่างไปจากประเทศอื่นๆ โดยสิ้นเชิง”

 

นั่นทำให้บางประเทศมีความประหวั่นพรั่นพรึง เพราะจีนแซงหน้าไปหลายขุมแล้ว

เช่น เรื่องรถยนต์ EV และพลังงานทดแทนและหลายๆ ด้านของ AI กับ 5G เป็นต้น

“นี่แหละคือเกมเปลี่ยนโลกของจีน” อาจารย์จางประกาศเสียงดังฟังชัด

และยืนยันว่าจากการสำรวจระดับโลก “ประเทศส่วนใหญ่ต้อนรับการเติบใหญ่ของจีน”

แน่นอนว่าจีนมองอาเซียนรวมทั้งไทยเป็นพันธมิตรเหนียวแน่น

วันนี้ เป็นเวลาติดต่อกัน 4 ปีแล้วที่อาเซียนเป็นตลาดการค้าใหญ่ที่สุด

ผมอยากรู้ว่าจีนจะแก้ปัญหากับบางประเทศในอาเซียนที่มีข้อพิพาทกับจีนในทะเลจีนใต้อย่างไร

เพราะตอนนี้มีการเผชิญหน้าดุเดือดระหว่างจีนกับฟิลิปปินส์ในน่านน้ำนั้น

“เรามีแนวทางเรื่องการแก้ปัญหากับเพื่อนบ้านเราที่แตกต่างไปจากสหรัฐ”

แกบอกว่า ตอนที่สหรัฐกลายเป็นประเทศมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งหลังสงครามโลก ก็เปิดสงครามกับสเปนและยึดฟิลิปปินส์และคิวบา

แต่เมื่อจีนกลายเป็นประเทศเศรษฐกิจ “เราเลือกที่จะใช้วิธีการแก้ปัญหาด้วยการเจรจา รวมถึงความขัดแย้งในทะเลจีนใต้”

จีนมองปัญหาด้วยสายตาที่ยาวไกล

อเมริกายึดแนวทางที่ว่า “ถ้าคุณไม่อยู่ข้างเรา คุณก็เป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับเรา ถ้าไม่เป็นเพื่อนก็เป็นศัตรู”

อาจารย์จางบอกว่า จีนมีวิธีคิดแตกต่างกันมาก

“เรามีปรัชญาความคิดที่ว่าคุณคือเพื่อนวันนี้ หรือเพื่อนวันหน้า”

ประสบการณ์อันยาวนานของจีนสอนว่าโลกนี้มีขึ้นแล้วก็มีลง เป็นวิวัฒนาการที่ไม่แปลกอะไร

ในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จีนมองยาว ไม่มองเฉพาะปัจจุบัน

ถ้างั้น จีนไม่กดดันบังคับให้ประเทศเล็กๆ ต้องเลือกข้างระหว่างจีนกับสหรัฐใช่ไหม?

อาจารย์จางยืนยัน

“เราไม่บังคับให้ประเทศไหนต้องเลือกข้าง ทุกประเทศควรดำเนินนโยบายที่เป็นประโยชน์กับตน…”

 

ผมย้ำว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้บอกกับประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐว่า “โลกใบนี้ใหญ่พอสำหรับเราสองประเทศ”

อาจารย์จางบอกว่าวิธีคิดของสองประเทศไปคนละทาง

สหรัฐบอกว่าทุกอย่างเป็น Zero-Sum Game แปลว่ามีคนได้ก็ต้องมีคนเสีย

แต่จีนเชื่อในสูตร Win-Win หรือทุกฝ่ายชนะด้วยกัน

“การที่สหรัฐยังคิดแบบสงครามเย็นเป็นเรื่องที่งี่เง่ามาก เพราะสงครามเย็นอยู่บนพื้นฐานของ Mutually-Assured Destruction (MAD) หรือการเผชิญหน้าด้วยอาวุธร้ายแรงทั้งสองฝ่ายจนถึงจุดที่ทำลายล้างกันและกัน แต่ปรัชญาจีนเชื่อใน Mutually-Assured Prosperity (MAP) หรือการมีความรุ่งเรืองร่วมกัน”

MAP ย่อมดีกว่า MAD เป็นไหนๆ

“ผมเชื่อว่าในท้ายที่สุดอเมริกาก็จะตระหนักถึงข้อนี้ แต่เราก็คงต้องช่วยอเมริกาเรียนรู้และเข้าใจเรื่องนี้…” อาจารย์จางพูดพลางหัวเราะขำๆ

คล้ายกับจะบอกว่าอเมริกายังไร้เดียงสา ไม่ประสีประสากับโลกใบนี้ แต่จีนผ่านมามากกว่าเยอะ อาบน้ำร้อนมาก่อน ตอนนี้ต้องช่วยสอนเยาวชนหัวร้อนหน่อย

“เราเรียกมันว่าปัญญาตะวันออก…”

เป็นการสำทับว่าปัญญาแบบนี้หาไม่ได้ในตะวันตก

ตบหน้ากันอีกฉาดใหญ่!

 

อาจารย์จางย้ำว่าสหรัฐมีปัญหาหนักเพราะเป็น Deep State ซึ่งทำให้ก่อปัญหาให้กับตนเองและชาวโลก

แต่จีนมี Deep Culture กับ Deep People

เพราะจีนมีประวัติศาตร์หลายพันปี มีประสบการณ์ในการคบหากับเพื่อนบ้านและอำนาจข้างนอก

“จีนสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้ทันสมัยอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ผมอยากรู้ว่าอเมริกาจะแก้ปัญหารถไฟใต้ดินนิวยอร์กให้ได้ใน 5 ปีหรือเปล่า”

ว่าแล้ว อาจารย์จางก็หัวเราะร่วน

นี่คือการรุกไล่สหรัฐผ่านนักวิชาการนักเคลื่อนไหวแห่ง “ถังความคิด” ที่กำลังมาเร็วและแรง

จีนกำลังจะพลิก “การเล่าเรื่อง” ของตัวเองให้ชาวโลกได้รับรู้อย่างร้อนแรงเร่งร้อนและเร้าใจทีเดียว!