‘ปรับตัว’ ในวิกฤต | ธงทอง จันทรางศุ

ธงทอง จันทรางศุ

ในช่วงเวลาวันหยุดสุดสัปดาห์ต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ผมเดินทางไปท่องเที่ยวที่ประเทศเพื่อนบ้านข้างตะวันตกของเรา

ประเทศที่ผมเรียกชื่อด้วยความคุ้นเคยมาแต่ไหนแต่ไรว่าประเทศพม่า

ถึงแม้ชื่อเป็นทางการจะเปลี่ยนไปเป็นเมียนมาแล้วก็ตาม แต่ผู้สูงวัยอย่างผมก็ไม่ยอมใครง่ายๆ ยังคงเรียกว่าพม่าต่อไปเสียอย่างนั้นแหละ

ใครจะทำไม

 

ฮึถึงแม้เป็นการเดินทางไปอยู่ในประเทศพม่าและได้พบเห็นเพียงแค่เมืองย่างกุ้งกับเมืองพะโคเพียงแค่สองเมือง จะมาด่วนสรุปว่าสองเมืองนี้เป็นภาพรวมของเมืองพม่าทั้งหมดเห็นจะไม่ได้

แต่ถึงกระนั้นก็มีภาพบางอย่างที่กระทบตากระทบใจพอจะนำมาเล่าสู่กันฟังได้บ้าง

สิ่งที่พบเห็นเด่นชัดคือ โรงแรมและธุรกิจขนาดใหญ่หลายแห่งยังคงปิดตัว และยังไม่มีท่าทีว่าจะเปิดทำการขึ้นในเร็ววัน พูดง่ายๆ ก็คือ เจ๊งแล้วนั้นแล

สืบความดูได้เหตุผลต้นปลายว่า ที่เป็นดังนี้เนื่องมาจากได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สำคัญสองระลอก

ระลอกแรก คือโควิดซึ่งโจมตีโลกติดต่อกันประมาณสามปี ตั้งแต่ต้นปี 2563 เป็นต้นมา พวกเราย่อมนึกออกว่า ปีแรกที่เกิดโรคนี้ ทุกอย่างสับสนอลหม่านและไม่มีคำตอบไปหมด เริ่มตั้งแต่จะรักษาพยาบาลกันอย่างไร วัคซีนก็ไม่มี โรงพยาบาลก็ไม่พอ หมอขาด การออกนอกบ้านเป็นสิ่งที่อันตราย การเดินทางท่องเที่ยวเป็นอันต้องยุติหมด มาแบบนี้แล้วโรงแรมจะรอดหรือครับ

ในบ้านเราโรงแรมไหนสายป่านยาวก็พอเอาชีวิตรอดมาได้ แต่ถ้าสายป่านสั้นก็ล้มคว่ำคะมำหงายไปตามๆ กัน

โดนพายุโควิดรอบนั้นพม่าก็ซวนเซไปมาก

ระลอกที่สอง คือผลกระทบจากการรัฐประหารในประเทศของเขาซึ่งยังยืดยาวมาจนถึงวันนี้ ทำให้ธุรกิจการค้าขายไม่อยู่ในฐานะปกติ ประเทศถูกแซงก์ชั่น ข่าวการสู้รบที่แม้จะอยู่ห่างไกลจากเมืองย่างกุ้งพอสมควรก็ไม่เอื้อเฟื้อให้คนอยากซื้ออยากขายอะไรมากนัก กลางคืนยังมีเคอร์ฟิวตั้งแต่ตีหนึ่งถึงตีสี่ นักท่องเที่ยวที่เคยมีมาก่อนโควิดก่อนรัฐประหารย่อมหายไปเป็นธรรมดา

เหลือแต่นักท่องเที่ยวหัวเห็ดแบบผมเท่านั้น ฮา!

เมื่อย้อนกลับมานั่งคิดดูในเวลานี้ สำหรับประเทศพม่าแล้ว ทั้งโควิดทั้งรัฐประหารส่งผลรุนแรงขนาดแผ่นดินไหวระดับเจ็ดริกเตอร์หรือเกินกว่านั้นด้วยซ้ำ

สำหรับบ้านเราในช่วงเวลาใกล้เคียงกันก็โดนเข้าไปสองดอกแบบเดียวกัน โควิดก็โดน รัฐประหารก็มี

เรื่องรัฐประหารและผลกระทบที่ติดตามมาและยังมีผลถึงปัจจุบันขออนุญาตละไว้ในฐานที่เข้าใจ เอาเป็นว่าต่างคนต่างเข้าใจก็แล้วกันนะครับ จะได้ไม่ต้องทะเลาะกัน

กลับมาพูดถึงเรื่องโควิดอย่างเดียวก็แล้วกัน

 

เมื่อไม่กี่วันมานี้มีข่าวสำคัญตามสื่อมวลชนทั้งหลายเกี่ยวกับวัคซีนยี่ห้อหนึ่งซึ่งเป็นที่นิยมฉีดกันในยุคแรกโควิดระบาด ผ่านมาสองสามปีเกิดมีการติดตามสถิติและศึกษาวิจัยพบว่า วัคซีนที่ว่านั้นมีผลข้างเคียงที่ไม่พึงปรารถนาเกิดขึ้น ถึงแม้จะเป็นเปอร์เซ็นต์น้อยมากแค่ไหน แต่เรื่องอย่างนี้ก็ไม่มีใครอยากถูกหวยนะครับ

สารภาพหน้าชื่นตาบานว่าในร่างกายของผมก็มีวัคซีนยี่ห้อที่ว่าหมุนเวียนอยู่กับเขาเหมือนกัน แต่ผ่านมานานโขแล้วก็ยังไม่มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น ตัวผมเองจึงนึกว่า ในเมื่อทำอะไรไม่ได้แล้วก็อย่าไปวิตกวิจารณ์ให้เกินไป วัยนี้แล้วขืนนอนไม่หลับกระสับกระส่ายขึ้นมา รุ่งขึ้นอาจเดินหกล้มก็เป็นได้ กลายเป็นต้องเข้าโรงหมอเพราะวิตกจริตนี่แหละไม่ใช่เพราะวัคซีน

หลายคนซื้อหวยใต้ดิน ซื้อหวยรัฐบาลมาทุกงวดตลอดชีวิตยังไม่เคยถูกหวยสักที คนแบบนี้น่าจะปลอดภัยจากวัคซีนยี่ห้อที่เป็นข่าวนะครับ

แต่ผลกระทบอีกเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นจากโควิด สำหรับผมแล้วกลายเป็นมุมดีหรือแง่บวกขึ้นมาอย่างมหัศจรรย์ นั่นคือเทคโนโลยีการประชุมออนไลน์ที่เดิมเป็นของไกลเกินความเข้าใจของผม บัดนี้กลายเป็นเพื่อนสนิทของผมไปเสียแล้ว

ถึงแม้ว่าตอนที่โควิดแรกระบาด ผมอยู่ในวัยที่เกษียณอายุราชการแล้วก็ตาม แต่ก็ยังเป็นกรรมการนู่นนี่กับเขาอยู่หลายคณะ ทำให้ยังต้องเข้าประชุมตามสถานที่ราชการต่างๆ อยู่เสมอ การประชุมสมัยนั้นไม่มีระบบออนไลน์ ถ้าเราไม่สามารถเอาตัวเป็นๆ ของเราไปปรากฏร่างขึ้นในห้องประชุมได้ก็เป็นอันว่าวันนั้นต้องขาดประชุม

จบจากการประชุมนี้แล้ว ถ้าหากว่ามีการประชุมนัดที่สองในเวลาใกล้เคียงกันอีกอยู่ในสถานที่อื่น ผมก็ต้องเดินทางจากที่ประชุมแรกไปยังที่ประชุมที่สอง ซึ่งอาจต้องใช้เวลาครึ่งชั่วโมงหรือหนึ่งชั่วโมงก็ว่ากันไป

และบางทีแค่คิดก็ท้อเสียแล้ว การจราจรติดขัดแบบนี้กว่าจะไปถึงห้องประชุมที่สองได้ เขาก็เริ่มประชุมกันไปครึ่งชั่วโมงแล้ว เวลาเดินเข้าไปในห้องประชุมรู้สึกเหมือนนักเรียนเข้าห้องสายอย่างไรก็ไม่รู้ เราอาจจะโดนครูสั่งให้คาบไม้บรรทัดยืนอยู่บนเก้าอี้ก็ได้ อย่ากระนั้นเลย กลับบ้านเลยดีกว่า

นอกจากข้อดีในเรื่องประหยัดเวลาของการเดินทางแล้ว ผมพบว่าสำหรับการประชุมในบางเรื่องที่ต้องค้นหาข้อมูลจากหนังสือเล่มนั้นเล่มนี้ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ที่บ้านของเรา การประชุมออนไลน์ทำให้ผมสามารถหยิบหนังสือ เพื่อนำมาใช้อ้างอิงได้สะดวกสบายมาก

กรรมการบางท่านที่เก่งกล้าสามารถในเรื่องของการค้นหาข้อมูลออนไลน์ ท่านก็สามารถเข้าไปในเว็บไซต์ต่างๆ แล้วนำภาพหรือข้อมูลจากเว็บไซต์เหล่านั้นมาแชร์บนหน้าจอให้กรรมการคนอื่นได้เห็นไปพร้อมๆ กัน เป็นการทันอกทันใจดีมาก

ขออนุญาตกระซิบว่าเวลานี้ผมและคณะกรรมการอีกจำนวนหนึ่งกำลังช่วยกันทำเชิงอรรถสำหรับจดหมายเหตุพระราชกิจรายวันของในหลวงรัชกาลที่หก เนื่องจากจดหมายเหตุที่ว่าเขียนไว้ตั้ง 100 กว่าปีมาแล้ว ถ้าจะพิมพ์ขึ้นเผยแพร่ใหม่ มาถึงทุกวันนี้ก็จำเป็นต้องทำฟุตโน้ตหรือเชิงอรรถ เพื่ออธิบายความให้คนรุ่นใหม่ได้อ่านแล้วเข้าใจถ่องแท้

ผมพบว่าการประชุมแบบออนไลน์สำหรับภารกิจนี้ได้ประโยชน์จริงๆ ครับ

ผมมีความสุขกับการประชุมออนไลน์ยิ่งนัก

 

คืนวันนี้เขียนบทความนี้เสร็จแล้ว ผมก็จะบินไปเวียนนาโดยอ้างว่าจะไปนอนเล่นสักหกเจ็ดวัน

แต่ระหว่างอยู่ที่นั่นผมก็สามารถประชุมออนไลน์ได้เหมือนกัน

เช่น ถ้าที่เมืองไทยมีประชุมตอนบ่าย 2 โมง ผมจะวางแผนตื่นมาแบบสดชื่นตอน 8 โมงเช้า ใช้เวลาประชุม 2 ชั่วโมง ทางเมืองไทยเลิกประชุมบ่าย 4 โมง ทางยุโรปของผมก็เพิ่ง 10 โมงเช้าเท่านั้นเอง มีเวลาท่องเที่ยวอีกถมเถไปตลอดทั้งวัน

ถ้าเป็นยุคก่อนโควิดอย่าได้คิดว่าจะได้ประชุมออนไลน์อย่างนี้เลย แค่คิดจะทำก็ดูบาปกรรมเต็มทีแล้ว เพราะไม่มีคนอื่นเขาทำ และระบบหรือเครื่องมือก็ไม่เอื้ออำนวยด้วย

ระบบที่ว่านี้ผมหมายถึงทั้งระบบเทคโนโลยี รวมถึงกติกาของบ้านเราเป็นต้นว่าการรายงานตัวว่ามาเข้าร่วมประชุม ตลอดไปจนถึงเรื่องเล็กน้อยอื่นๆ เช่น การเบิกเบี้ยประชุมด้วย

พอเกิดโควิดขึ้นและเราต้องประชุมออนไลน์เช่นว่านี้ กติกาทั้งหลายก็ต้องยกเครื่องเป็นการใหญ่ให้ทันเหตุการณ์ และเกิดผลสำเร็จอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้

เห็นไหมครับว่า ในบางแง่มุมสถานการณ์การระบาดครั้งใหญ่ของโควิดก็มีแง่ดีอยู่เหมือนกัน เพราะทำให้เราต้องยอมรับความจริงและปรับระบบรวมทั้งปรับวิธีคิดของเราเองให้สามารถอยู่ด้วยกันได้กับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

 

ความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับเหตุการณ์เป็นคุณสมบัติสำคัญยิ่งสำหรับคนที่จะเอาตัวรอดได้ปลอดภัย

การพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสก็เป็นวิธีคิดอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้คนเราเอาชนะปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ได้

ถ้าเรามองว่าปัญหามีไว้เพื่อแก้ไข ไม่ใช่มีไว้สำหรับเพื่อยอมจำนนแต่เพียงถ่ายเดียว

โลกนี้ก็ยังสวยงามพอที่จะอยู่ด้วยกันได้

เมืองไทยทุกวันนี้ก็เหมือนกันครับ ใครจะอมพระอุโบสถมาพูดว่าบ้านเราไม่มีปัญหาอะไรเหลืออยู่เลย ทุกอย่างดีงามไปหมดทั้งสิ้น จ้างให้ก็ไม่มีใครเชื่อ

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องงอมืองอเท้าและบ่นพึมพำพลางซึมเศร้ากับปัญหาสารพัด มีปัญหาก็ต้องช่วยแก้ไขกันไปครับ

ตัวอย่างเช่น ระบบการเลือกกันเองเพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาคราวนี้ ถ้าเรามองเห็นว่าเป็นท้าวแสนปมคือมีปัญหาสารพัดทั่วตัวไปหมด เราเห็นปัญหาแล้วก็อย่ามัวแต่ทุกข์โทมนัส หากแต่เราก็ต้องเข้าไปช่วยกันแก้ไข สมัครเข้าไปในระบบแบบนี้สักสองแสนสามแสนคน แล้วดูสิว่าจะได้ผลอะไรเกิดขึ้น

ตอนนี้โรคยุให้คนสมัคร ส.ว. กำลังขึ้นสมองผม ไปพบแพทย์มาแล้วคุณหมอบอกว่ารักษาไม่หายครับ

จะบรรเทาอาการได้ด้วยวิธีเดียว คือ ช่วยกันยื่นใบสมัคร ส.ว.ครับ

ได้โปรดสงเคราะห์ผมด้วยเถิดท่านผู้มีพระคุณทั้งหลาย นะ