สงครามแนวร่วมในภาคใต้! ปัญหาความรุนแรงหลัง JCPP

ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข

“ถ้าคุณไม่สามารถเอาชนะการต่อสู้ด้วยวิธีการหนึ่งแล้ว ก็เป็นเหตุผลในตัวเองที่จะต้องหาทางเอาชนะด้วยวิธีการอื่น”

คำอธิบายเรื่องสงครามอสมมาตรของ Donald M. Snow
National Security for a New Era (2004)

 

ในขณะที่สังคมไทยกำลังให้ความสนใจกับปัญหาสงครามกลางเมืองเมียนมา ที่ทวีความรุนแรงขึ้นมาอย่างต่อเนื่องนั้น เราต้องไม่ลืมว่ารัฐไทยยังมีปัญหาสงครามภายในไม่ต่างจากเมียนมา เป็นแต่เพียงสถานการณ์สงครามในเมียนมา ยกระดับเป็น “สงครามกลางเมือง” อย่างชัดเจน ส่วนของไทยในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังคงมีลักษณะเป็น “สงครามก่อความไม่สงบ” ที่ใช้ปฏิบัติการพื้นฐานของ “การก่อการร้าย” เป็นเครื่องมือหลักในการต่อสู้กับรัฐ

การผสมผสานระหว่างการก่อความไม่สงบและการก่อการร้ายให้เป็นหนึ่งเดียวกันนั้น กลายเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพอย่างมาก ซึ่งว่าที่จริงประวัติศาสตร์สงครามบ่งบอกอย่างชัดเจนถึงการผสมผสานเช่นนี้มาแล้ว เพราะ “ความเหนือกว่า-ความอ่อนแอกว่า” เชิงสัมพันธ์ของคู่สงครามนั้น ฝ่ายที่อ่อนแอกว่าจึงใช้การทำสงครามที่อยู่ “นอกกรอบคิด” เพื่อทดแทนต่อเงื่อนไขที่ด้อยกว่าของตน

โดยเฉพาะความอ่อนแอเช่นนี้เกิดขึ้นทั้งในมิติปริมาณและคุณภาพด้วย

สงครามที่คู่ต่อสู้มีความต่างกันอย่างมากในทุกบริบทนั้น ฝ่ายที่อ่อนแอกว่าไม่เพียงต้องใช้การ “ประสานสงคราม” ทั้งการก่อการร้ายและการก่อความไม่สงบให้เป็นหนึ่งเดียว หากยังต้องมีองค์ประกอบอีกส่วนของสงครามนี้ คือการผลักดันสงครามผ่าน “แนวร่วม” ที่ปรากฏใน 2 แบบใหญ่ คือ “ผู้สนับสนุน และผู้เห็นใจ”

ซึ่งทั้ง 2 ส่วนนี้จะมีบทบาทอย่างสำคัญในการผลักดันสงครามของฝ่ายที่อ่อนแอกว่า

อันอาจกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า สงครามในลักษณะนี้อาศัยพลัง 2 ส่วน คือ 1) กองกำลังติดอาวุธ และ 2) แนวร่วม (ผู้สนับสนุน+ผู้เห็นใจ) เป็นปัจจัยในการเอาชนะสงคราม

ซึ่งสภาวะเช่นนี้เห็นได้ชัดเจนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย

 

หลัง JCPP

สถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีแนวโน้มที่จะลดลงมาโดยตลอด แต่ถ้าเราสังเกตแล้วจะเห็นได้ว่า หลังจากที่มีการนำเอาเรื่องของ JCPP (Joint Comprehensive Plan toward Peace หรือแผนปฏิบัติการร่วมสร้างสันติสุขแบบองค์รวม) หรือข้อตกลงที่คณะผู้เจรจาฝ่ายไทยกับกลุ่มติดอาวุธคือ บีอาร์เอ็น ออกสู่สาธารณะ และเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในสังคม จนหลายฝ่ายมีเสียงเรียกร้องให้มีการ “ทบทวน” ข้อตกลงดังกล่าวแล้ว การก่อความรุนแรงเริ่มหวนกลับมาอีก และมีแนวโน้มที่จะรุนแรงมากขึ้น (ปัจจุบันแผนนี้ยังไม่ได้ลงนามให้ความเห็นชอบร่วมกัน)

ความรุนแรงเช่นนี้อาจทำให้เกิดการตีความได้ว่า การก่อเหตุในลักษณะต่างๆ ที่เกิดในช่วงเวลาปัจจุบันนี้คือ ปฏิกิริยาต่อการที่รัฐบาลไม่ตอบรับ JCPP กล่าวคือ ความรุนแรงเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดเสมอในการกดดันรัฐให้ต้องยอมรับต่อข้อเสนอที่เกิดขึ้น เพราะความรุนแรงที่เกิดในพื้นที่ไม่เพียงแต่ลดทอนความน่าเชื่อถือของฝ่ายรัฐในการควบคุมสถานการณ์เท่านั้น หากยังเป็นแรงกดดันถึงขีดความสามารถของรัฐในการคุ้มครองประชาชน

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ตัว JCPP เองยังมีปัญหาอย่างมากนั้น ฝ่ายเทคนิคที่นำโดยแม่ทัพน้อยที่ 4 กลับสร้างปัญหาให้มากขึ้น ด้วยการเพิ่มผู้สังเกตการณ์จากประเทศอาเซียนจำนวน 2 คน ซึ่งไม่มีความชัดเจนว่าอะไรคือเหตุผลของการเพิ่มผู้สังเกตการณ์จากภายนอก หรือทำไมผู้แทนฝ่ายทหารไทยยินยอมยกระดับปัญหา ด้วยการทำให้ปัญหามีความเกี่ยวพันกับปัจจัยภายนอกมากขึ้น อันทำให้เกิดข้อสังเกตว่าผู้นำทหารของกองทัพภาคที่ 4 กำลังสร้างเงื่อนไขให้สงครามก่อความไม่สงบมี “ความเป็นภายนอก” มากขึ้นหรือไม่

นอกจากนี้ จากข้อมูลที่ปรากฏในสื่อและทำให้สังคมได้รับทราบนั้น ดังได้กล่าวแล้วว่ามีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาอย่างมากในสาระของข้อตกลงที่เกิดขึ้น เพราะดูจะเป็นข้อตกลงที่สร้าง “ความได้เปรียบ” ให้กับฝ่ายที่เป็นผู้ก่อเหตุความรุนแรงเป็นสำคัญ

และในทำนองเดียวกัน ก็เป็นเงื่อนไขในการสร้าง “ความอ่อนแอ” ให้กับฝ่ายรัฐ จนทำให้เกิดมุมมองว่า แท้จริงแล้ว JCPP คือการออกแบบ “โรดแม็ป” เพื่อกำหนดเส้นทางให้รัฐต้องตกเป็นฝ่ายที่พ่ายแพ้แก่กลุ่มติดอาวุธมุสลิมในภาคใต้ไทย เพราะสงครามเช่นนี้ไม่อาจเอาชนะได้ด้วยเงื่อนไขทางทหาร แต่ต้องสร้างเงื่อนไขทางการเมืองเพื่อ “ปิดล้อม” รัฐ

เนื่องจากหากพิจารณาจากเงื่อนไขของสถานการณ์ในปัจจุบันแล้ว โอกาสที่กลุ่มติดอาวุธจะชนะสงครามในบ้านตัวเองกับฝ่ายรัฐนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน ไม่ใช่เพียงเพราะความอ่อนแอกว่าของกำลังอาวุธเท่านั้น หากแต่สถานการณ์แวดล้อมไม่ได้เอื้อให้เกิดการแยกตัวออกเป็นรัฐเอกราชใหม่แต่อย่างใด และอาจไม่มีโอกาสที่จะเกิด “ติมอร์ 2” ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้จริงแต่อย่างใด โดยเฉพาะกระบวนการก่อตั้ง “รัฐเอกราชใหม่” ในภูมิภาค

จึงไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดได้ง่ายๆ โดยปราศจากความสนับสนุนของรัฐมหาอำนาจ ดังเช่นที่เราเห็นจากประสบการณ์ในกรณีของติมอร์ตะวันออกมาแล้ว

ดังจะเห็นได้ว่าหลังจากความสำเร็จในการแยกตัวของ “รัฐติมอร์ตะวันออก” แล้ว การแยกตัวอีก 2 กรณีไม่ประสบความสำเร็จในลักษณะเช่นนั้น คืออาเจะห์ในอินโดนีเซีย และมินดาเนาในภาคใต้ฟิลิปปินส์ อันทำให้การเรียกร้องเอกราชของกลุ่มติดอาวุธชาวมุสลิมในภูมิภาคนี้เหลืออยู่เฉพาะในกรณีของไทยเท่านั้น คือในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีพื้นที่ทาง “ภูมิศาสตร์สังคม” อยู่ติดกับแนวชายแดนของมาเลเซีย

ปัจจัยเช่นนี้เป็นเงื่อนไขในตัวเองที่การแก้ปัญหาจำเป็นต้องอาศัยความสนับสนุนของมาเลเซียด้วย เพราะการตัด “ปัจจัยมาเลเซีย” ออกจากการเจรจาเรื่องภาคใต้ไทยนั้น เป็นสิ่งที่ปฏิเสธความจริง และอาจทำให้การเจรจาไม่มีทางได้รับคำตอบของความสำเร็จได้จริงแต่อย่างใด

สภาพเช่นนี้อาจเป็น “ภาคบังคับ” ให้ต้องเกิดการสื่อสารที่ใกล้ชิดระหว่างประเทศทั้ง 2 เพราะการสิ้นสุดของสงครามก่อความไม่สงบในภาคใต้ ต้องถือเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของ 2 ประเทศ

 

สงครามของแนวร่วม

ในการต่อสู้กับฝ่ายรัฐ สงครามก่อความไม่สงบของกลุ่มติดอาวุธเช่นนี้ แทบจะมีแบบแผนเดียวกันทั่วโลกคือ การใช้ความรุนแรงในรูปแบบของ “การก่อการร้าย” เป็นเครื่องมือหลักในการต่อสู้ เพราะเข้าใจดีในทางยุทธศาสตร์ว่า การใช้ความรุนแรงในแบบของ “สงครามในเงามืด” (war in the shadow) นั้น รัฐจะตกเป็นฝ่ายรับ และถ้ารัฐใช้ความรุนแรงในการตอบโต้กลับมากเท่าใด รัฐจะยิ่งตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบมากขึ้นเท่านั้น เพราะรัฐจะกลายเป็น “ผู้ใช้ความรุนแรง” ในการแก้ปัญหา

โดยเฉพาะผลจากภาพของความสูญเสียที่เกิดขึ้นจะทำให้รัฐกลายเป็น “จำเลยทางการเมือง” อย่างหนีไม่พ้น

ความลำบากสำหรับรัฐในการต่อสู้กับสงครามประเภทนี้ก็คือ การใช้ความรุนแรงของรัฐในการจัดการกับปัญหา จะยิ่งกลายเป็นการทำลายความชอบธรรมของฝ่ายรัฐเอง และจะทำให้รัฐกลายเป็น “จำเลย” บนหน้าสื่อจากการเปิดประเด็นขององค์กรแนวร่วม หรือกลุ่มเอกชนบางส่วนที่มี “ความเห็นใจ” กับฝ่ายต่อต้านรัฐ เพราะมีความเชื่อเป็นพื้นฐานทางความคิดว่า “รัฐคือตัวปัญหา” หรือในบางกรณีอาจจะไปสุดโต่งว่า “รัฐคือภัยคุกคาม” จึงทำให้พวกเขาต้องสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธ

ทัศนะเช่นนี้จึงเป็นเหตุผลในตัวเองว่า ผู้ใช้ความรุนแรงต่อต้านรัฐต้องเป็นฝ่ายถูก โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงความรุนแรงที่ถูกใช้ ไม่ว่าจะเป็นการสังหารที่มีความโหดร้ายอย่างไรก็ตาม หรือการวางระเบิดในลักษณะต่างๆ ที่สร้างความเสียหายกับชีวิตและทรัพย์สินของเหยื่อที่ตกเป็นเป้าหมาย…

กล่าวคือ ความตายและความสูญเสียที่เกิดขึ้น มีคำอธิบายเพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่การก่อเหตุเพียงประการเดียวคือ “รัฐเป็นผู้ผิด” การใช้ความรุนแรงจึงกลายเป็นสิ่งที่แนวร่วมและบรรดาผู้ที่มีความเห็นใจยอมรับได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจอย่างใดทั้งสิ้น

กล่าวคือ เกิดสภาวะของ “การสนับสนุนทางการเมือง” ต่อฝ่ายตรงข้ามรัฐอย่างไม่มีข้อกังขา

 

การสนับสนุนจากแนวร่วมไม่ว่าจะเป็นในส่วนของ “ผู้สนับสนุน-ผู้เห็นใจ” จึงเป็นพลังของการต่อสู้กับรัฐที่สำคัญ เพราะขบวนติดอาวุธไม่จำเป็นต้องทำสงครามด้วยตัวเอง กลับสามารถใช้แนวร่วมเป็น “แนวหน้า” อีกส่วนในการขับเคลื่อนสงคราม

สภาวะเช่นนี้คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นใน 3 จังหวัดภาคใต้ไทย และเกิดชัดมากขึ้นหลังการปรากฏเสียงคัดค้าน JCPP เช่นวันนี้

พวกเขาเรียนรู้จากสงครามถึงการลอบสังหาร ดังจะเห็นจากหลักฐานที่ได้จากการจับกุม ที่เป็นอุปกรณ์ของอาวุธแบบสไนเปอร์ เช่น ท่อเก็บเสียง กล้องวัดระยะทาง หรือการฝึกในการควบคุมโดรน เพื่อใช้บรรทุกระเบิดแสวงเครื่องในการโจมตีหน่วยทหารในพื้นที่ และล่าสุดคือการใช้รถจักรยานยนต์พ่วงข้างเป็น “รถระเบิด” เป็นต้น

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเช่นนี้จึงกลายเป็น “คำถามมุมกลับ” ว่า การเจรจาที่ดำเนินการโดยกลุ่มเอกชนจากภายนอก ที่ดำเนินการทั้งที่เยอรมนีและสวิตเซอร์แลนด์นั้น ทำไมไม่ช่วยลดทอนความรุนแรงลงบ้าง กลับกลายเป็นผลของการเจรจาช่วยโหมกระพือความรุนแรงให้มากขึ้น อันทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามอย่างมากทั้งกับกระบวนการเจรจา และตัวคณะผู้เจรจา โดยเฉพาะกับตัวบุคคลในส่วนของฝ่ายรัฐว่า พวกเขาทำหน้าที่เป็นตัวแทนของรัฐไทยหรือไม่เพียงใด

ในอีกด้านก็เป็นคำถามในอีกมุมว่า องค์กรเอกชนจากยุโรปที่เข้ามาช่วยเหลือนั้น ยอมรับได้กับการใช้ความรุนแรงของขบวนการติดอาวุธ โดยไม่มีข้อยับยั้งในจิตใจเลยหรือ เพราะรัฐในยุโรปปัจจุบันเองก็เผชิญกับปัญหาจากการก่อการร้าย

ซึ่งแน่นอนว่าในเรื่องนี้ ฝ่ายรัฐก็มีส่วนผิดพลาดในบางกรณี มิใช่ว่ารัฐจะเป็นฝ่ายถูกทั้งหมด การแสวงหาข้อยุติสงคราม จึงไม่ใช่การทำให้รัฐต้องแพ้ก่อน

 

อนาคต

วันนี้ รัฐไทยเดินหน้าเข้าสู่ปีที่ 21 ของปัญหาสงครามและการก่อการร้ายในภาคใต้ ถ้ายังไม่คิดตระเตรียม “ยุทธศาสตร์ภาคใต้” และปล่อยให้ผลของการเจรจาที่ถูกออกแบบมาจากยุโรปลากไปเรื่อยๆ จากบรรดาแนวร่วมแล้ว ความชอบธรรมและความเหนือกว่าที่รัฐมี อาจไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาดสงคราม เพราะสงครามนี้กำลังถูกขับเคลื่อนโดย “ผู้เห็นใจ-ผู้สนับสนุน” ที่ไม่คำนึงถึงการใช้ความรุนแรงของกลุ่มติดอาวุธ

และกลุ่มติดอาวุธก็อาศัยเงื่อนไขเช่นนี้กดดันรัฐด้วยการก่อเหตุรุนแรงเพื่อให้รับ JCPP ที่เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายตน

สุดท้ายนี้ ก็หวังว่าอย่างน้อย “ปืนสไนเปอร์และโดรนโจมตี” ที่จับได้ จะเป็นสัญญาณนาฬิกาปลุกให้รัฐไทยต้องตื่นตัวในการออกแบบยุทธศาสตร์เพื่อจัดการปัญหาความรุนแรงในภาคใต้อย่างจริงจัง

เพราะอาวุธดังกล่าวคือ สัญญาณของการเตรียม “ยกระดับสงคราม” ภาคใต้ของกลุ่มติดอาวุธอย่างชัดเจน และน่าสนใจว่าบรรดาแนวร่วมคิดอย่างไรกับการเตรียมยกระดับสงครามเช่นนี้!