ปรีดี แปลก อดุล : คุณธรรมน้ำมิตร (15)

พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

การจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพเรือ

ในการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 กองทัพเรือมีบทบาทเคียงบ่าเคียงไหล่ร่วมกับกองทัพบก

แม้จะมีข้อขัดแย้งกันในกรณีกองทัพเรือปฏิเสธคำสั่งการใช้อาวุธหนักประจำเรือรบยิงโจมตีฝ่ายกบฏบวรเดชเมื่อตุลาคม พ.ศ.2576 แต่ก็สามารถทำความเข้าใจกันได้ด้วยบารมีของพระยาพหลพลพยุหเสนาที่ทุกฝ่ายให้ความเชื่อถือ

ดังนั้น การปรับปรุงพัฒนาศักยภาพด้านการป้องกันประเทศของกองทัพเรือซึ่งมีหลวงพิบูลสงครามเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจึงเป็นไปในทิศทางเดียวกับกองทัพบก

กองทัพเรือในขณะที่คณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้นอยู่ในสภาพล้าหลังไม่แตกต่างจากกองทัพบก โดยมีเรือที่พอจะใช้ราชการได้คือเรือปืน 2 ลำ เรือพิฆาต 1 ลำ เรือยามฝั่ง 5 ลำเท่านั้น นอกจากนั้นเป็นเรือที่มีอายุประจำการยาวนานและล้าสมัยทั้งสิ้น

หลวงพิบูลสงครามในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้สนับสนุนการพัฒนากองทัพเรือเป็นอย่างมาก โดยเสนอให้ตั้งงบประมาณแก่กองทัพเรือเป็นเงิน 100 ล้านบาทเพื่อปรับปรุงกิจการในกองทัพเรือ

แต่กองทัพเรือซึ่งมีหลวงสินธุ์สงครามชัย ผู้นำฝ่ายทหารเรือในการเปลี่ยนแปลงการปกครองซึ่งดำรงตำแหน่งเสนาธิการทหารเรือขณะนั้น ขอรับการสนุบสนุนเพียง 30 ล้านบาท และได้นำไปจัดสร้างเรือรบประเภทต่างๆ เพื่อใช้ในราชการกองทัพเรือในคราวเดียวถึง 24 ลำ เป็นเรือผิวน้ำ 20 ลำ และเรือดำน้ำซึ่งมีใช้ในราชการเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ราชนาวีสยาม ดังนี้

1. เรือปืนหนัก ระวางขับน้ำ 2,300 ตัน จำนวน 2 ลำ สั่งต่อจากประเทศญี่ปุ่น ราคาลำละ 1.5 ล้านบาท คือ เรือหลวงธนบุรีและเรือหลวงศรีอยุธยา

2. เรือสลุป ระวางขับน้ำ 1,400 ตัน จำนวน 2 ลำ สั่งต่อจากประเทศญี่ปุ่น ราคาลำละ 1.4 ล้านบาท คือ เรือหลวงท่าจีนและเรือหลวงแม่กลอง

3. เรือตอร์ปิโดใหญ่ ระวางขับน้ำ 470 ตัน จำนวน 9 ลำ สั่งต่อจากประเทศอิตาลี ราคาลำละ 1.1 ล้านบาท คือ เรือหลวงตราด เรือหลวงชลบุรี เรือหลวงจันทบุรี เรือหลวงภูเก็ต เรือหลวงระยอง เรือหลวงชุมพร เรือหลวงสงขลา เรือหลวงสุราษฎร์ และเรือหลวงปัตตานี

4. เรือตอร์ปิโดเล็ก ระวางขับน้ำ 350 ตัน จำนวน 3 ลำ สั่งต่อจากประเทศญี่ปุ่น คือ เรือหลวงคลองใหญ่ เรือหลวงกันตัง และเรือหลวงตากใบ

5. เรือทุ่นระเบิด 2 ลำ คือ เรือหลวงบางระจันและเรือหลวงหนองสาหร่าย

6. เรือลำเลียง 2 ลำ คือ เรือหลวงสีชังและเรือหลวงพะงัน

7. เรือดำน้ำ 4 ลำ สั่งต่อจากประเทศญี่ปุ่น คือ เรือหลวงสินสมุทร เรือหลวงวิรุณ เรือหลวงพลายชุมพล เรือหลวงมัจฉานุ

 

นอกจากนี้ หลวงพิบูลสงครามยังได้อนุมัติให้กองทัพเรือสร้างเรือลาดตระเวน (Crusir) ซึ่งเป็นเรือรบขนาดใหญ่รัศมีทำการไกล ติดอาวุธหนักที่กองทัพเรือใฝ่ฝันจะมีไว้เป็นกำลังมานานแล้ว มีความมุ่งหมายจะใช้ทำการในทะเลลึกเพราะสามารถสู้คลื่นลมขนาดใหญ่ได้ดี

โดยได้ตกลงใจสั่งต่อเรือลาดตระเวน 2 ลำนี้จากประเทศอิตาลี ราคาลำละ 13.10 ล้านบาท มีขนาดระวางขับน้ำปกติ 3,940 ตัน เต็มที่ 4,800 ตัน ความเร็ว 30 น็อต

ส่วนปืนใหญ่ขนาด 150 และ 75 มิลลิเมตรนั้นสั่งซื้อจากบริษัทโบฟอร์ส ประเทศสวีเดน ได้ลงนามในสัญญาสร้างเรือทั้งสองลำนี้เมื่อ 22 กันยายน พ.ศ.2481 และได้ขอพระราชทานชื่อเรือทั้งสองลำนี้ตามพระนามอดีตพระมหาราชผู้ทรงกู้ชาติว่า เรือหลวงนเรศวร และเรือหลวงตากสิน

แต่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุโรปเสียก่อนเมื่อปลายปี พ.ศ.2482 ประเทศอิตาลีจึงนำเรือทั้ง 2 ลำนี้เข้าปฏิบัติการในสงคราม และเมื่อเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เรือทั้งสองลำนี้จึงไม่มีโอกาสเข้าประจำการในกองทัพเรือไทย

ในส่วนเครื่องบินรบนั้น จะมีการจัดซื้อเพิ่มเติมเป็นจำนวนมากหลังจากแยกกองทัพบกไปจัดตั้งเป็นกองทัพอากาศเมื่อ 12 เมษายน พ.ศ.2480 และหลวงพิบูลสงครามขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อ 16 ธันวาคม พ.ศ.2481

 

คะแนนนิยมท่วมท้น

หลวงพิบูลสงครามใช้ห้วงเวลาที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอย่างชาญฉลาดตามบริบทของสถานการณ์โลกในขณะนั้น

ซึ่งนอกจากจะยกระดับขีดความสามารถของกองทัพในการปกป้องประเทศทั้งในด้านการปรับโครงสร้างการจัดและการบังคับบัญชาแล้วยังมีการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์เพิ่มเติมแม้งบประมาณส่วนใหญ่จะมาจากงบประมาณแผ่นดินแล้ว กองทัพบกยังพยายามลดค่าใช้จ่ายของตนเองเพื่อนำเงินงบประมาณที่ลดลงได้เหล่านี้มาช่วยเหลือเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐทำให้ลดเสียงต่อต้าน และยังมีการเชิญชวนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริจาคเพื่อจัดซื้ออาวุธที่จำเป็นอีกด้วย ทำให้ประชาชนมีความรู้สึกร่วมเป็นเจ้าของ อาวุธยุทโธปกรณ์ที่ประชาชนร่วมบริจาคก็มีการนำมาสาธิตซึ่งเป็นการตอกย้ำความเป็นเจ้าของทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับกองทัพอีกด้วย

โดยเฉพาะการจัดตั้งกรมยุวชนทหารซึ่งสามารถสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างประชาชนกับทหารอีกด้วย

 

ชาตินิยม-ทหารนิยม

หลวงพิบูลสงครามให้ความสำคัญกับการยอมรับจากประชาชนโดยใช้งานประชาสัมพันธ์ซึ่งเป็น “ของใหม่” ในยุคนั้น โดยมีหลักฐานยืนยันได้จากการกล่าวปราศรัยทางวิทยุด้วยตนเองเผยแพร่ไปทั่วประเทศ “รัฐศาสตร์โนบายกับการทหาร” ของหลวงพิบูลสงครามในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเมื่อวันที่ 30 เดือนธันวาคม พ.ศ.2479 ปรากฏข้อความสำคัญบางตอนดังนี้

หลวงพิบูลสงครามเริ่มปราศรัยด้วยการยกความสำคัญของความเข้มแข็งทางทหารคือพื้นฐานสำคัญในความรุ่งเรืองของชาติ

“การที่จะประกอบการใดๆ ของชาติให้เจริญรุ่งเรืองไปโดยปราศจากอุปสรรคสมความปรารถนาดีของชาวเราได้กล่าวตามหลักและตามที่นานาชาติทำกันนั้นย่อมต้องอาศัยทหารเป็นองค์การสนับสนุนตลอดเวลา ซึ่งหมายความว่า ราชการส่วนอื่นตลอดจนประชาชนในชาติต้องพยายามช่วยกันจรรโลงประเทศให้รุ่งเรืองโดยมีบุคคลในชาติเดียวกันเองควบคุมให้ขึ้นในวินัยอันดี มีอาวุธดีคือทหารเป็นแนวหน้ายอมเอาเลือดเอาเนื้อเอาชีวิตมอบให้เป็นชาติผลิตคอยปกปักรักษาชาติเมื่อจะมีคนชาติอื่นมารุกราน หรือจะคอยขัดขวางความเจริญรุ่งเรืองของชาติที่เราพึงประสงค์นั้น

ในปัจจุบันนี้ทหารย่อมเป็นความกว้างขวางมากและจะมอบให้บุคคลชาติเดียวกันเป็นทหารแต่เพียงส่วนหนึ่งแล้วก็หาพอแก่การป้องกันชาติไม่ ต้องใช้คนทั้งชาติร่วมกำลังใจ กำลังกาย กำลังความคิดและทุนจึงจะมีกำลังพอเป็นเครื่องมือให้เป็นที่เกรงกลัวแก่ชาติอื่น ด้วยเหตุนี้ทางราชการจึงได้พยายามชี้แจงเพื่อให้พวกเราชาวไทยทราบความต้องการนี้ และได้ขยายการอบรมการทหารไปถึงยุวชน ตลอดจนนำอาวุธไปแสดงให้ประชาชนรู้จัก”

 

หลวงพิบูลสงครามได้ยกตัวอย่างความสำเร็จของประเทศเยอรมนีเป็นลำดับแรกดังนี้

“เมื่อเสร็จมหาสงครามประมาณ 20 ปีมาแล้ว ชาติเยอรมนีหย่อนในทางการทหารเพราะแพ้สงครามมา ชาติเยอรมนีก็มีแต่เสื่อมลงตลอดเวลาจนถึงสมัยที่รัฐบาลของท่านฮิตเลอร์ตั้งต้นบำรุงกำลังทหารอย่างจริงจังและโดยรีบด่วน ในเวลา 2-3 ปี ประเทศเยอรมนีก็ประกาศอิสรภาพโดยไม่ยอมปฏิบัติตามสัญญาแวร์ซายส์ซึ่งเป็นสัญญาที่เยอรมนีถือว่าบังคับมิให้สร้างชาติและบ้านเกิดของเขาให้เจริญรุ่งเรืองในอนาคตให้สมปรารถนา

ในวาระนั้นประเทศต่างๆ ทั้งใหญ่ทั้งเล็กได้คัดค้านการกระทำของเยอรมนี แต่ทางฝ่ายเยอรมนีก็ไม่ฟังเสียง ในที่สุดไม่มีประเทศใดจะบังคับเยอรมนีได้ บางประเทศกลับสนับสนุนให้ก็มี ทั้งนี้ ไม่ใช่อื่นไกลเลย เป็นเพราะเยอรมนีมีกำลังทหารเป็นที่คร้ามเกรงแก่ชาติทั้งหลายนั่นเอง”

ยกตัวอย่างความสำเร็จของประเทศญี่ปุ่น

“ญี่ปุ่นสำนึกถึงความสำคัญในการบำรุงประเทศถูกทางเร็วจึงเร่ง จึงรีบเร่งบำรุงกำลังทหารและได้ทำการปราบชนะรัสเซียซึ่งในเวลานั้นเป็นมหาประเทศ จากนั้นมาญี่ปุ่นก็กลับได้รับการยกย่องเป็นมหาประเทศและการทหารก็ได้บำรุงกันมากขึ้น ถึงในเวลานี้งบประมาณการทหารถึงประมาณ 60% ของรายได้ ถ้ามีรายได้อย่างประเทศเราคือ 104 ล้านบาทก็ต้องชักมาบำรุงการทหารเสียประมาณ 62 ล้านบาท แต่ของเราได้เพียง 26 ล้านบาทเท่านั้นในเวลานี้ เพราะญี่ปุ่นใช้เงินในราชการทหารมาก การหัตถกรรม การพาณิชยกรรมและความเจริญของชาติอย่างอื่นก็ไหลมาเทมา เพราะไม่มีใครกล้าจะไปแกล้งขัดคอได้ เพราะทุกชาติเกรงกลัวญี่ปุ่น”

 

ยกตัวอย่างความสำเร็จของประเทศอิตาลี

“ประเทศอิตาลีอีกประเทศหนึ่งซึ่งเราทราบกันทั่วไปแล้วว่าได้ยึดเอาประเทศอบิสสิเนียเป็นแหล่งทำมาหากินเพิ่มขึ้นเพราะเป็นธรรมดาของมนุษย์ก็ต้องแสวงหาแผ่นดินเพื่อประกอบการอาชีพ อิตาลีไม่มีแผ่นดินพอจะให้คนเขาทำมาหากินเพราะพื้นแผ่นดินในโลกมีเจ้าของอันมีกำลังทหารรักษาอยู่หมดแล้ว ยังเหลือแต่อบิสสิเนียแห่งเดียวที่มีพื้นดินเหมาะแก่ชาวอิตาเลียนเพราะอยู่ใกล้และไม่มีกำลังทหารเป็นรั้วของประเทศเพียงพอ ซึ่งเป็นโอกาสที่คนอิตาเลียนจะยึดเป็นแหล่งทำมาหากินได้ก็ต้องพึงเอาดินแดนของประเทศนี้โดยส่งทหารล่วงหน้าเข้าไปปกครองก่อน ภายหลังคนอิตาเลียนทั้งมีทั้งจนก็หลั่งไหลเข้าไปหากินในความคุ้มครองของทหารด้วยความสุขสบาย”

การยกตัวอย่างความสำเร็จของกลุ่มประเทศที่มีลักษณะ “เผด็จการ” เช่นนี้สามารถสะท้อนความคิดทางการเมืองของหลวงพิบูลสงครามขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมซึ่งจะปรากฏชัดเจนเมื่อขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเต็มตัว