หลังฉาก ดราม่าโชว์กินข้าว 10 ปี มุมมองผู้ส่งออก ‘ธนสรรไรซ์’ ‘ภูมิธรรม’ ย้ำเพื่อประมูลปิด ‘จำนำข้าว’

ประเด็นร้อนจากกรณีที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะหลังลงพื้นที่ตรวจสอบข้าวสารในโกดังของรัฐบาลตามโครงการรับจำนำข้าว 10 ปี ที่คลังกิตติชัยหลัง 2 อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ ปัจจุบันมีข้าวประมาณ 112,711 กระสอบ และคลัง บจก.พูนผลเทรดดิ้ง หลัง 4 อ.เมืองสุรินทร์ จ.สุรินทร์ มีข้าวจำนวน 32,879 กระสอบ

พร้อมนำข้าวดังกล่าวมาล้าง 15 น้ำ หุงและรับประทานร่วมกับสื่อมวลชนและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อยืนยันว่าข้าวดังกล่าวปลอดภัยและสามารถรับประทานได้

ภาพการลงพื้นที่ชิมข้าวที่เก็บรักษามานานถึง 10 ปี ได้กลายเป็นประเด็นดราม่า ถึงเรื่องความปลอดภัยต่อสุขภาพของประชาชนหากรัฐบาลนำมาเปิดประมูลขายเพื่อนำไปทำข้าวสารสำหรับบริโภคในประเทศ อาจจะทำให้ผู้บริโภคเสี่ยงต่อการรับสารเคมีที่ใช้ในการรมยาข้าว รวมไปถึงเสี่ยงต่อเชื้อราอะฟลาท็อกซิน สารก่อมะเร็งชนิดต่างๆ

ซึ่งการลงพื้นที่ครั้งนี้มีผู้ส่งออกรายใหญ่ท็อป 5 ของประเทศ คือ เสี่ยแอร์ ‘ศุภชัย วรอภิญญาภรณ์’ ประธานกรรมการ บริษัท ธนสรรไรซ์ จำกัด บริษัทผู้ส่งออกที่ส่งออกกว่า 6.4 แสนตันในปี 2566 ร่วมไปชิมด้วย

หลังจากที่ได้รับหนังสือเชิญจากกระทรวงพาณิชย์ เพื่อเป็นตัวแทนในฐานะของภาคส่งออก

ศุภชัย วรอภิญญาภรณ์

ศุภชัยเล่าว่า ในทางกายภาพสภาพของข้าวล็อตนี้ยังมีสภาพที่ใช้ได้ ถือว่าคลังนี้เก็บรักษาได้ดี ถ้าหากเทียบกับครั้งก่อนๆ ที่เคยขายออกมา หากไม่นับรวมในเรื่องของการเมืองที่มีการโต้แย้งกันเป็นดราม่า ที่นักวิชาการออกมาให้ความเห็นในทิศทางที่ขัดแย้งกันเอง และถือเป็นการด้อยค่าและทำให้ข้าวของเราเสียหาย

ข้อถกเถียงในประเด็นว่า “ควรต้องมีการพิสูจน์ดีเอ็นเอ” ข้าวสารล็อตดังกล่าวว่ามีความปลอดภัยและเป็นข้าวที่รับจำนำมา 10 ปีจริง หรือเป็นข้าวใหม่ที่ถูกเวียนเทียนเข้าไปในภายหลังนั้น

“ศุภชัย” ให้ความเห็นว่า ก่อนหน้านี้รัฐได้มีการระบายข้าวออกมาหลายล้านตัน ซึ่งก็ไม่ได้ตรวจดีเอ็นเอ เพราะตามระบบการประมูลข้าวก็จะเปิดให้ผู้ซื้อเข้าไปดูสภาพข้าวและประมูลเสนอราคา “ซื้อตามสภาพ” นั่นหมายถึงผู้ซื้อยอมรับได้สภาพใดก็เสนอราคาตามสภาพนั้น เขาจึงเห็นว่าหากรัฐบาลประสงค์ที่จะตัดประเด็นความกังวลของคนไทยก็ควรจะเปิดประมูลเพื่อการส่งออกซึ่งก็จะสามารถทำให้ระบายข้าวล็อตนี้ออกไปได้

“ผมไม่กลัวเพราะว่าเราทำข้าวมาเป็น 20 ปีแล้ว เรารู้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่การที่นักวิชาการออกมาให้ความเห็นด้อยค่าคุณภาพข้าว ด้อยค่าของเราเองนี่จะเป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบกับประเทศมากกว่า ที่ผ่านมาเราส่งออกมาเป็น 10 ล้านตัน แล้วอันนี้เป็นข้าวแค่หมื่นกว่าตัน คงไม่ได้มามีปัญหาเพราะแค่นี้ แต่นักเลงคีย์บอร์ดที่มาให้ความเห็นต่างหากที่จะทำให้เกิดความเสียหาย”

ในส่วนของตลาดส่งออกมีความพร้อมรับซื้อข้าวอยู่แล้ว เพราะมีตลาดกลุ่มประเทศแอฟริกาที่นิยมบริโภคข้าวเก่า เคยซื้อไปเป็นหลักสิบล้านตันแล้วไม่เคยมีปัญหา

“จากประสบการณ์ของผมที่ผ่านมาก็เข้าร่วมการประมูลข้าวสารในสต๊อกของรัฐบาลจากโครงการรับจำนำไปหลายล้านตัน ซึ่งที่นำออกมาประมูลก็เก่าแล้วตอนนั้นก็เก็บมา 6-7 ปีแล้ว แต่ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร และคิดว่าสภาพข้าวที่ไปดูในคลังที่สุรินทร์สามารถเปิดประมูลเพื่อการส่งออกได้แน่นอน”

ส่วนแนวโน้มราคาที่ประเมินราคาประมูล 15-20 บาทต่อกิโลกรัม มีโอกาสเป็นไปได้ โดย “ความชัดเจนของราคา” ว่าจะเท่าไรนั้น ผู้ส่งออกที่ไปร่วมประมูลจะพิจารณาปัจจัยอื่นประกอบ เช่น สามารถส่งออกไปตลาดไหนได้บ้าง ปรับปรุงแล้วจะได้ข้าวสารเมล็ดสมบูรณ์มากน้อยเพียงใด แต่สำหรับส่วนตัว “ธนสรรไรซ์” มองว่าไม่ต่ำกว่า 15 บาท และยังย้ำว่าถ้ารัฐบาลไม่เปิดประมูลแล้วขายวันนี้ราคา 15 บาท จะซื้อเลยทันทีโดยไม่สนดราม่า เพียงแต่การใช้วิธีประมูลจะทำให้รัฐได้ราคาดีที่สุด เพื่อให้ประเทศชาติไม่เสียหาย

อีกมุมหนึ่งหลายคนมองว่า การดึงเอกชนไปร่วมชิม เป็นการออกไปช่วยซื้อข้าว เช่น ช่วยรัฐต่อรัฐ (G to G) แลกเปลี่ยนหรือไม่

“ไม่ได้มีข้อเสนอแลกเปลี่ยนอะไร และข้าวเก่าก็ไม่สามารถที่จะนำไปขายหรือส่งมอบเป็นข้าวระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาลหรือ G to G ได้อยู่แล้ว ผู้ส่งออกต่างคนก็ต่างไปหาตลาดกันเองเพราะว่าตลาดข้าวใหม่กับตลาดข้าวเก่าเป็นคนละตลาดกัน อย่างการที่รัฐบาลไปทำ G to G กับอินโดนีเซีย ทางอินโดนีเซียก็เป็นตลาดที่ไม่นิยมบริโภคข้าวเก่า ทางมาเลเซียหรือจีนก็ไม่กินข้าวเก่าเช่นกัน”

อีกด้านหนึ่ง “นายภูมิธรรม เวชยชัย” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ผู้นำขบวนต้องเจอกับกระแสดราม่า “ข้าวจำนำ 10 ปี” ได้ทำความเข้าใจถึงสาเหตุของการเข้าไปตรวจสอบข้าวในโครงการรับจำนำที่ จ.สุรินทร์ โดยระบุว่า ข้าวล็อตนี้เป็น 2 โกดังสุดท้ายของโครงการรับจำนำข้าวปี 2556/2557 ข้าวนี้อยู่ในโกดังมานานนับสิบปี เพื่อ 2 วัตถุประสงค์ คือ 1) ไม่ควรปล่อยให้เรื่องนี้ติดค้าง และ 2) เรื่องนี้มีมูลค่าและต้องเห็นใจเจ้าของโกดังที่เก็บข้าว เพราะการทิ้งไว้ 10 ปีโดยไม่ได้จัดการอะไรนั้น ทำให้เขาเสียโอกาสในทางธุรกิจ

ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการร้องเรียนจากเซอร์เวเยอร์ และผู้ค้าข้าวมาตลอดว่า เรื่องคดีที่ฟ้องร้องทำให้มีเงินประกันมาค้างอยู่ที่ อคส.จำนวนมาก ทั้งที่หากศาลตัดสินแล้วว่าไม่ผิด ควรต้องคืนเงินค้ำประกันให้เอกชน เพราะไม่มีประโยชน์อะไรที่ต้องนำเงินมาเก็บไว้กับรัฐแล้วปล่อยให้เขาเผชิญปัญหา

เมื่อมารับผิดชอบกระทรวงพาณิชย์ ก็ควรทำให้จบในภาระความรับผิดชอบ อย่าทิ้งค้างไว้ หลายคนบอกว่าทำไมทิ้งค้างไว้ ไม่จัดการเสียที และขอยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการเมือง

“คุณจะดราม่ากันไปทำไม ผมพาสื่อไปดู เขาอยากดูตรงไหน ให้เอามาดู (ฉ่ำ) ซึ่งเขาปีนขึ้นไปข้างบน ตอนแรกฉ่ำข้างนอก แต่วันที่ไปกับสื่อให้เขาฉ่ำไปถึงตรงกลาง 15 ชั้น เพราะเวลาที่เขาซุกข้าวก็น่าจะซุกลงไปตรงนั้น ดังนั้น ฉ่ำ 15 ชั้น และผมยังมีโดรนวิ่งไปถ่ายตรงกลางให้เขาเห็น ผมไม่ได้ไปทำอะไรกับโดรน และมีเกือบ 10 คนไปถ่ายด้วยมือตัวเอง เวลากินผมก็กิน ผมนี่เพิ่งเปลี่ยนไตมาต้องระวังมากกว่าพวกคุณอีก แต่ที่ถ่ายมาบอกว่าผมกินข้าวนิดเดียว กินกับเยอะ ผมอ้วนแล้วกินข้าวน้อยกินกับข้าวเยอะแต่ผมกินไป 2 จาน”

สิ่งสำคัญคือ การทำทุกอย่างให้ถูกต้องตามกระบวนการ ไม่มีความจำเป็นจะต้องบิดเบือนอะไร โดยสภาพที่เห็นคือพอกินได้ แต่ถ้าจะให้ไปตรวจสอบดีเอ็นอี ใช้เวลา 15-20 วัน ทำเรื่องเดียวเพื่อจะมาขายข้าว “ไม่ใช่ความเหมาะสม” หากเปิดประมูลตามกระบวนการมั่นใจว่าราคาประมูลจะได้ไม่ต่ำกว่า 15 บาทแน่นอน

เป้าหมายที่สำคัญคือ การเปิดประมูลออกไปเพื่อ “ปิดโครงการรับจำนำ” ซึ่งในการระบายข้าวนั้น เวลานี้ลำพังแค่ส่งออกไปตลาดแอฟริกา ซึ่งเป็นตลาดที่นิยมข้าวเก่าก็น่าจะระบายได้หมดลดปัญหาความกังวลของคนในประเทศ ส่วนผู้ที่ให้ความเห็นอย่าจินตนาการ คิดแทนเอกชนที่จะมาซื้อ เพราะเอกชนไม่มีใครจะยอม (โง่) มาซื้อข้าวเน่า

ซึ่งหลังจากนี้ต้องจับตามองว่าองค์การคลังสินค้า (อคส.) จะร่างหลักเกณฑ์เงื่อนไขการเปิดประมูลข้าวภายในเดือนพฤษภาคม 2567 อย่างไร และจะปิดบัญชีโครงการรับจำนำได้ตามเป้าหมายได้หรือไม่ในท้ายที่สุด