บทบาทของ ส.ว. ในยามบ้านเมืองวิกฤต

มุกดา สุวรรณชาติ

หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว | มุกดา สุวรรณชาติ

 

บทบาทของ ส.ว.

ในยามบ้านเมืองวิกฤต

 

ครบรอบ 14 ปีการล้อมปราบคนเสื้อแดง

กลางกรุง เมษา-พฤษภา ’53

การชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงในเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 เพราะไม่ยอมรับรัฐบาลที่มาจากตุลาการภิวัฒน์ จึงมาชุมนุมเรียกร้องให้นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ผลก็คือถูกปราบด้วยอาวุธสงครามตายไปร่วมร้อย บาดเจ็บนับพัน ติดคุกอีกจำนวนหนึ่ง

ที่จริงการปะทะกันจนมีคนเสียชีวิตเริ่มตั้งแต่ 10 เมษายน และต่อเนื่อง จนถึงช่วงท้ายที่มี ส.ว.กลุ่มหนึ่งเข้ามาเป็นตัวประสานและพยายามเจรจาจนคล้ายว่าจะสำเร็จ แต่สุดท้ายก็ยังมีการใช้กำลังเข้าสลายที่ชุมนุม จนไปจบที่มีการยิงคนเสียชีวิตถึงในวัด

ในโอกาสที่กำลังจะมีการเลือก ส.ว. ทีมวิเคราะห์จึงขอนำบทบาทของ ส.ว. ที่ไม่ได้กำหนดไว้ แต่พยายามทำ มาเผยแพร่อีกครั้ง …

 

นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ได้โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อหลายปีก่อน เล่าเหตุการณ์ก่อนการสลายการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ที่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2553 ที่ ส.ว.พยายามจะเป็นตัวกลางในการเจรจา ระหว่างรัฐบาลและผู้ชุมนุม

ฝ่าดงปืน Sniper ไปหาทางออกประเทศ

(รำลึกเหตุการณ์ 18 พฤษภาคม 2553)

ใครจะเชื่อครับว่า เหตุการณ์วันนี้เมื่อ 9 ปีที่แล้ว ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง จนนำไปสู่ความสูญเสียและการขยายความขัดแย้งระหว่างประชาชนจนเหมือนกับเส้นขนานที่ยากยิ่งในการบรรจบกันได้ในปัจจุบัน ซึ่งในช่วงนั้น ในฐานะที่มีตำแหน่งเป็นสมาชิกวุฒิสภาคนหนึ่ง ผมได้ใช้ความพยายามในการหาข้อยุติปัญหานั้น แต่ในท้ายที่สุด ด้วยการมีธงของรัฐบาลขณะนั้นที่ต้องการจะปราบปรามผู้ร่วมชุมนุม การหาข้อยุติด้วยสันติจึงไม่เกิดขึ้น และเรื่องราวที่เกิดขึ้น บังเอิญผมได้มีบันทึกไว้ในส่วนของ “บทบาทของสมาชิกวุฒิสภาในการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ในเหตุการณ์พฤษภา 2553”

ที่บอกฝ่าดงปืน เพราะก่อนหน้านั้น พล.ต.ขัตติยะ (เสธ.แดง) สวัสดิผล เพิ่งจะโดน Sniper ซุ่มยิงจนเสียชีวิต (13 พฤษภาคม 2553) และคณะเราที่เข้าไปเจรจากับกลุ่ม นปช. ได้รับการเตือนว่า ขากลับให้รีบแยกย้ายกันออก โดยห้ามเดินเท้า เพราะจะเป็นเป้านิ่งให้กับมือปืนเหล่านั้นได้

วันที่ 18 พฤษภาคม 2553 คณะรัฐมนตรี ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ประกาศให้วันที่ 19-21 พฤษภาคม เป็นวันหยุดราชการในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่ม นปช. ตอบรับข้อเสนอของวุฒิสภาที่จะเข้ามาเป็นคนกลางในการเจรจาและหาแนวทางการแก้ปัญหา (ซึ่งได้มีการประสานไปล่วงหน้าแล้ว 1 วัน)

(10.00 น.) ประธานวุฒิสภาและรองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง ได้หารือกับสมาชิกวุฒิสภากลุ่มที่ไม่นิยมความรุนแรงและมีข้อยุติที่จะส่งผู้แทนจำนวน 3 คน (ตอนหลังมีผู้อาสาไปสมทบรวมเป็น 5 คน) ไปพบกับแกนนำ นปช. ที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์ในเวลา 19.00 น.

เพื่อรับทราบเงื่อนไขและนำมาเสนอต่อรัฐบาล โดยในเบื้องต้น สมาชิกวุฒิสภาเห็นว่าทั้งสองฝ่ายควรยุติการปะทะกันก่อน

ขณะเดียวกัน (เวลาประมาณ 13.30 น.) ท่านประธานวุฒิสภาได้โทรศัพท์แจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้แจ้งไม่ขัดข้อง และให้ท่านประธานฯ ฝากประเด็นให้ผู้แทนที่จะไปเจรจาหาคำตอบรวม 3 ประเด็น คือ

1. ให้มีการเคลื่อนย้ายรถน้ำมันออกจากบริเวณถนนพระรามที่ 4 ได้หรือไม่

2. ขอให้รัฐบาลเข้าไปช่วยคนบาดเจ็บ เด็ก และที่ผู้ต้องการจะเดินทางกลับบ้านได้หรือไม่

3. การให้ทั้งสองฝ่ายหยุดหมายถึงอะไร ไม่มีการยิง ไม่มีการเผชิญหน้า หรืออย่างไร

ช่วงเวลาเดียวกัน นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงท่าทีรัฐบาลผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจว่า

รัฐบาลจะยอมเจรจาก็ต่อเมื่อมีการยุติการชุมนุมแล้วเท่านั้น

 

ผลการหารือ ออกมาดี…แต่…

(18.30 น.) ผู้แทนสมาชิกวุฒิสภาที่ได้รับมอบหมายจากประธานวุฒิสภา จำนวน 5 คน ประกอบด้วย พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง และนางนฤมล ศิริวัฒน์ ได้เดินทางไปยังสี่แยกราชประสงค์เพื่อเจรจากับแกนนำของกลุ่ม นปช. เพื่อนำคำถามของรัฐบาลที่ได้ฝากผ่านท่านประธานวุฒิสภาไปหาคำตอบ และรับทราบเงื่อนไขในการเจรจาและการหาทางออกจากวิกฤตของประเทศ เพื่อนำมาเสนอต่อรัฐบาลต่อไป

และแจ้งให้ทราบเกี่ยวกับความเห็นของวุฒิสภาที่เห็นว่าทั้งสองฝ่ายควรยุติการเผชิญหน้าและปะทะกันก่อน

การเจรจาระหว่างผู้แทนวุฒิสภาและแกนนำกลุ่ม นปช. มีผลการหารือในประเด็นต่างๆ ดังนี้

1. แกนนำกลุ่ม นปช.ไม่ขัดข้องในประเด็นที่รัฐบาลร้องขอในเรื่องของการเคลื่อนย้ายรถน้ำมัน เนื่องจากไม่ทราบว่าใครเป็นผู้นำออกไปขวางถนน และยินดีที่จะให้มีการเข้าไปช่วยคนเจ็บที่ในวัดปทุมวนาราม

2. แกนนำกลุ่ม นปช.เห็นด้วยและยินดีที่จะปฏิบัติตามในประเด็นของการลดการเผชิญหน้าและการปะทะกันของทุกฝ่าย โดยเสนอให้รัฐบาลถอนกำลังออกจากพื้นที่ชุมนุมในระหว่างการเจรจา (ซึ่งถ้าเป็นไปได้ ควรเริ่มดำเนินการก่อนเวลา 12.00 น. ของวันที่ 19 พฤษภาคม 2553)

3. แกนนำกลุ่ม นปช.ยินดีและพร้อมที่จะเข้าสู่การเจรจากับรัฐบาลที่จัดโดยวุฒิสภาโดยไม่มีเงื่อนไข

4. หากมีการเจรจาเกิดขึ้น แกนนำกลุ่ม นปช.จะส่งผู้แทนจำนวน 2-3 คน เป็นผู้แทนเข้าร่วมเจรจากับรัฐบาล และมั่นใจในเอกภาพของกลุ่มตนที่จะเชื่อมั่นในการตัดสินใจของผู้แทน

5. หากผลการเจรจาเป็นที่ยุติและพึงพอใจทุกฝ่าย แกนนำกลุ่ม นปช.ก็ยังมีความกังวลอยู่บ้างในเรื่องของการสลายตัวของผู้ชุมนุม ซึ่งจำเป็นจะต้องมีการทำความเข้าใจและเพื่อลดอารมณ์ของผู้ชุมนุมลงก่อนการเดินทางกลับบ้าน เพราะมิฉะนั้นอาจจะเกิดปัญหาการยอมรับผลการเจรจา

(19.40 น.) ได้มีแกนนำท่านหนึ่งเข้ามาแจ้งให้ผู้เข้าร่วมหารือทั้งหมดได้ทราบว่า “พรุ่งนี้ ในเวลาตีห้า ทหารจะมาสลายผู้ชุมนุมแล้ว” แต่ทุกคนก็ยังมีความหวังว่า หากผลการหารือในคืนนั้นมีข้อยุติที่ชัดเจนที่สามารถจะมีการเจรจากันได้ในวันรุ่งขึ้นโดยมีวุฒิสภาเป็นคนกลาง

( 20.15 น.) หลังจากมีข้อยุติที่แกนนำกลุ่ม นปช.พร้อมจะยุติการเผชิญหน้าและเข้าสู่กระบวนการเจรจาแล้ว ผู้แทนวุฒิสภาและแกนนำ นปช.ส่วนหนึ่งได้ร่วมกันแถลงข่าวถึงข้อยุตินี้ (โดยมีการถ่ายทอดเสียงออกไปยังผู้ชุมนุมด้วย)

(20.30 น.) พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ได้โทรศัพท์รายงานผลการหารือกับแกนนำ นปช. กับประธานวุฒิสภาเพื่อเร่งประสานกับนายกรัฐมนตรีให้รับทราบผลการเจรจาโดยเร็วต่อไป และประธานวุฒิสภาโด้โทรศัพท์ถึงนายกรัฐมนตรีในทันที เพื่อแจ้งผลการหารือของผู้แทนวุฒิสภากับแกนนำ นปช.ที่ยินดีกลับเข้าสู่การเจรจากับรัฐบาลอีกครั้งหนึ่งโดยมีวุฒิสภาเป็นคนกลาง

ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้รับทราบและขอบคุณท่านประธานวุฒิสภาที่ได้แสดงเจตนาดีในการแก้ปัญหาของบ้านเมือง

 

…ไม่อาจคาดหวังสันติ

กับพวกเผด็จการ…

คืนนั้น ผมจำได้ว่าพวกเราทุกคนกลับไปบ้านด้วยความหวังว่าสถานการณ์บ้านเมืองคงจะจบลงด้วยดีในวันรุ่งขึ้น นปช.หลายคนบอกผมว่า คืนนั้นได้กลับไปนอนที่บ้านอย่างมีความสุขในรอบหลายเดือน

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 มิได้เป็นไปตามที่พวกเราและหลายๆ คนคาดหวัง รัฐบาลได้ใช้อาวุธหนักพร้อมยุทโธปกรณ์ที่ใช้ในการรบอย่างเต็มรูปแบบ เคลื่อนพลเข้าปราบปรามประชาชนเยี่ยงข้าศึกอย่างที่ทุกท่านได้ทราบคำตอบแล้ว…

ในการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงตลอด 2 เดือน ได้มีการระดมกำลังทหารถึง 67,000 นาย ใช้กระสุนจริงไปกว่า 110,000 นัด และกระสุนสไนเปอร์อีกกว่า 2,000 นัด และผู้นำเหล่าทัพไม่เคยปฏิเสธ การมีผู้เสียชีวิต 99 คน และบาดเจ็บเป็นพัน จึงเป็นเรื่องที่ผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องไม่กล้าไปขึ้นศาล

เรื่องที่น่าอับอายของชายชาตรีที่สุดคือ หลังจากการชุมนุมยุติ ยังมีการไปยิงประชาชนมือเปล่า ตายไป 6 คนในเขต “อภัยทาน” ของวัดปทุมวนาราม ในช่วงบ่ายวันที่ 19 พฤษภาคม ซึ่งผู้เสียชีวิต 2 คนเป็นพยาบาลอาสา และ 1 คนเป็นอาสากู้ชีพ

อยากได้ ส.ว.คุณภาพ รับใช้ประชาชน ต้องชวนกันไปสมัคร