‘ตามหา’

ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ

สิ่งหนึ่งที่อยู่ในชีวิตการทำงานในป่าของผม คือ การ “ตามหา”

ตามหาสัตว์ป่าหายาก หลายชนิดอยู่ในสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ ใช้เวลายาวนาน หลายครั้งก็ไม่พบสิ่งที่ตามหา บางครั้งพบเพียงไกลๆ

บางครั้งโผล่มาให้เห็นเพียงเสี้ยววินาที

ถึงที่สุด นอกจากผมจะเริ่มเข้าใจว่า นั่นคล้ายเป็นบทเรียนที่ธรรมชาติต้องการทดสอบความอดทน ความมุ่งมั่น

รวมทั้งทำให้รู้ว่า บนเส้นทางของชีวิตย่อมพบกับอุปสรรค หรือขวากหนามเสมอ

มันยังทำให้ผมพบกับ ความเป็นจริง ที่ทุกคนรู้

ในระหว่างทาง นั่นแหละ เป็นความหมายของการตามหา

 

เวลาบ่ายของต้นฤดูฝน

ท่ามกลางความเงียบสงบของแนวเขาสลับซับซ้อน เสียงปีกของเครื่องบินปีกหมุนแหวกอากาศดังหวีดหวิว เครื่องค่อยๆ ลดตัวลงต่ำ ผืนป่าทึบเบื้องล่างขยายใหญ่โตรวดเร็ว

“ลงได้เลยครับ” ชายกลางคนสวมแว่นตาดำผู้ทำหน้าที่บังคับเฮลิคอปเตอร์บอก เมื่อเขานำยานลงแตะพื้นที่โล่ง ซึ่งมีสภาพไม่กว้างนัก

“โชคดีครับ” เขาพูดยิ้มๆ และนำเครื่องขึ้น หลังจากผมและสำเภา พิทักษ์ป่า ขนสัมภาระลงจากห้องโดยสารแล้ว

เครื่องบินยกตัวขึ้นสูง เสียงเครื่องยนต์ดังสนั่น ต้นไม้รอบๆ เอนลู่ นักบินยกมือขวาขึ้นแตะขอบหมวกเป็นเชิงร่ำลา

เครื่องลับหาย เสียงเครื่องยนต์เบาลง

“เป็นการขึ้นยอดเขานี้ที่เร็วที่สุดเลยครับ” ผมพูดกับเพื่อนร่วมทาง หลายปีก่อนเราใช้เวลาสี่วันเดินขึ้นมา

“ไปผูกเปลตรงโน้นดีกว่าครับ ทำเลน่าจะอับลมดี พรุ่งนี้ค่อยลงไปหาลำน้ำ” เขาพูดต่อ

“ถึงลำน้ำแล้ว นอนคืนหนึ่ง รุ่งเช้าเดินอีกวัน ก็ถึงโป่งใหญ่ เดือนที่แล้วชุดลาดตระเวนเจอรอยสมเสร็จใหม่ๆ”

สมเสร็จ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม คือ สัตว์ที่ผมตามหา

ในวันนั้น ชีวิตโบราณรูปร่างแปลกๆ เรียกร้องความสนใจได้ดี

ในวันที่พวกมันคล้ายอยู่ในสถานภาพอันลึกลับ

การพบเจอร่องรอยนับเป็นเรื่องน่ายินดี

 

ชายป่าริมลานโล่งเล็กๆ คือที่ที่เราตั้งแคมป์ สำเภาก่อไฟ ใช้น้ำในกระติกหุงข้าว ควันไฟลอยขึ้นเป็นสาย ทางทิศตะวันตกทิวเขาซับซ้อนเริ่มมีแสงสีส้มๆ ฉาบท้องฟ้า

เรากางเปลสองชั้น ขึงผ้ายางด้านบน

“เมฆดำมาแล้วฝนตกแน่ๆ” สำเภาคาดการณ์ถูกต้อง เรากินข้าวยังไม่เสร็จฝนเริ่มโปรยปราย สายฝนกระทบผ้ายางดังเปาะแปะ ห่วงดักน้ำ ไม่ให้น้ำไหลถึงเปล ทำงานได้ผล

ค่ำคืนผ่านไปด้วยดี ฝนพรำๆ ตลอดคืน และขาดเม็ดไปตอนรุ่งสาง

ผมลุกจากเปล มาพบกับสายหมอกหนา สำเภาต้มน้ำในหม้อสนาม

“กินข้าวแล้วลงเลยดีกว่าครับ ด่านไม่ค่อยได้ใช้ อาจรก” เขาให้ความเห็น

ด่านค่อนข้างรก มันเป็นเส้นทางที่จะนำเราสู่เบื้องล่าง

ความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า ซึ่งได้รับการประกาศให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์กว่าล้านไร่

 

เดินมาราว 40 นาที ด่านเล็กๆ ที่มีรอยกระทิง พาเราเข้ามาในป่าไผ่ กิ่งไผ่ลู่เป็นทาง รอยตีนกระทิงค่อนข้างใหญ่ กีบตีนของมันแข็งแรง ไต่ขึ้นทางชันได้

ผ่านดงไผ่ เราเดินผ่านต้นตะเคียนลำต้นใหญ่ขนาดสามสี่คนโอบ ต้นมะค่าขึ้นเบียดกันสูงชะลูด นกโพระดกส่งเสียง

ทางเดินสบายขึ้นพื้นเริ่มราบ รอยตีนกระทิงถูกย่ำทับด้วยรอยของช้างโขลงใหญ่

“ช้างนี่เป็นแทรกเตอร์ประจำป่าจริงๆ นะครับ ดูสิเราเดินตามรอยสบายเลย” ผมเห็นด้วยกับเขา นอกจากทำหน้าที่บุกเบิกเส้นทาง ใบไม้บนยอดไม้สูงถูกช้างดึงลงมาให้สัตว์ที่เดินตามมาได้กินด้วย ด่านลาดลงต่ำ สักพักเราได้ยินเสียงน้ำไหล ด่านนำเรามาถึงลำน้ำ

“ข้ามไปนอนฝั่งโน้นดีกว่าครับ ฝั่งนี้เดี๋ยวจะเกะกะพี่ช้าง”

พื้นน้ำเป็นหินก้อนเล็กๆ เราเดินข้ามน้ำที่ลึกท่วมเข่าได้สะดวก ฝูงผีเสื้อแตกพรู เมื่อผมเดินบนหาดทราย ที่มีรอยเก้งลงมากินน้ำ

“จากที่นี่ อีกสักสองชั่วโมงก็ถึงโป่ง เราตั้งแคมป์ที่นี่ดีกว่าจะได้ไม่เข้าไปใกล้โป่งมาก” สำเภาเสนอ ยอดไม้ไหวยวบยาบ ค่างหลายตัวกระโจนไปตามกิ่งไม้ พวกมันซุ่มเงียบดูท่าทีเราอยู่นาน

ค่าง เป็นหนึ่งในเป้าหมายของการล่า ชุดลาดตระเวนเคยจับผู้ต้องหาได้พร้อมกับของกลางเป็นเนื้อค่างกว่าร้อยกิโลกรัม

เสียงปืนในป่าดังขึ้นเสมอ และมันไม่เคยหยุด

ฝนตกตรงตามเวลา เราขึงผ้ายางเหนือกองไฟ ผ้ายางอีกผืนผมขึงเพื่อเก็บกล้องและสัมภาระ

ฝนตกหนักขึ้นท้องฟ้ามืดครึ้ม

ผมขึ้นเปลตั้งแต่ยังไม่หนึ่งทุ่ม เป็นอีกค่ำคืนที่คล้ายจะยาวนานทั้งๆ ที่เวลา ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด ก็เท่ากัน

สมเสร็จ : กับชีวิตที่คล้ายอยู่ในสถานภาพลึกลับ บางครั้งเมื่อพบกัน ก็คล้ายกับภาพอันรางเลือน

เสียงไม้หักโครมคราม น่าจะเกิดจากฝูงช้างที่เราพบร่องรอย ผมหวังว่าพรุ่งนี้เราจะพบกันที่โป่ง ฟ้าสว่างแล้ว แต่ฝนยังไม่หยุด กลับจะหนาเม็ดขึ้นด้วยซ้ำ

ใบไม้ชุ่มน้ำ ป่าเงียบ มีเพียงเสียงเปาะแปะ ไร้เสียงนก หรือชะนี พวกมันรู้ดีว่า วันเปียกชื้นเช่นนี้ การหลบอยู่ตามพุ่มไม้หนา ย่อมรื่นรมย์กว่า

ไม่ต่างจากเรา การหลบอยู่ใต้ผ้ายางก็เป็นสิ่งดีที่สุดในเวลานั้นเช่นกัน ฝนตกหนักสลับเบา ผมล้มเลิกความคิดที่จะไปสำรวจโป่ง

บรรยากาศเป็นเช่นนี้อยู่หลายวัน กระแสน้ำเริ่มไหลเชี่ยว ข้าวสารเหลือพอกินได้อีกหลายวัน แม้จะอยู่ในสภาพคล้ายติดเกาะ

กล้องไม่มีโอกาสได้เอาออกจากเป้ เราติดอยู่ใต้ผ้ายาง รู้สึกราวกับไปไม่ถึง ทั้งที่จุดหมายอยู่ใกล้แค่เอื้อม

ฝนตกไม่หยุด เราขยับแคมป์ขึ้นห่างจากฝั่งแม่น้ำ

ใต้ผ้ายางข้างกองไฟ ผมมองเปลวไฟไหวอ่อนช้อย ผมไม่รู้หรอกว่าฝนจะหยุดเมื่อไหร่ วันไหนจะได้ไปเฝ้ารอที่โป่ง ที่จะมีโอกาสพบกับสมเสร็จ

นี่อาจเป็นเพียงด่านเล็กๆ ที่พิสูจน์ความอดทน และมันมาพร้อมกับงานที่ผมเลือกทำ

 

หลังผ่านไปร่วมสองสัปดาห์ เสบียงร่อยหรอ เราต้องเดินกลับหน่วยพิทักษ์ป่า

ครั้งนั้นเป็นหนึ่งในจำนวนหลายครั้ง ที่ผมใช้เวลากับการตามหาสมเสร็จ

วันเวลาผ่านไปอีกนาน วันหนึ่ง อีกผืนป่าหนึ่ง ขณะนั่งทำงานอยู่ในแคมป์ สมเสร็จตัวหนึ่งเดินมาตามลำห้วย ผมมีโอกาสได้สบสายตากับมัน

เป็นวันซึ่งผมเข้าใจกับคำว่า “บางสิ่งบางอย่าง ก็ไม่ได้อยู่ในที่ที่เราไปตามหา”

 

ผมเคยถามตัวเองอยู่บ้างว่า กำลังทำอะไร

บนเส้นทางกันดาร อยู่ในซุ้มบังไพร ที่บางครั้งหนาวเหน็บ บางครั้งร้อนอบอ้าว เหนื่อยล้า บนหนทางชัน ลื่นไถล

เป้บนหลังคล้ายจะหนักขึ้นๆ

ห่างไกลบ้านอันอบอุ่น

มีคำตอบที่ผมให้กับตัวเองมาเนิ่นนาน เพราะผมกำลังตามหา

และเพราะสิ่งนี้ เพราะการ “ตามหา” ทำให้ผมพบกับความหมายระหว่างทาง อันเป็นความจริงที่ทุกคนรู้ แต่ดูเหมือนว่าต้องพบด้วยตัวเองจึงจะเข้าใจ •

 

หลังเลนส์ในดงลึก | ปริญญากร วรวรรณ