ประวัติศาสตร์ยาบ้า | คำ ผกา

คำ ผกา

การจัดการกับปัญหายาเสพติดในโลกสมัยใหม่มีอยู่สองแนวทางใหญ่ๆ ด้วยกัน

แนวทางแรกคือ เน้นการปราบปราม จับกุม ลงโทษ และ “เล่าเรื่อง” ว่ายาเสพติดคือปีศาจร้าย “ยาเสพติดเป็นภัยต่อชีวิตเป็นพิษต่อสังคม”

ตัวอย่างที่ถูกเลือกมา “เล่าเรื่อง” ยาเสพติดคือ ภาวะจิตเภทที่เกิดจากการเสพยาจนหลอน ฆ่าคนตาย ร้ายกว่านั้นคือฆ่าพ่อฆ่าแม่ฆ่าคนรัก และสภาวะการตกเป็น “ทาส” ของยาเสพติด

เกือบทุกประเทศบนโลกใบนี้ก็ใช้วิธีนี้ในการจัดการกับปัญหายาเสพติด

แต่ที่น่าอัศจรรย์ใจคือ ไม่ว่าจะใช้กฎหมายรุนแรงสักเท่าไหร่ ปัญหายาเสพติดไม่ได้น้อยลง ตรงกันข้าม นักโทษล้นคุกมากขึ้น คนติดยา ขี้ยากระจอก เข้าไปติดคุก ออกจากคุกมาพร้อมกับทักษะของการเป็นอาชญากร ความขมขื่นต่อโลก ความไม่อินังขังขอบกับชีวิต ประวัติอาชญากรรม ที่ทำให้เริ่มต้นชีวิตใหม่ไม่ได้

สุดท้ายจากขี้ยากระจอก สังคมนั้นอาจจะผลิตโจรขึ้นมามากกว่าเดิม

ส่วนผู้ค้ายาเสพติด มีหลักฐานเป็นที่ประจักษ์ว่า ไม่ว่าจะเพิ่มโทษสูงขึ้นขนาดไหน จำนวนพ่อค้ายากลับไม่ลดลง

มีมาเฟียค้ายาเสพติดรายใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกวันด้วยหลายเหตุผล เช่น ในบ้านเราเกิดจากสงครามชนกลุ่มน้อยในประเทศเพื่อนบ้านที่ทำให้มีพื้นที่ “กำกวม” ทางอำนาจรัฐและกฎหมาย กลายเป็นดินแดนสีเทาของทุกธุรกิจ “เถื่อน” ที่ผิดกฎหมาย

 

คนไทยจำนวนมากเชื่อว่า นโยบาย “ฆ่าตัดตอน” ในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ทำให้ปัญหายาเสพติดได้รับการแก้ไข

แต่พวกเขาลืมไปว่าปัญหายาเสพติดที่ทุเลาเบาบางลงไปอย่างมีนัยสำคัญนั้นสัมพันธ์กับสภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้น

สัมพันธ์กับความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัวอันเกิดจากเศรษฐกิจของชาวรากหญ้าถูกทำให้แข็งแรงจากนโยบายกองทุนหมู่บ้าน โอท็อป

เป็นครั้งแรกที่ชนบทของไทยมั่งคั่ง อู้ฟู่ คนต่างจังหวัดไม่ต้องมาทำงานในเมืองใหญ่โดยไม่จำเป็น

ชาวบ้าน ชาวนากลายเป็นผู้ประกอบการ สร้างบ้านใหม่ มีกิจการ มีธุรกิจ ส่งลูกเรียนหนังสือในโรงเรียนดีๆ

การปกครองส่วนท้องถิ่นเข้มแข็ง เก็บภาษีได้ สร้างสนามกีฬา สวนสาธารณะ คุณภาพชีวิตของคนจนถูกยกระดับเป็นชนชั้นกลาง พร้อมกับการขยับรับเอา “คุณค่า” และ “ความฝัน” แบบชนชั้นกลาง ที่เชื่อในครอบครัวอบอุ่น การไต่บันไดทางชนชั้นผ่านการศึกษา

ด้วยบริบทเช่นนี้ต่างหากที่ทำให้ “ผู้คน” ในยุคนั้นไม่มีความจำเป็นต้องไปพึ่งยาเสพติด

 

และทั้งหมดนี้ก็แตกสลายไปพร้อมกับการรัฐประหารสองครั้งติดๆ กันในรอบยี่สิบปี

พร้อมๆ กับการคอร์รัปชั่นของเจ้าหน้าที่รัฐภายใต้รัฐบาลที่ไม่เป็นประชาธิปไตย

ภาวะบ้านแตกสาแหรกขาด ความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ การขยายตัวของสื่อแบบใหม่ๆ ลูกหลานเยาวชนถูกทิ้งไว้กับคนแก่ในหมู่บ้าน

ความเหลื่อมล้ำในคุณภาพการศึกษา ภาวะขาดความภาคภูมิใจในตนเองของคนหนุ่มสาวที่เคว้งคว้างเพราะขาดการศึกษาการบ่มเพาะที่เคารพในความเป็นมนุษย์ของพวกเขา ภาวะของผู้คนที่เห็นว่าชีวิตเราไม่ได้มีค่าอะไรนักหนา

ตรงนี้ต่างหากที่ทำให้ยาเสพติดไม่ว่ามันจะมาในนามของอะไรกลับเข้าสู่วงจรของ “คนยากจน” อีกครั้ง และทำให้ปัญหายาเสพติดเป็นความตึงเครียดหลักของชุมชนโดยเฉพาะในชนบท ที่แต่ละครอบครัวต้องเจ็บปวดกับการมีลูกหลานในวัยทำงานกลายเป็น “ขี้ยา” คนลักเล็กขโมยน้อย ไปจนถึงการกลายเป็นโจรและเป็นอาชญากรไปจริงๆ

พร้อมๆ กับเรื่องที่เหมือนจะดี นั่นคือ การเอากัญชาออกจากบัญชียาเสพติด

แต่เกมการเมืองในสภาทำให้ไม่สามารถออก พ.ร.บ.กัญชาได้ กัญชา และกระท่อม กลายเป็น “ภัยสังคม” ใหม่ และตกผลึกเป็นปัญหาที่ทุกๆ เสียงบอกไปยังรัฐบาลว่า

“เรื่องที่เราอยากให้รัฐบาลแก้มากที่สุดคือปัญหายาเสพติด”

 

ในขณะที่หลายๆ ประเทศจัดการกับปัญหายาเสพติดในแนวทาง “การลดอันตรายจากการใช้สารเสพติด” และผลปรากฏว่า ได้ผลดี ปัญหายาเสพติดลดลง คนเข้าสู่กระบวนการบำบัดมากขึ้น

เช่น ในโปรตุเกส เยอรมนี แต่ดูเหมือนสังคมไทยโดยประชาชนคนไทยเองนี่แหละ ที่บอกว่าแนวทางนี้ “โลกสวย” เกินไป

คนที่ทำแคมเปญเรื่องนี้ถูกมองว่า “บ้านเธอไม่มีปัญหาลูกหลานติดยา เธอไม่รู้หรอกว่ามันเจ็บปวดขนาดไหน”

และในทางวัฒนธรรม ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า สังคมไทยสนับสนุนแนวทางปราบปราม จับกุม ลงโทษให้หนักที่สุดเท่าที่จะหนักได้มากกว่าจะเอาด้วยกับแนวทาง harm reduction

ถ้าในสมัยที่ฉันอายุน้อยกว่านี้ ฉันคงไม่ยอม และจะต่อสู้เพื่อแนวคิดนี้ให้ถึงที่สุด คิดเสียว่าก็เหมือนที่สู้เรื่องเพศ สู้เรื่อง sex workers สู้เรื่องทำแท้ง ที่ต้องสู้กับทัศนคติของผู้คน มากกว่าเรื่องกฎหมายด้วยซ้ำ

แต่ในวันที่เริ่มแก่ มันก็มาพร้อมกับความปลงว่า ประเทศชาติไม่ใช่ของเราคนเดียว อยากได้แบบปราบปราม รุนแรง และเชื่อว่ามันจะดีขึ้นก็ขี้เกียจจะขัดขวาง แต่ถ้ามีโอกาสก็จะทำงานผลักดันทางความคิดไปเท่าที่ทำไหว

 

เมื่อพูดเรื่อง harm reduction มาบ่อยจนรู้สึกว่ามันซ้ำแล้ว ฉันจะลองเปลี่ยนมุมมาชวนคุยกันดีกว่า “ยาบ้า” ที่เราพูดๆ กันอยู่นี่มันคืออะไร?

เพราะเวลาสื่อเขียนเรื่องยาบ้า คนคลั่งคนเมาคนหลอน เราแทบจะไม่รู้เลยว่าคนคนนั้นเสพอะไรเข้าไปในร่างกายกันแน่ เสพในปริมาณเท่าไหร่

แต่เดิม ยาบ้า มีชื่อว่า ยาม้า หรือยาขยัน เพราะเชื่อว่ากินแล้วตื่น กินแล้วทำงานได้ไม่เหน็ดเหนื่อย กินแล้วคึกคักเหมือนม้า หรือกินแล้วขยัน

ต่อมาเมื่อยานี้ระบาด นักการเมืองคนหนึ่งหากจำไม่ผิดน่าจะเป็นเสนาะ เทียนทอง บอกว่าชื่อยามัน positive คนเลยเสพ เปลี่ยนเป็นยาบ้าดีกว่าคนจะได้กลัว

แต่เราก็คงเห็นแล้วว่าการเปลี่ยน “ชื่อ” ไม่ได้ช่วยอะไร ซ้ำยังทำให้เรายิ่งไม่รู้จักว่ายานี้คืออะไรกันแน่

มาทำความรู้จักประวัติของยาตัวนี้กัน

อ้างอิงจากบทความชื่อ Fast Times : The Life, Death, and Rebirth of Amphetamine เขียนโดย Jess Hicks จากวารสาร Distillations Magazine

Fast Times: The Life, Death, and Rebirth of Amphetamine

 

ยาบ้า มาจากยาที่ชื่อว่า แอมเฟตามีน

นักเคมีที่คิดค้นตัวยานี้ชื่อ Lazar Edeuleanu ชาวโรมาเนีย คิดค้นขึ้นมาในปี 1887 แต่ไม่มีใครเห็นว่ายาตัวนี้มีประโยชน์อะไรเลย จน 40 ปีต่อมานักเคมีอีกคนชื่อ Gordon Alles กำลังทดลองหายารักษาโรคหอบที่ดีกว่า ephedrine

ปี 1929 เดือนมิถุนายนเขาลองให้หมอฉีดแอมเฟตามีนเข้าไปในร่างกายของเขา สิ่งที่เกิดขึ้น เขาจมูกโล่ง ความดันโลหิตอยู่ในสภาพดีมาก ไปปาร์ตี้ตอนเย็นก็กลายเป็นคนช่างพูดช่างคุยมีอารมณ์ขัน

แต่ผลที่น่ากังวลคือ ตอนกลางคืนนอนไม่กลับ สมองคิดฟุ้งซ่านจากเรื่องหนึ่งไปเรื่องหนึ่งตลอดเวลา และในเวลาต่อมา Alles นี่แหละ เป็นคนเรียกตัวยานี้ว่าแอมเฟตามีน

แต่การทดลองของเขาเพื่อใช้ยาตัวนี้รักษาโรคหอบไม่ประสบความสำเร็จ เพราะทำให้คนไข้ปวดหัวแม้จะหายใจได้ดีขึ้น

แต่เขามองเห็นว่ายาตัวนี้ทำให้เกิดความ “รื่นรมย์” เขาเริ่มทดลองใช้กับคนไข้กลุ่มเล็กๆ พบว่ามันช่วยคนป่วยในกลุ่มโรคเหงาหลับ (narcoleptics) ช่วยบรรเทาความทรมานจากการปวดท้องประจำเดือน

จากนั้นเขาจดลิขสิทธิ์ยาตัวนี้ในปี 1932 ว่าเขาคือคนคิดค้นตัวยาชื่อ amphetamine sulfate และ amphetamine hydrochloride

จากนั้นเขาไปติดต่อ Philadelphia pharmaceutical firm Smith, Kline and French (SKF) ให้มาเป็นหุ้นส่วน ซึ่งบริษัทนี้ผลิตยาที่ทำจากแอมเฟตามีนมาขายอยู่แล้วในชื่อ Benzedrine inhaler ซึ่งมีสรรพคุณสูดดมแล้วหาย “อ่อนเพลียละเหี่ยใจ”

ดีลนี้ลงตัวเพราะทาง SKF ก็อยากได้นักเคมีรุ่นใหม่ๆ มาช่วยทำยาตัวใหม่ๆ ท้ายที่สุดปลายทศวรรษที่ 1930s ก็ได้ยาที่เรารู้จักกันในชื่อ “ยาม้า” ในเวลาต่อมา

เป็นตัวยาที่นิยมใช้ในหมู่นักเรียน นักศึกษา เพื่อให้อ่านหนังสือ ทำงานได้ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่ง่วง ไม่หลับ

และในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ก็เป็นยาที่ทหารอเมริกันใช้กันอย่างแพร่หลาย

จนทศวรรษที่ 1950s เป็นยาที่กลุ่มฮิปปี้ Beatniks ใช้

และเราอาจจะเซอร์ไพรส์เมื่อรู้ว่า แอมเฟตามีนตัวนี้คือ “ที่พักพิงทางใจ” ของเหล่าแม่บ้านในทศวรรษที่ 1960s

(ดูตัวอย่างโปสเตอร์โฆษณา)

บริษัท SKF ซื้อลิขสิทธิ์แอมเฟตามีนมาจาก Alles ในปี 1934 และได้ผลิตยาออกมาขาย โฆษณาอย่างแพร่หลายในหลายรูปแบบ

ทั้งเป็นยาช่วยลดความอ้วน ยาช่วยให้ลดอาการเขินอายเวลาเข้าสังคม ยาช่วยให้ผ่อนคลายสบายใจ

ยาบางตัวมีสรรพคุณรักษาโรคได้ครอบจักรวาล และเป็นยาที่สามารถซื้อได้ตามร้านขายยาโดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ และแพร่หลายไปในหลายประเทศและเป็นยาที่ใช้กับเด็กอีกด้วย

บ้างก็โฆษณาว่าเป็นยาที่ช่วยให้ “ฉลาด” ขึ้น

และแม้กระทั่งมีกฎหมายว่ายาต้องผ่านการรับรองจาก American Medical Association หรือ AMA ยาแอมเฟตามีนของ SKF ก็ผ่านการรับรองว่าเป็นยาที่ปลอดภัย และชื่อการค้าที่แพร่หลายคือ Benzedrine โดยให้สรรพคุณว่า improving mood หรือช่วยให้อารมณ์ดี และ a sense of increasing energy, mental alertness, and capacity for work

งบฯ โฆษณาตัวยานี้ในห้วงเวลานั้นสูงถึง 300,000 เหรียญต่อปี ทำให้ยานี้ถูกใช้อย่างแพร่หลายและได้รับการยอมรับอย่างสูง

ศิลปินที่ใช้ยานี้อย่างจริงจัง เช่น Kerouac (นักเขียน) และ Ginsberg (กวี)

 

ปี1962 FDA ประมาณการการผลิตแอมเฟตามีนอยู่ที่แปดพันล้านเม็ด (eight billion amphetamine pills) ในทุกๆ ปี (ขยี้ตาอยู่ว่าอ่านไม่ผิดใช่ไหม)

เมื่อยานี้ถูกใช้อย่างแพร่หลายพร้อมกับการซื้อได้ไม่จำกัด เริ่มมีปัญหาที่คนใช้ยานี้เกินขนาด เช่น กินในปริมาณห้าสิบถึงหนึ่งร้อยเม็ดจนเกิดภาวะจิตเภทแล้วไปทำร้ายร่างกายคนอื่น หรือแม้แต่ไปก่อคดีฆาตกรรมการรับรู้ที่มีต่อยาตัวนี้เริ่มกลายเป็นสิ่งที่รู้จักกันในนาม speed freak

จากภาพของนักการเมือง อีลีต ศิลปิน นักเขียน แม่บ้าน กลายเป็นโฮมเลสที่น่ากลัว แม้แต่ Ginsberg เองภายหลังเป็นคนที่ลุกขึ้นมาต่อต้านการใช้แอมเฟตามีนในปี 1965 คนเริ่มกังวลกับอาการ amphetamine psychosis พร้อมๆ กับมียาต้านเศร้าตัวใหม่ๆ ออกมา

ทำให้เกิดฉันทามติร่วมทั้งจากสาธารณชนและกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ออกมาต่อต้านการใช้แอมเฟตามีนนำมาสู่การทำให้ยานี้ผิดกฎหมายในที่สุด

และทำให้อุตสาหกรรมการผลิตทั้งแอมเฟตามีนและ meth ที่เรียกกันว่าไอว์ เข้าสู่ตลาดมืดโดยสมบูรณ์แบบ และเราก็ไม่เคยควบคุมมันได้อีกเลยนับแต่นั้นเป็นต้นมา

 

ฉันเรียบเรียงบทความนี้มาให้อ่านเพราะอย่างน้อย เมื่อเราพูดเรื่องยาบ้า เราจะได้รู้ว่าเราพูดถึงอะไร

และคำถามที่เราพึงมีคือ ทุกครั้งที่มีการจับ “ยาบ้า” เราควรได้รู้หรือไม่ว่า ยาแต่ละเม็ดนั้นประกอบไปด้วยตัว “ยา” อะไรกันแน่ และส่งผลต่อจิต ประสาท และสุขภาพอย่างไร

ไม่ว่าจะเลือกทางปราบปราม หรือ harm reduction สำหรับสิ่งแรกที่เราโดยเฉพาะ “สื่อ” ควรมีคือความรู้พื้นฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับ “ยา” ที่ถูกทำให้กลายเป็น “ยาเสพติด” ด้วยเช่นกัน