ซีพี ยุคตั้งต้น

วิรัตน์ แสงทองคำviratts.wordpress.com

เรื่องราวศตวรรษซีพี ตำนานธุรกิจเริ่มแรก สู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่

จับภาพต่อเนื่องอีกตอน กรณี ซีพี (โดย YouTube ทางการ CP Group) นำเสนอ “เมล็ดพันธุ์แห่งความยั่งยืน” มาสักพัก (กุมภาพันธ์ 2567) ได้รับความสนใจอย่างมากมาย (ปัจจุบันเวอร์ชั่นสั้น มีผู้ชมเกือบ 8 ล้านครั้ง) สร้างจินตนาการเชื่อมโยง จากจุดตั้งต้น-ธุรกิจเมล็ดพันธุ์ผักในสังคมไทย จนกลายมาเครือข่ายธุรกิจใหญ่ระดับโลก

เจี่ย เอ็กชอ กับ ห้างเจียไต๋จึง คงเชื่อว่า การปลูกพืชผักสวนครัว จะพัฒนาขึ้นจากแบบแผนดั้งเดิมในสังคมสยาม ซึ่งเป็นไปอย่างช้าๆ ทั้งด้วยปัจจัยภายนอก และธุรกิจเมล็ดพันธุ์เอง เป็นเพียง “ชิ้นส่วน” เล็กๆ มีอิทธิพลในเชิงกระตุ้นไม่มากในห่วงโซ่

แต่นั่นเพียงพอจะเป็นบทเรียนสืบทอดเพื่อการปรับตัวของรุ่นต่อมา สู่ธุรกิจอาหารสัตว์ ห่วงโซ่ตั้งต้นสำคัญมีพลังมากขึ้น ตอบสนองพัฒนาการปศุสัตว์ไทยซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยรัฐอย่างแข็งขัน ให้ฐานผู้บริโภคขยายตัวอย่างกว้างขวาง

เป็นบทสรุปแนวความคิด แบบแผนธุรกิจซีพี สัมพันธ์กับวิวัฒนาการ ทั้งเข้าถึง ยกระดับและผลักดัน โดยเฉพาะธุรกิจที่มีอิทธิพลเชิงสังคมวงกว้างมากขึ้นๆ

 

เป็นอีกฉากตอน สัมพันธ์กับบทบาทผู้นำคนสำคัญ –ธนินท์ เจียรวนนท์

“…พ.ศ.2500 ร้านเจริญโภคภัณฑ์ ได้ขยายกิจการไปเป็นธุรกิจขนาดกลาง ผมเริ่มช่วยพี่ชายบริหารส่วนงานอาหารสัตว์ อาหารสัตว์ที่บริษัทขายในตอนนั้นเน้นขายอาหารเลี้ยงไก่ หมู มีทั้งข้าวโพด แป้ง ถั่ว รำข้าว ปลาป่น เป็นต้น ยุคนั้นเรามีโรงแปรรูปเล็กๆ อยู่ … ตอนนั้นผมเพิ่งจะมีอายุ 18 ปีเต็ม” เขาเล่าไว้ (หนังสือ “ความสำเร็จ ดีใจได้วันเดียว” พิมพ์ครังแรก กันยายน 2562)

“เมื่ออายุราว 20 ปี นอกจากงานที่ร้านแล้ว ผมได้ไปช่วยงานที่บริษัท สหสามัคคีค้าสัตว์ จำกัด และสหกรณ์ค้าไข่แห่งประเทศไทยด้วย…” เรื่องเล่าอีกตอน ว่าด้วยข้อต่อ ราวปี 2502 โดยให้ภาพสังคมไทยเวลานั้นด้วย “ในช่วงทศวรรษที่ 2490 รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม (พ.ศ.2491-2500) มีนโยบายสนับสนุนให้คนไทยทำธุรกิจ มีการก่อตั้งรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง บริษัท สหสามัคคีค้าสัตว์ จำกัด และสหกรณ์ค้าไข่แห่งประเทศไทย ก็เป็นผลผลิตจากนโยบายนี้เช่นกัน”

ตัดตอนอย่างกระชับ จากเรื่องเล่าข้างต้น ได้กล่าวถึงแนวความคิดใหม่ ผลักดันสู่พัฒนาการซีพีอย่างก้าวกระโดดในเวลาต่อมา

“ผมเริ่มสนใจในการเลี้ยงไก่ตั้งแต่ตอนที่ทำงานอยู่ที่บริษัท สหสามัคคีค้าสัตว์ จำกัด ที่นี่ทำให้ผมได้เรียนรู้วิชาการบริหารจาก ดร.ชำนาญ ยุวบูรณ์ อดีตอธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งดูแลบริษัท สหสามัคคีค้าสัตว์ จำกัด ในขณะนั้น ที่สำคัญคือ ทำให้ผมเกิดแรงบันดาลใจที่จะเลี้ยงไก่เนื้อ”

ถือเป็นจังหวะและโอกาส ว่าด้วยสายสัมพันธ์ กับกลไกและระบบอำนาจรัฐ เชื่อว่ากลายเป็นแบบแผนธุรกิจคลาสสิคหนึ่งในเวลาต่อมา อีกด้านสหสามัคคีค้าสัตว์ อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ตามมาตรฐานโลกตะวันตก เชื่ออีกว่าได้เชื่อมโยงเป็นแบบแผนกว้างขึ้นอีก ขยายมิติเชิงวิวัฒนาการของธนินท์ เจียรวนนท์ และซีพี เข้ากับกระแสและอิทธิพลใหม่ของโลกด้วย

 

เรื่องราวพิสดารเกี่ยวกับ บริษัท สหสามัคคีค้าสัตว์ จำกัด งานวิจัยชิ้นหนึ่งนำเสนอไว้ เมื่อ 4 ทศวรรษที่แล้ว (“พัฒนาการและบทบาทของสหสามัคคีค้าสัตว์” โดยรังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รายงานวิจัยเสนอต่อสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 2523)

สหสามัคคีค้าสัตว์เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ช่วงหลังปี 2502 (อ้างจากงานวิจัยข้างต้น) ด้วยแผนการจัดสร้างโรงฆ่าสัตว์ทันสมัย โดยกู้เงินจำนวน 938,200 เหรียญอเมริกัน (คิดเป็นเงินไทยเวลานั้น ประมาณ 20 ล้านบาท) จาก USOM แห่งสหรัฐ ประมาณ 80% ส่วนที่เหลือเป็นสินเชื่อจากบริษัทผู้ขายเครื่องจักรจากเดนมาร์ก

ในอีกมิติอิทธิพลสหรัฐในยุคสงครามเวียดนาม มีมิติมากกว่ากิจกรรมทางทหาร และการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ โดยเฉพาะมีความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งถึงสังคมธุรกิจไทยโดยตรง ทั้งโอกาสเปิดกว้าง และนำเข้าแบบแผนธุรกิจอเมริกัน

“ที่สหรัฐอเมริกา การเลี้ยงไก่เนื้อกลายเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ไปแล้ว บริษัทอาหารสัตว์จะซื้อไก่ที่ผสมแล้วจากบริษัทไก่พันธุ์ก่อน จากนั้นจะเซ็นสัญญากับผู้เลี้ยงไก่ ให้ผู้เลี้ยงไก่เป็นผู้เลี้ยง บริษัทอาหารสัตว์ไม่เพียงแต่จัดหาอาหารสัตว์ให้ผู้เลี้ยง แต่ยังให้ยาที่ใช้ป้องกันโรคด้วย เมื่อไก่โตแล้ว บริษัทอาหารสัตว์ก็จะรับซื้อไก่เนื้อกลับไป” ธนินท์ เจียรวนนท์ ตั้งใจเล่าเรื่องต่อเนื่อง ต่อยอดความคิดเกี่ยวกับโมเดลธุรกิจต้นแบบ กำลังจะนำเข้ามาสังคมไทย

“ผมเป็นลูกค้ารายใหญ่ของธนาคารเชสแมนฮัตตัน (Chase Manhattan Bank) ของสหรัฐอเมริกา (ปัจจุบันคือเจพีมอร์แกนเชส : J.P. Morgan Chase) ธนาคารแห่งนี้เป็นผู้ดูแลงบบัญชีนำเข้าและส่งออกของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ธนาคารเชสแมนฮัตตันแนะนำให้ผมรู้จักกับบริษัท อาร์เบอร์ เอเคอร์ส (Arbor Acres) ซึ่งเป็นบริษัทไก่พันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐ…” ธนินท์ เจียรวนนท์ เล่าช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญมากๆ ไว้ (“บันทึกความทรงจำของ ธนินท์ เจียรวนนท์” หรือ My Personal History : Dhanin Chearavanont ในสื่อธุรกิจยักษ์ใหญ่แห่งญี่ปุ่น-NIKKEI 2559)

 

ว่าตามนั้น ช่วงเวลาก่อนหน้าปี 2513 ซีพีเป็นบริษัทไทยที่มีความสำคัญมากขึ้น เมื่อพิจารณาไทม์ไลน์ (อ้างอิง หนังสือ Capital Accumulation in Thailand 1855-1985 โดย Suehiro Akira,1996) เป็นไปเช่นนั้น ในไทย ซีพี มีบริษัทนำเข้าปุ๋ยเคมี (2494) และยารักษาโรคสัตว์ (2510) และมีเครือข่ายโรงงานอาหารสัตว์อย่างน้อย 3 แห่ง รวมทั้งโรงงานอาหารสัตว์ใหญ่และทันสมัยที่สุดในไทย (2511) นอกจากนี้ ยังมีบริษัทในฮ่องกง (2502) เชื่อมโยงกับไทย

ในที่สุดตำนานหน้าใหม่ซีพี ได้มาถึง “ในปี พ.ศ.2513 เครือเจริญโภคภัณฑ์กับบริษัท อาร์เบอร์ เอเคอร์ส ร่วมกันตั้งบริษัทร่วมทุน และพัฒนาธุรกิจไก่พันธุ์ในประเทศไทย…” (อีกตอนของบันทึกความทรงจำ)

ว่าด้วยเหตุปัจจัย “ธนินท์ เจียรวนนท์ คาดการณ์ว่า ธุรกิจอาหารสัตว์จะโตเร็วด้วยความต้องการในประเทศที่มีมากขึ้น…ปี 2511 เขาจึงตัดสินใจตั้งโรงงานผลิตอาหารสัตว์ โรงงานทันสมัยแห่งแรกของประเทศ อย่างไรก็ตาม ในช่วงนั้น รัฐบาลให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์แบบทันสมัย ผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จนเป็นเหตุให้มีคู่แข่งหลายราย …ซีพีรับมือกับการท้าทาย ด้วยยุทธศาสตร์สำคัญ 2 ประการ ด้านหนึ่ง ขยายกำลังการผลิตในปริมาณมากๆ เพื่อลดต้นทุนการผลิต อีกด้านหนึ่ง สร้างระบบการผลิตแบบครบวงจร เชื่อมโยงอุตสาหกรรมสัตว์ปีก” นักวิชาการชาวญี่ปุ่นซึ่งติดตามสังคมธุรกิจไทย ว่าไว้

(เรียบเรียงจากบทความเรื่อง “Modern Family and Corporate Capability in Thailand : A Case Study of the CP Group” โดย Akira Suehiro ในหนังสือ Japanese Yearbook on Business History 1997)

 

ขณะบทวิเคราะห์ซึ่งอ้างอิงเสมอ (กรณีศึกษาซีพี โดย Harvard Business School 2535) มีมุมมองในมิติกว้างขึ้นอีก

“พัฒนาการอุตสาหกรรมไก่เนื้อแบบทันสมัย และครบวงจรในประเทศไทย ซีพี ริเริ่มเป็นรายแรก…”

กรณีศึกษาข้างต้นกล่าวเจาะจงยกบทบาทธนินท์ เจียรวนนท์ “…มองเห็นโอกาสที่เปิดกว้างทางธุรกิจ เนื่องจากผู้บริโภคชาวไทยนิยมบริโภคไก่มากกว่าหมูและเนื้อ แต่ไก่ยังเป็นสินค้าราคาค่อนข้างแพง…”

“…โอกาสซึ่งเชื่อมโยง เริ่มจากเมล็ดพันธุ์พืช และอาหารสัตว์ ไปสู่การเลี้ยงไก่ ด้วยเชื่อว่าประเทศไทยเป็นแหล่งทรัพยากรทางการเกษตรที่อุดมสมบูรณ์ จะขาดก็เพียงเทคโนโลยีการเพาะพันธุ์ไก่ และความรู้เชิงกระบวนการในการปรับเปลี่ยนธุรกิจเกี่ยวกับไก่ที่ล้าหลัง ให้เป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ เขามองหาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ซึ่งได้รู้ว่าสหรัฐอเมริกา เป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในการเลี้ยงไก่แบบครบวงจร และเป็นธุรกิจขนาดใหญ่”

เป็นบทสรุปสำคัญ เป็นแบบแผนเชิงยุทธศาสตร์ธุรกิจซีพี แต่นั้นมา •

 

วิรัตน์ แสงทองคำ | www.viratts.com