วัดปาฏิหาริย์พาณิชย์ : เขตธรณีสงฆ์สมัยใหม่ ภายใต้ลัทธิบูชาความมั่งคั่ง (3)

ชาตรี ประกิตนนทการ

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

 

วัดปาฏิหาริย์พาณิชย์

: เขตธรณีสงฆ์สมัยใหม่

ภายใต้ลัทธิบูชาความมั่งคั่ง (3)

 

ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดของเขตธรณีสงฆ์ในช่วงการเปลี่ยนวัดให้เป็น “คอมปะนี” ระยะแรกจนมาถึงราวทศวรรษ 2510 คือ การปล่อยเช่าพื้นที่ในการสร้างตึกแถวสำหรับค้าขาย และให้หน่วยราชการเช่าใช้สำหรับการสร้างโรงเรียนประถมหรือมัธยม

การสร้างตึกแถวในเขตพระนครคือความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่เริ่มอย่างเป็นรูปธรรมในสมัยรัชกาลที่ 4 อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่สยามเปลี่ยนตัวเองเข้าหาความเป็นสมัยใหม่จากยุโรป เชื่อมตัวเองเข้ากับตลาดเสรีมากขึ้นโดยเฉพาะภายหลังการทำสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง และการเลือกพัฒนาเมืองด้วยระบบสัญจรทางถนน จากที่เคยพัฒนาเมืองผ่านโครงข่ายการสัญจรทางน้ำเป็นหลัก

เครือข่ายถนนพัฒนามากขึ้นสมัยรัชกาลที่ 5 มีถนนกว่า 300 สายถูกตัดในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะในพื้นที่ตอนใต้ของพระนคร (เจริญกรุง เยาวราช) ซึ่งเป็นย่านการค้าสมัยใหม่ และเมื่อใดก็ตามที่มีการตัดถนน สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาทันทีคือตึกแถวสองข้างทาง

สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้คือ ถนนเป็นจำนวนมากต้องตัดผ่านหรือเข้าใกล้เขตวัด ซึ่งส่วนใหญ่มักสร้างกระจายตัวในย่านชุมชนหนาแน่น

หากมองด้วยสายตาทางโลกภายใต้ระบบทุนนิยม พื้นที่กลุ่มนี้มีศักยภาพสูงมากทางเศรษฐกิจ ดังนั้น การเปลี่ยนพื้นที่วัดเป็นพื้นที่เศรษฐกิจจึงเป็นภารกิจสำคัญ และเป็นหนึ่งในกลไกของระบบทุนนิยมสยาม

ลองนึกถึงวัดในย่านชุมชนหนาแน่นและสำคัญทางธุรกิจ เช่น วัดสัมพันธวงศ์, วัดชนะสงคราม, วัดบวรนิเวศ, วัดปทุมคงคา, วัดจักรววรดิ, วัดสระเกศ, วัดตึก ฯลฯ และลองเจาะลงไปในเขตธรณีสงฆ์ของวัดเหล่านี้ที่ใช้สำหรับปล่อยเช่าทางธุรกิจดูนะครับ

เราจะพบว่าหลายแห่งคือย่านเศรษฐกิจสำคัญของสยามในยุคเปลี่ยนผ่านสู่ความศิวิไลซ์และยังเป็นพื้นที่ทำเลทองแม้กระทั่งในปัจจุบัน

ดังนั้น นโยบายเปลี่ยนวัดให้เป็น “คอมปะนี” ในปลายสมัยรัชกาลที่ 5 (ไม่ว่าจะเกิดขึ้นด้วยเจตนาที่แท้จริงอย่างไรก็ตาม) คือการเปลี่ยนวัดให้เป็นเครื่องมือหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจทุนนิยมสยาม ผ่านการพัฒนาที่ดินเขตธรณีสงฆ์มหาศาลที่วัดทั้งหลายครอบครองอยู่

แผนที่บริเวณวัดสัมพันธวงศ์ วัดปทุมคงคา และวัดไตรมิตร เทียบเคียงกันระหว่างปี พ.ศ.2430 กับปลายทศวรรษ 2480 แสดงให้เห็นการขยายตัวอย่างรวดเร็วของการปล่อยเช่าที่ธรณีสงฆ์ของทั้ง 3 วัดเพื่อสร้างเป็นตึกแถว

เขตสัมพันธวงศ์ที่มีวัดสำคัญตั้งอยู่ใกล้กัน 3 วัด คือ วัดสัมพันธวงศ์ วัดไตรมิตร และวัดปทุมคงคา คือตัวอย่างที่ชัดเจน

หากดู “แผนที่กรุงเทพฯ ฉบับธงชัย” ตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ.2430 (ก่อนมีการตัดถนนเยาวราช ก่อนมีนโยบายเปลี่ยนวัดเป็น “คอมปะนี” และก่อนมีการยกเลิก “เลกวัด”) เราจะเห็นว่า เขตธรณีสงฆ์ของทั้ง 3 วัดแทบไม่มีสิ่งปลูกสร้างเลย

แต่เมื่อดูแผนที่กรุงเทพฯ (ตีพิมพ์ราวปลายทศวรรษ 2480) เขตธรณีสงฆ์ทั้ง 3 วัด ถูกเปลี่ยนไปเป็นตึกแถวสำหรับปล่อยเช่าเกือบทั้งหมด

โรงเรียนประถมและมัธยม เป็นอีกตัวเลือกที่นิยมมากในช่วงแรกหลังนโยบายเปลี่ยนวัดเป็น “คอมปะนี” แม้โรงเรียนในพื้นที่วัดจะเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นนานแล้ว เช่น โรงเรียนวัดมหรรณพาราม โรงเรียนสวนกุหลาบ (พื้นที่วัดราชบุรณะ) และโรงเรียนเทพศิรินทร์

แต่การขยายตัวของโรงเรียนวัดจะเกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญภายหลังนโยบายดังกล่าว ซึ่งในส่วนนี้ถือเป็นผลกระทบเชิงบวกต่อการพัฒนาการศึกษาของไทย แต่การเช่าแบบนี้ก็ไม่ได้สร้างรายได้มากนักให้แก่วัด

นอกจากตึกแถวและโรงเรียน เขตธรณีสงฆ์ยังถูกเช่าใช้ในการก่อสร้างอาคารของภาครัฐประเภทอื่นด้วย เช่น สนามมวยราชดำเนิน (เขตธรณีสงฆ์วัดโสมนัสฯ) และเมรุวัดไตรมิตร (เขตธรณีสงฆ์วัดไตรมิตร) แต่ก็มิใช่โครงการที่ปรากฏให้เห็นบ่อยนัก

แผนที่บริเวณวัดสัมพันธวงศ์ วัดปทุมคงคา และวัดไตรมิตร เทียบเคียงกันระหว่างปี พ.ศ.2430 กับปลายทศวรรษ 2480 แสดงให้เห็นการขยายตัวอย่างรวดเร็วของการปล่อยเช่าที่ธรณีสงฆ์ของทั้ง 3 วัดเพื่อสร้างเป็นตึกแถว

สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้จะมีการนำเขตธรณีสงฆ์มาใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ แต่ในช่วงต้นภาพลักษณ์นายทุนหรือพ่อค้าของวัดก็ยังไม่ชัดเจนนักในสายตาสังคม ไม่ว่าจะเป็นการคิดค่าเช่าที่มีราคาต่ำหากเทียบกับมูลค่าจริงตามท้องตลาด ตลอดจนการจัดการบริหารในส่วนนี้ของวัดหลายแห่งที่ดูเสมือนจะแยกโครงสร้างออกไปเฉพาะต่างหากจากหน้าที่ของสงฆ์ แม้ว่าการตัดสินใจขั้นสุดท้ายจะยังคงเป็นอำนาจโดยตรงของเจ้าอาวาสก็ตาม

แต่หลังทศวรรษ 2500 เป็นต้นมา ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ การสนับสนุนงบประมาณการพัฒนาประเทศสู่ความเป็นสมัยใหม่อย่างเร่งด่วนจากสหรัฐอเมริกา การก้าวเข้าไปอยู่ในระบบตลาดทุนนิยมและโลกเสรีอย่างเต็มตัว ดูเสมือนว่าวัดได้ขยับปรับเปลี่ยนบทบาทอีกครั้ง

จากการหาประโยชน์เชิงพาณิชย์ในพื้นที่วัดเพื่อให้วัดสามารถดูแลภาระค่าใช้จ่ายอันเกิดจากการปฏิรูปประเทศในสมัยรัชกาลที่ 5 มาสู่การสร้างกำไรส่วนเกินจากมูลค่าที่ดินที่เพิ่มสูงขึ้นมหาศาลในวัด

และเราจะเริ่มมองเห็นความขัดแย้งทางความคิดในสังคมต่อการบริหารจัดการพื้นที่วัดมากขึ้น สังคมเริ่มตั้งคำถามต่อบทบาทของพระสงฆ์ในฐานะนายทุนมากขึ้น

ภาพโบสถ์เก่าวัดสัมพันธวงศ์ที่กำลังถูกรื้อและโบสถ์ใหม่ที่กำลังสร้างขึ้นแทนที่ในช่วงปลายทศวรรษ 2500 ที่มาภาพ : หนังสือ อนุสรณ์งานฌาปนกิจศพ คุณภาณุช เทพหัสดิน ณ อยุธยา

การรื้อโบสถ์เก่าของวัดสัมพันธวงศ์ลงเมื่อ พ.ศ.2506 เพื่อสร้างเป็นโบสถ์ใหม่ขนาดใหญ่สูง 3 ชั้น ภายในประกอบไปด้วยพื้นที่ใช้สอยหลากหลายประเภท ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมมากพอสมควร ณ ขณะนั้น และถือว่าเป็นกรณีตัวอย่างของจุดเปลี่ยนสำคัญในประเด็นนี้

เทพศิริ สุขโสภา เขียนบทความในหนังสืออนุสรณ์งานศพของ ภาณุช เทพหัสดิน ณ อยุธยา เมื่อ พ.ศ.2512 วิพากษ์วิจารณ์กรณีนี้อย่างอ้อมๆ พร้อมลงภาพประกอบโบสถ์เก่าและใหม่ของวัดสัมพันธวงศ์เอาไว้ โดยมีเนื้อความตอนหนึ่งว่า

“…ทุกวันนี้ จะมองไปทางใด ก็ได้เห็นยอดโรงแรมและป้ายโฆษณาสูงเด่นสะดุดตา วัดวาอารามจมหายไปใต้อาคารใหม่ๆ บ้างก็ขายหรือให้เช่าบริเวณวัดเพื่อสร้างห้องแถวค้าขาย…ที่พักทางใจอันได้แก่วัดวาอารามนั้นเล่า ก็ปรากฏกรงเหล็กปิดประดับตามประตูหน้าต่างดังที่คุมขัง ไม่เช่นนั้นก็ไม่เหลือเชิงเทียนตลอดจนเศียรพระ แม้สร้างกุศลสักเล็กน้อย ก็ต้องประทับรอยชื่อของตนว่าพ่อนั่นสร้างแม่นี่บริจาค นับตั้งแต่พระประธาน บานหน้าต่าง หลังคา เพดาน ออกมาจนประตู ถึงบันได เลยออกไปจนกระทั่งกำแพงวัด ศาสนสถานโบราณวัตถุค่อยๆ ถูกรื้อถอนไป…เมื่อไม่มีความประณีตทางใจให้อาศัยเป็นหลักแล้ว ก็พากันกอบโกยหากำไร มีความภาคภูมิใจในวัตถุเป็นที่ตั้ง…”

อีกกรณีไล่เลี่ยกันคือ การปล่อยเช่าเขตธรณีสงฆ์วัดสระเกศในช่วงต้นทศวรรษ 2510 บริเวณติดริมคลองมหานาค เพื่อสร้างกลุ่มตึกแถวมากกว่า 200 ห้อง ซึ่งจะเข้าไปทำลายภูมิทัศน์ของภูเขาทอง

กรณีดังกล่าวนำมาซึ่งคำถามมากมายต่อบทบาทหน้าที่ของวัดในการเข้ามาบริหารที่ดินวัดเพื่อหารายได้เชิงธุรกิจที่เริ่มปรากฏอย่างเข้มข้นมากขึ้น

แต่ทั้งสองกรณีได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ กรณีแรก จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เดินทางมาวางศิลาฤกษ์ด้วยตนเอง พร้อมกล่าวชื่นชมเป็นอย่างมาก ส่วนกรณีที่สองก็ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเช่นกัน

ทั้งหมดแสดงให้เห็นว่าภาครัฐสนับสนุน (หรืออย่างน้อยก็ไม่ขัดขวาง) ให้วัดเข้ามารับบทบาทหน้าที่นายทุนเพื่อหาผลประโยชน์เชิงพาณิชย์จากเขตธรณีสงฆ์ และไม่ได้มีปัญหาอะไรนักกับการผสานรวมเข้าหากันระหว่างศาสนากับระบบทุนนิยม

 

นับจากนั้นเป็นต้นมา ความขัดแย้งในการบริหารจัดการที่ดินเขตธรณีสงฆ์อันเกิดจากการสร้างความสมดุลที่ไม่ดีพอระหว่างบทบาทของพระในฐานะสัญญะศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนากับบทบาทนายทุนในมิติสาธารณ์ก็ปรากฏให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ

การยกเลิกสัญญาเช่าตึกแถวในชุมชนซอยหวั่งหลีที่เป็นเขตธรณีสงฆ์ของวัดยานนาวาใน พ.ศ.2550 เพื่อต้องการจะนำที่ดินไปปล่อยเช่าให้แก่กลุ่มทุนที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า (มีข่าวออกมาในช่วงนั้นว่าจะสร้างเป็นโรงแรมขนาดใหญ่) คือตัวอย่างของความขัดแย้งนี้ที่ปัจจุบันได้ลุกลามไปไกลมากขึ้น หรือกรณีล่าสุดเมื่อต้นปีที่ผ่านมาในจังหวัดเชียงใหม่ วัดแห่งหนึ่งตัดสินใจขึ้นค่าเช่าตึกแถวในเขตธรณีสงฆ์ของตนเอง 10 เท่า จากเดิมเก็บ 1,500 บาท มาเป็น 17,000 บาท ซึ่งทำให้เกิดการประท้วงจากผู้เช่า (ดูเพิ่มใน https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1115292)

การปล่อยให้นายทุนเข้ามาเช่าที่วัดเพื่อพัฒนาเชิงธุรกิจหรือการที่วัดดำเนินธุรกิจด้วยตนเองที่ไม่ต่างจากนายทุน ส่งผลให้วัดถูกมองเชิงลบอย่างมาก ดังนั้น วัดหลายแห่งจึงเลือกพัฒนาเขตธรณีสงฆ์ไปในอีกรูปแบบหนึ่งที่ผสมผสานระหว่างความเชื่อทางศาสนา (พุทธ พราหมณ์ ผี) เข้ากับการบริหารจัดการพื้นที่ตามระบบตลาดทุนนิยม ภายใต้การเฟื่องฟูขึ้นมาอย่างพอดิบพอดีของลัทธิบูชาความมั่งคั่ง