There’s no Place | ศิลปะที่สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับคนไร้รัฐไร้สัญชาติ ในมหกรรมศิลปะ เวนิส เบียนนาเล่ 2024

ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์

There’s no Place | ศิลปะที่สร้างความตระหนักรู้

เกี่ยวกับคนไร้รัฐไร้สัญชาติในมหกรรมศิลปะ เวนิส เบียนนาเล่ 2024

 

ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา เราได้มีโอกาสเดินทางไปชมงานมหกรรมศิลปะนานาชาติที่ยิ่งใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในโลกอย่าง เวนิส เบียนนาเล่ ครั้งที่ 60 (Venice Biennale 2024) ที่เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี

ในปีนี้นานาประเทศต่างส่งศิลปินเข้าไปร่วมแสดงผลงานในพาวิลเลียน (Pavillion) หรือศาลาแสดงงานของแต่ละชาติกันอย่างคับคั่ง และถึงแม้ในคราวนี้ประเทศไทยเราจะไม่มีการส่งศิลปินไทยไปร่วมแสดงงานในไทยพาวิลเลียน (Thai Pavilion) แต่ก็ยังมีศิลปินไทยหลายคนได้เข้าไปร่วมแสดงงานในมหกรรมศิลปะอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้อยู่ด้วย

โดยศิลปินเหล่านี้เข้าร่วมแสดงงานในนิทรรศการที่จัดขึ้นภายใต้กิจกรรม Collateral Events หรือนิทรรศการที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของมหกรรมศิลปะ เวนิส เบียนนาเล่ นิทรรศการที่ว่านี้มีชื่อว่า The Spirits of Maritime Crossing : วิญญาณข้ามมหาสมุทร ที่จัดขึ้นโดยมูลนิธิบางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ ในอาคารเก่าแก่ในศตวรรษที่ 18 อย่าง Palazzo Smith Mangilli Valmarana (Palace Smith Mangilli Valmarana) ในเมืองเวนิส ประเทศอิตาลี

ภายใต้การคัดสรรของภัณฑารักษ์ ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ ประธานอำนวยการและผู้อำนวยการศิลป์ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่

นอกจากศิลปินไทยแล้ว ในนิทรรศการนี้ยังมีศิลปินจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และศิลปินระดับโลกเข้ามาร่วมแสดงผลงานอีกด้วย โดยศิลปินเหล่านี้ต่างนำเสนอผลงานศิลปะหลากหลาย ที่นำเสนอประเด็นทางประวัติศาสตร์, วัฒนธรรม, จิตวิญญาณ ความเชื่อ ไปจนถึงประเด็นทางสังคมการเมือง, การโยกย้ายถิ่นฐาน, การอพยพพลัดถิ่น, ผลกระทบจากสงครามและความขัดแย้ง และอัตลักษณ์ทางชนชาติหลังยุคอาณานิยมของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างน่าสนใจ

ในตอนนี้ เราขอเล่าถึงผลงานชิ้นแรกที่เราได้ชมในนิทรรศการนี้ และยังเป็นผลงานของศิลปินคนแรกที่เราได้พูดคุยสนทนาในการเดินทางครั้งนี้อีกด้วย

ศิลปินผู้นี้มีชื่อว่า จักกาย ศิริบุตร ศิลปินร่วมสมัยชาวไทย ผู้มีชื่อเสียงโดดเด่นในระดับสากล จากผลงานศิลปะที่ใช้เทคนิคการเย็บปักถักร้อย เขาเป็นหนึ่งในศิลปินผู้มีความสามารถอันโดดเด่นในการทำงานศิลปะสิ่งทอเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จักกายเป็นที่รู้จักจากผลงานศิลปะจัดวางจากสิ่งทอและงานศิลปะทำมืออันประณีตพิถีพิถัน ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเด็นทางสังคม การเมือง และศาสนาในประเทศไทยอย่างลึกซึ้ง เขายังมักหยิบยกประเด็นปัญหาความขัดแย้งทางสังคมและการเมืองในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มานำเสนอ โดยสื่อสารความคิดและมุมมองผ่านความถนัดในการใช้เส้นใย สิ่งทอ และเทคนิคการเย็บปักถักร้อย ผสมผสานกับการจัดวางสื่อผสม ภาพถ่าย และวิดีโอ

ในนิทรรศการครั้งนี้ จักกายนำเสนอผลงาน There’s no Place (2020) ประติมากรรมจัดวางที่ประกอบด้วยงานเย็บปักผ้าที่ร่วมสร้างสรรค์กับเด็กๆ จากครอบครัวคนไร้รัฐไร้สัญชาติ ผู้เป็นผลพวงจากสงครามและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เพื่อกระตุ้นให้ผู้ชมตระหนักรู้เกี่ยวกับชะตากรรมของผู้คนชายขอบของสังคมเหล่านี้

“งานชุด There’s no Place (2020) เกิดขึ้นในช่วงปี 2020-2021 ที่ผมมีโอกาสขึ้นไปทำกิจกรรมกับกลุ่มเยาวชนไร้สัญชาติ ในพื้นที่ตะเข็บชายแดนใน อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ ซึ่งตอนนั้นเรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ในพื้นที่แถบนั้นมีชุมชนแบบนี้อยู่ด้วย เด็กๆ ส่วนใหญ่เป็นเด็กที่พ่อแม่อพยพข้ามชายแดนมาจากพม่า มารวมตัวกันในค่ายผู้ลี้ภัยแบบเปิด ที่คนภายนอกสามารถเดินไปเดินมาเข้าออกได้”

“เท่าที่ได้ใช้เวลาอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยแห่งนี้สองสามวัน และได้ฟังปัญหาของเยาวชนไร้สัญชาติเหล่านี้ว่า ถึงแม้พวกเขาจะเกิดในเมืองไทย แต่ด้วยความที่พ่อแม่เป็นชาวพม่า เขาจึงกลายเป็นคนไม่มีสัญชาติโดยอัตโนมัติ ถึงแม้จะสามารถเข้าเรียนในโรงเรียนไทยได้”

“แต่ถึงจะเรียนสูงแค่ไหนพวกเขาก็ไม่มีโอกาสที่จะได้หางานดีๆ ทำ เพราะไม่มีบัตรประชาชน ไม่สามารถเดินทางไปไหนได้ ส่วนใหญ่พวกเขาต้องทำงานแรงงาน อย่างการเก็บพริก เก็บหัวหอม ช่วงเสาร์อาทิตย์เพื่อหาเลี้ยงชีพ”

“ผมเลยเกิดความคิดว่าจะทำงานชุดนี้ขึ้นมา ด้วยการให้เด็กไร้สัญชาติเหล่านี้ เล่าเรื่องราวความเป็นมาของตัวเอง ว่ามาอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยชายแดนนี้ได้อย่างไร แต่แทนที่จะให้เขาเล่าตามปกติ ผมก็ให้เขาปักผ้าแทน เพราะเด็กบางคนเขาผ่านความบอบช้ำจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ถ้าจะให้บอกเล่าจากปากก็คงพูดยาก เราเลยให้พวกเขาถ่ายทอดเป็นภาพออกมา นอกจากเรื่องราวความเป็นมาของตัวเองแล้ว เด็กบางคนก็จะปักเป็นเรื่องราวของความรุนแรงที่เขาเคยประสบพบเจอมาด้วย”

“ด้วยความที่เราคิดว่า ขนาดตัวเราเอง เรายังไม่รู้ว่ากลุ่มไร้สัญชาติเหล่านี้มีตัวตนอยู่ ซึ่งคนเหล่านี้มีจำนวนเยอะมาก เราก็เลยจัดกิจกรรมเวิร์กช็อปให้คนทั่วๆ ไปในกรุงเทพฯ มาร่วมกันปักผ้าบนผ้าชิ้นเดียวกันที่ถูกปักและสัมผัสโดยเด็กไร้สัญชาติ”

“ถ้าสังเกตดูผ้าปักแต่ละผืนในผลงานชุดนี้ จะเห็นว่ามีส่วนที่เป็นด้ายสีและด้ายขาว เทา ดำ ด้ายสีพวกนี้เป็นการปักของเด็กไร้สัญชาติ ส่วนด้ายขาว เทา ดำ เป็นการปักของบุคคลทั่วไป เพราะเราอยากให้บุคคลทั่วไปแบบพวกเรา ที่เกิดมาแต่ละวันแล้วรู้สึกว่าเรามีทางเลือกเยอะเหลือเกิน เลยอยากให้ได้สัมผัสกับข้อจำกัดในชีวิตกันบ้าง ด้วยการใช้ด้ายที่มีสีจำกัดพวกนี้”

“ด้วยความที่งานชุดนี้เริ่มต้นในช่วงเวลาการระบาดของโรคโควิด-19 เราก็เลยเอางานไปให้เด็กๆ ในโรงเรียนอินเตอร์ ซึ่งเป็นเด็กที่เป็นอภิสิทธิ์ชนที่สุดแล้วในเมืองไทย ร่วมกันทำ เพราะพวกเขาแทบไม่รู้เลยว่านอกโรงเรียนหรือนอกพื้นที่สะดวกสบายของเขานั้นเป็นอย่างไรบ้าง”

“ในสถานการณ์เช่นนี้เด็กเหล่านี้ก็มักจะบ่นว่าจะปักรูปต้นไม้หรืออะไรก็ไม่สะดวก เพราะไม่มีด้ายสีให้ทำ ก็เป็นการให้เขาได้เรียนรู้ข้อจำกัดบ้าง หลังจากนั้นเราก็ไปทำกิจกรรมเวิร์กช็อปนี้ที่ฮ่องกง และส่งผ้าเหล่านี้ไปทำกิจกรรมเวิร์กช็อปในโรงเรียนที่สหรัฐอเมริกา”

“เราต้องไม่ลืมว่าเด็กไร้สัญชาติเหล่านี้ ถ้าไม่อพยพมาเมืองไทย เพื่อไปประเทศที่สามที่สี่ พวกเขาก็เหมือนติดกับอยู่ในพื้นที่ตะเข็บชายแดน เหมือนชีวิตเขาไม่มีที่ไป เป็นการใช้ชีวิตแบบชั่วคราว ไม่มีความแน่นอน หรือความมั่นคงอะไร”

เมื่อสังเกตดูลักษณะการจัดวางผืนผ้าปักทั้งหลาย ด้วยการแขวนห้อยเรียงรายเป็นทิวแถว ทำให้เมื่อยามเดินผ่านผืนผ้าก็จะพลิ้วไหวจนดูคล้ายกับคลื่นน้ำ ทำให้เราอดนึกไม่ได้ว่าหรือศิลปินจะจัดวางผลงานให้ล้อไปกับภูมิศาสตร์ของเวนิส ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น นครแห่งสายน้ำ หรือไม่? ซึ่งจักกายเฉลยให้เราฟังว่า

“ผมไม่ได้คิดไปถึงขนาดนั้นนะ แต่ลักษณะในการจัดเรียงผ้าแบบนี้ มีที่มาจากเพิงพักอาศัยชั่วคราวของผู้ลี้ภัย ที่เขาเอาผ้ามาแขวน ขึงกับอะไรต่างๆ ยึดโยงให้เป็นที่กำบังแดดฝน ซึ่งแทนความเป็นชั่วขณะ ชั่วคราว ในชีวิตของคนไร้สัญชาติการที่ผมแขวนผ้าปักเหล่านี้ให้มีส่วนที่ต่ำลงมา ผมจงใจทำให้คนที่เข้ามาชมงานต้องก้มตัวลอดผืนผ้าเหล่านี้เข้ามา เพื่อให้มีความลำบากในการเดินผ่านบ้าง เพราะคนส่วนใหญ่ทั่วไปอย่างเราๆ ถ้าไม่ได้ไปสัมผัสกับคนไร้สัญชาติจริงๆ เราก็ไม่รู้เลยว่าผู้คนเหล่านี้มีตัวตนอยู่ไม่ไกลตัวเราเลย”

“ด้วยความที่การบันทึกประวัติศาสตร์ของประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเดียวกันมีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะประเทศไทยเรา ที่คิดว่าตัวเองเป็นพี่ใหญ่ในภูมิภาคนี้มาโดยตลอด เราจึงไม่มีความเข้าอกเข้าใจชะตากรรมของผู้ลี้ภัยที่หนีออกมาจากพม่า ว่าทำไมเข้าต้องหลบหนีมาอยู่ในประเทศไทย เพราะเรามัวแต่ไปมองประวัติศาสตร์ของเราว่า เมื่อสามสี่ร้อยปีที่แล้ว เราเป็นศัตรูกับเขามาก่อน แต่เราไม่เคยเรียนประวัติศาสตร์พม่า ว่าเขาเป็นประเทศที่ก่อตั้งด้วยกลุ่มชาติพันธุ์กี่กลุ่ม ดังนั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศนี้คือความเข้าใจทางประวัติศาสตร์อย่างไม่รอบด้าน”

“ถึงแม้งานชุดนี้ของผมจะใช้วิธีแบบ Storytelling (การเล่าเรื่อง) เหมือนผลงานชุดที่ผ่านมา แต่ในคราวนี้เราเอาชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างผลงาน ดังนั้น เราจึงไม่สามารถควบคุมผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นได้ ขึ้นอยู่กับคนที่เข้ามามีส่วนร่วมกับการทำงาน อย่างเช่นผ้าที่เอามาใช้ทำงานปักเอง ก็เป็นผ้าที่คนไร้สัญชาติเหล่านี้ทอใช้กันเองในชุมชมอีกด้วย”

จะว่าไป ผลงานชิ้นนี้ของจักกาย นอกจากจะกระตุ้นให้ผู้ชมตระหนักรู้เกี่ยวกับชะตากรรมและการมีตัวตนของคนไร้รัฐไร้สัญชาติ ผู้เป็นคนชายขอบของสังคมแล้ว ผืนผ้าที่แขวนอยู่เหนือศีรษะของเรา ยังเปรียบได้กับการกู้ศักดิ์ศรีให้ผู้คนหลากชาติพันธุ์เหล่านี้ ไม่ต่างอะไรกับ “ธง” ที่เป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มชนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ และคนพลัดถิ่นทั้งหลายนั่นเอง

นิทรรศการ The Spirits of Maritime Crossing : วิญญาณข้ามมหาสมุทร จัดแสดงในมหกรรมศิลปะนานาชาติ เวนิส เบียนนาเล่ ครั้งที่ 60 ณ พื้นที่แสดงงาน Palazzo Smith Mangilli Valmarana ในเมืองเวนิส สาธารณรัฐอิตาลี ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน-24 พฤศจิกายน 2567 •

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ทาง Facebook และ Instagram : Bkkartbiennale

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก มูลนิธิบางกอก อาร์ต เบียนนาเล่

 

อะไร(แม่ง)ก็เป็นศิลปะ | ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์