เสือไหหลำ | ภาณุพงษ์ คงจันทร์ : ประกวดเรื่องสั้นมติชนอวอร์ด 2024

ประกวดเรื่องสั้นมติชนอวอร์ด 2024 | ภาณุพงษ์ คงจันทร์

เสือไหหลำ

 

เสมือนมีเสียงลึกลับเรียกร้องให้กลับมาบ้านเก่า มันคล้ายเสียงแหบแห้งของเสือไหหลำลอยคลุ้งไปในสายลมไหว บ่ายวันนั้นท่ามกลางแดดร้อนระอุ หัวใจของผมเต้นแรงขึ้น เสียงดังตุบตับอยู่ข้างในจนแทบจะล้นทะลักออกมา รถแล่นผ่านตลาดสุขาภิบาล ตอนนี้ย้ายมาอยู่ฝั่งตรงข้ามถนนใหญ่ ศาลเจ้าพ่อดาบเพชรตั้งเด่นอยู่ด้านหน้าตลาด แม้ดูเหมือนจะไม่เข้าพวกกับร้านรวงผุดระบัดราวดอกไม้บาน ผมเลี้ยวรถข้ามสะพานคอนกรีต แม่น้ำแควน้อยสีขุ่นยังคงไหลผ่านหน้าวัดโบสถ์ ด้านซ้ายมือเป็นโรงเรียนประถมศึกษาเปลี่ยนรูปโฉมจากอาคารไม้เก่า กลายร่างเป็นตึกห้าชั้นสูงลิ่ว แม้จะบอกกับตัวเองว่า ทุกสิ่งย่อมเปลี่ยนแปลง แต่ความรู้สึกยังค้านโต้กับห้วงคิดคำนึง

หลังจากขับผ่านชุมชนราวครึ่งชั่วโมง ผมเลี้ยวเข้าไปจอดรถในรั้วบ้านร้าง ใต้ถุนโล่ง ปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์ ป้ายไม้บ้านเลขที่ 158/1 หล่นหลงอยู่ตรงพื้นสีซีดจาง ต้นฉำฉาสูงใหญ่แผ่กิ่งก้านสยายโอบล้อมบ้านหลังนั้นให้ดูทะมึน สายลมร้อนพัดมาวูบหนึ่ง หลังคาสังกะสีไหวพะเยิบพะยาบ

ผมตะโกนเรียกเพื่อนข้างบ้านที่จ้างดูแลบ้านหลังนี้ ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ คงออกไปไร่นาท้ายหมู่บ้าน ผมควักลูกกุญแจดอกนั้นมาจากกระเป๋าใบใหญ่ สอดเข้าไปในแม่กุญแจ เกร็งนิ้วมือบิดซ้ำๆ แต่ไม่ขยับเขยื้อนใดๆ เห็นรอยคราบสนิมอุดตัน ผมป้ายเหงื่อผุดพราย ลองเอากุญแจแตะน้ำลายแล้วบิดซ้ำๆ จนปวดนิ้วก็ยังไม่บรรลุผล

ด้วยความหงุดหงิดผมถึงกับกระโดดถีบประตูไปสามสี่ครั้ง ประตูไม้ผุพังหล่นลงมาดังโครม บานพับหักงอหลุดกระเท่เร่ เดินดุ่มเข้าไปในท่ามกลางเงาสลัว เสียงร้องของนกพิราบโผบินคล้ายเสียงคน ร่างผมสั่นสะท้านหวั่นไหวกับภาพในภวังค์หมุนผ่าน กลิ่นเน่าเหม็นคล้ายหนูตายโชยมา

เพื่อคลายความอึดอัด ผมเอื้อมมือไปเปิดหน้าต่างทั้งสี่บาน ลำแสงพุ่งไปตรงเตียงนอน ยังมีฟูกที่นอนสีแดงซีดมีรอยแตกปริจากฝีปากหนูเข้ามากัดแทะทำรัง นุ่นสีขาวทะลักออกมา ผ้าปูลายดอกโบตั๋นเป็นรอยดำคล้ำ หมอนสีฟ้ากระด่างกระดำ บนหัวนอนมีหิ้งแขวนป้ายสีแดงเขียนชื่อเทพเจ้าเป็นภาษาจีน กระทั่งกระถางธูปลายมังกรเล็กยังคงมีธูปสามดอกปักอยู่ ใกล้ๆ กันมีโกศใส่กระดูกสองใบตั้งเคียงกัน

ด้านข้างป้ายมีหน้ากากเสือไหหลำสีเหลืองลายดำผ่าเป็นสองซีกเป็นปริศนา อ้าปากเห็นลิ้นสีแดง เขี้ยวโง้งยาวน่าเกรงขาม สายตาคู่นั้นจับจ้องมายังผมทุกขณะก้าวเดิน

 

เรื่องราวในชีวิตหนหลังพลิกผันโลดโผน เริ่มต้นจากหน้ากากเสือไหหลำตัวนี้และเตียงนอนไม้สักหลังนั้น หนึ่งในความทรงจำก่อนโน้น ขณะกลับมาจากโรงเรียนในยามเย็น ผมหน้าตาฟกช้ำเกิดจากการตะลุมบอนแลกหมัดกับเพื่อนๆ ในห้อง พวกมันล้อเสมือนจิกหัวว่า “ไอ้เจ๊ก” บอกแล้วว่าผมเป็นคนใจร้อน ครูประจำชั้นเรียกไปตีทั้งกลุ่ม ย้ำเตือนว่า

“เด็กชายหยวน แซ่บ้าง แค่เพื่อนล้อเธอเล่นแค่นี้ อย่าไปน้อยใจอะไรนักเลย ครูขอร้องนะ” ครูเรณูปลอบใจ จะไม่ให้รู้สึกน้อยใจได้อย่างไรกัน มีอยู่ครั้งหนึ่งในห้องเรียน ครูให้เล่าเรื่องครอบครัวถามชื่อพ่อแม่ ผมยกมือบอกไม่มีพ่อ ครูหันกลับมาย้อนถามว่า

“ไม่มีพ่อแล้วเกิดได้อย่างไร แปลกจัง” ผมตะโกนตอบด้วยเสียงดังว่า

“ผมมีแต่เด เดชื่อ ลู่อัน แซ่บ้าง” เพื่อนๆ หัวเราะกันครืน

แม่วางมือจากกระถางหิ้วปลายรำข้าวหุงกับผักโขมไปเลี้ยงหมูในเล้า เมื่อเสียงร้องของหมูทั้งยี่สิบตัวคลายเสียงลง ผมจึงไม่ต้องตะโกนถามเสียงแหบแห้งแข่งกับเสียงหมูทั้งเล้า

“มึงเกิดจากถังขยะ มีคนนำมาวางไว้หน้าบ้าน มึงพอใจหรือยัง” แล้วแม่ก็ร้องไห้ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น

 

ผ่านไปหลายเดือน ใกล้งานตรุษจีน เดเรียกปลุกผมในยามเช้ามืด ให้ไปช่วยเชือดคอไก่ เริ่มจากจับไก่เลี้ยงที่ไว้ในเล้า ไขว้ปีกทั้งสองข้างไปด้านหลัง มัดขาไก่ด้วยเชือกปอกล้วย เดจะถอนขนตรงรอบคอไก่ แล้วจับคอไก่ยืนให้ผมใช้ใบมีดโกนคมกริบปาดฉับตัดกับหลอดคอ เลือดจะไหลพุ่งให้เอียงไหลงสู่ถ้วยที่วางไว้ ตัวแล้วตัวเล่า แล้ววางไว้กับพื้น บางตัวยังดิ้นกระพือปีกไปอีกไกลกว่าจะหมดฤทธิ์ ก่อนจะนำไปลวกในน้ำเดือดแล้วนำมาแช่น้ำเย็นถอนขนออกให้เห็นหุ่นเหลืองอวบอ้วนใส่กะละมังไว้

เดทำทุกอย่างในการไหว้เจ้า ตั้งแต่เตรียมของเซ่นไหว้ หัวหมู ไก่ต้ม ขนมนมเนย จุดธูปเทียนควันโขมง และยังมีหน้ากากเสือไหหลำวางไว้ด้วย จบลงด้วยเผากระดาษเงินกระดาษทอง หน้าที่ของแม่ทำเพียงขนมเข่งและขนมเทียนเท่านั้น เมื่อเอ่ยถามเดว่า ทำไมต้องไหว้เจ้าด้วย เดบอกว่าไหว้บรรพบุรุษ จะทำให้เราร่ำรวยและอยู่เย็นเป็นสุข หลังจากนั้นเดจะวานให้ผมนำไก่ไปแจกเพื่อนบ้าน รวมทั้งบ้านของไอ้ดำและไอ้แกละเพื่อนร่วมห้องที่ชอบล้อผมประจำ

วันนั้นเดจะใจดี สวมเสื้อผ้าชุดใหม่ ผมสีดอกเลาของพ่อตัดสั้นได้รูปทรง ยื่นซองอั่งเปาสีแดงให้ผมและแม่ไปซื้อผ้าใหม่ๆ หรือเที่ยวเตร่ได้ตามสะดวก เดกวักมือให้ผมไปนั่งห้อยขาบนเตียง เดหยิบหน้ากากเสือไหหลำนำมาสวมให้ผม เป็นฝีมือทำขึ้นเองจากการสานขึ้นโครงไม้ไผ่แล้วใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ชุบน้ำแปะทับหลายสิบชั้น ก่อนจะนำไปผึ่งแดดหลายวันจนแห้งสนิท แล้วลงมือวาดหน้าลงสี

“อั๊วจะทำให้ลื้อใส่ สักวันจะได้ไปเล่นแห่เสือไหหลำในงานตรุษจีนศาลเจ้าแม่ทับทิมในเมือง สมัยเด็กๆ อั๊วอยู่เมืองไฮ้เข่า เกาะไหหลำ ต้องเล่นฝึกในศาลเจ้าแลกข้าวเขากิน ลื้อจะไปรู้อะไรถึงความอดอยากในชีวิตอั๊ว” ผมอึดอัดเมื่อลองสวมหน้ากากใบนั้น เหม็นทั้งกลิ่นสีน้ำมันและกลิ่นเชื้อราของกระดาษอับชื้น อยากจะถอดออกแล้วจุดเผาไฟ แต่ทำได้เพียงนั่งตัวแข็งทื่อ และภาวนาให้เดลืมเรื่องนี้เสีย

“มันมีเรื่องเล่าว่า แม่กับลูกชายเดินทางไปไหว้ศาลเจ้าปึงเถากง และมีเสือนอนหลับอยู่ข้างศาลเจ้า โดยปกติเสือตัวนี้เป็นเสือใจดีจะไม่ทำร้ายใคร แต่เด็กชายคนนั้นเข้าไปแหย่เสือที่นอนหลับด้วยความสนุก อยู่ๆ เสือก็ตื่นขึ้นด้วยความโกรธแล้วกินเด็กลงไปในท้อง ส่วนแม่ตกใจร้องเสียงหลง แต่ไม่รู้จะทำอะไรได้ ทำได้เพียงร้องไห้คร่ำครวญหน้าศาลเจ้านั้น ฝ่ายเทพเจ้าปึงเถากงเห็นเหตุการณ์ก็นึกสงสารจึงไปขอให้พระภูมิเจ้าที่สององค์ช่วยเหลือออกมาจากท้องเสือได้ ชาวจีนไหหลำจึงได้นำตำนานเรื่องนี้มาเป็นการแสดงบูชาเทพเจ้า อั๊วจึงอยากให้ลื้อลองทำสักครั้งในชีวิต”

ผมจะไม่ทำ เสียงเสืออีกตัวคำรามในใจผม

 

หลังจากวันนั้น แม่พาผมนั่งรถไปจังหวัดนครสวรรค์ บอกเพียงว่าจะไปหาเพื่อนเก่ามาบวชเป็นพระภิกษุในวัดนครสวรรค์ แล้วนอนค้างในโรงแรมหมี่กังหนึ่งคืน รุ่งเช้าแวะไปกราบหลวงพ่อน้ำหวาน รุ่นราวคราวเดียวกับแม่ ผิวคล้ำอ้วนเตี้ย ท่าทางใจดี เมื่อแม่แนะนำว่าเป็นลูกชาย หลวงพ่อถึงกับดึงร่างของผมเข้าไปกอด รู้สึกเหมือนมีไออุ่นเข้ามากระทบ ควักเงินใส่ซองปึกใหญ่ แล้วพร่ำให้พรว่า

“ตั้งใจเรียนนะลูก มีปัญหาอะไรแวะมาหาหลวงพ่อได้ทุกเมื่อ”

แม่ยกมือขึ้นสาธุ ก้มกราบแล้วจากลามา ขึ้นรถไฟเที่ยวสี่โมงเช้าขบวนกรุงเทพฯ-นครพิงค์ เป้าหมายปลายทางลงตรงสถานีแควน้อย ก่อนจะต่อรถสองแถวอีกเกือบสามสิบกิโลเมตรมายังหมู่บ้านของเรา

ค่ำนั้น เดยืนหน้าง้ำเมื่อแม่ผลักประตูเข้าไปในบ้าน คว้าข้อมือของแม่กระชากลงไปบนเตียง ตบหน้าแม่ดังฉาดใหญ่ ร่างนั้นล้มลงไป แม่เงยหน้าขึ้นมามองประกายตากล้าแกร่ง ไม่มีน้ำตาเลยสักหยด เดหันมาหาผมตัวสั่นเกร็ง แล้วชี้หน้าเกือบทะลุเข้าไปในเบ้าตา ตะคอกเสียงดัง

“อย่าให้อั๊วรู้นะว่า พวกมึงสวมเขาให้อั๊ว แอบไปหาแฟนเก่า อั๊วจะเอาพวกลื้อให้ถึงตาย” เดคงเป็นเสมือนเสือร้ายที่กลืนกินร่างลูกชายเข้าไปในท้อง เมื่อเดหุนหันออกจากบ้านหายไป แม่หันเข้ามากอดร่างผมไว้แน่นเกือบหายใจไม่ออก แม่ปล่อยโฮ พูดตะกุกตะกัก

“แม่ถูกยายบังคับให้แต่งงานกับไอ้เจ๊กทั้งๆ ที่มีคู่หมายแล้ว แม่สัญญาจะแต่งงานกับพระน้ำหวานหลังจากสึกมา ขนาดลงทุนซื้อเตียงไม้สักหลังนี้เอาไว้ แต่ไอ้เจ๊กให้สินสอดมากมาย ยายของเอ็งจึงรับเป็นลูกเขยทั้งๆ ที่เดมีลูกมีเมียอยู่เมืองจีน แก่กว่าแม่ถึง 14 ปี ตอนนั้นแม่เห็นว่ายายต้องการเงินไปไถ่จำนองนา เมื่อแต่งงานไปสักพักแล้วจะหย่ากัน แต่พอมีเอ็งขึ้นมา ด้วยฝีมือหมอตำแยบนเตียงหลังนี้ แม่ก็ไปไหนไม่ได้อีกเลย”

ผมเผลอไปมองไปยังหน้ากากเสือไหหลำ เห็นมันกำลังแยกเขี้ยวคำราม

 

ในวันพ่อปีนั้น เดไม่ยอมไปร่วมพิธีของโรงเรียน อ้างว่ามีธุระ แม่ต้องจำยอมบากหน้าไปงานแทน กลัวว่าผมจะอับอายเพื่อน นั่นยิ่งทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ บรรดาพ่อของเพื่อนๆ แอบนินทาว่า เพราะเดเป็นไอ้เจ๊ก พูดไทยไม่ชัด หรือว่าผมไม่ใช่ลูก แม่ยังคงนิ่งเงียบงัน ชวนผมแยกตัวออกไปนอนในเพิงคอกหมู ปล่อยให้พ่อนอนบนเตียงหลังนั้น

เกิดเรื่องใหญ่ในคืนนั้น ขณะเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่หก ผมเดินฝ่าความมืดออกไปหายาแก้ท้องเสียในบ้าน ได้ยินเสียงครวญครางบนเตียง เงาร่างตะคุ่มม้วนกลมดังเสือไหหลำกัดเหยื่อให้จมเขี้ยว หน้ากากเสือหายไปจากชั้นวาง ผมค่อยๆ คุกเข่าคลานเข้าไปใต้เตียงอย่างแผ่วเบา นอนตัวแข็งฟังเสียงกระเส่าเพริดไหว ใช้มือล้วงเข้าไปในเป้ากางเกง รับรู้ถึงความปวดมวนในช่องท้อง ก่อนมือของผมจะเปรอะเปื้อนคละคลุ้ง

ผมไม่กล้าบอกเรื่องนี้แก่แม่ กลัวการทะเลาะตบตีกันแล้วหย่าร้าง แล้วผมจะอยู่อย่างไร จึงเก็บความลับนี้เงียบสนิท เจ็บลึกบาดหัวใจให้เป็นริ้ว มีหรือคนอย่างผมจะไม่คิดแก้แค้น

โอกาสมาถึง ในคืนหนึ่งเดมัวแต่ไปกินเหล้าในงานศพแถวบ้าน แม่หม้ายคนนั้นเดินย่องๆ เข้ามานอนบนเตียง ผมแอบซ่อนซุ่มอยู่ใต้เตียง ดึกคล้อยน้ำค้างลงบนหลังคาสังกะสี เดก็ยังไม่กลับมา หัวใจผมระทึกค่อยๆ คืบคลานจากใต้เตียง เตรียมถอดเสื้อผ้า ร่างเปลือยเปล่าเดินแผ่วจรดปลายเท้า หยิบเอาหัวเสือไหหลำมาคลุมหน้า พร้อมโจนทะยานตะปบเหยื่ออยู่ตรงหน้านั้น

คล้ายผมได้ยินเสียงฉาบ รัวกลอง ตีเร่งเร้าให้เสือไหหลำหนุ่ม ผงาดกระโดดโลดเต้นด้วยท่าผาดโผนลำพอง ม้วนหน้าม้วนหลังกลิ้งตัวไปมา ล้มลุกคลุกคลาน ดั่งราวกับฝึกฝนมาช่ำชอง ก่อนจะฝังเขี้ยวขาวลึกจมดิ่งไปในหลุมลึก ได้ยินเสียงเหยื่อครางเสียงหลง

 

ฉับพลัน ไฟในบ้านสว่างจ้า เดกระชากหน้ากากผมออก ต่อยหน้าผมล้มคว่ำกับพื้น ปากผมแตกแสบ และคว้ามีดดาบยาวมาจ่อตรงคอหอย หากจรดปลายมีด คอผมคงทะลุเหมือนวิธีเชือดไก่ ร่างเปลือยผมกระตุกสั่น ขนาดสุนัขถูกวิ่งไล่ล่ามาจนตรอก มันยังหันหน้ามาต่อสู้เลย เหมือนผมในยามนี้

เสียงแม่ร้องไห้อยู่ข้างๆ รั้งแขนเดไม่ให้บุ่มบ่ามย่ามใจ ผมค่อยๆ ลุกขึ้นยืนประจันหน้ากับเด เจ้าเสือร้ายกำลังแยกเขี้ยว “เมื่อผมไม่ใช่ลูกเดก็ฆ่าไปเลย”

เดกัดฟันกรอด สะบัดมือแม่ เงื้อมีดสุดปลายแขน ผมหลับตาแน่น เสียงดังฉับ หน้ากากเสือไหหลำขาดเป็นสองท่อน “พวกลื้อออกไปจากบ้านอั๊ว ก่อนที่จะฆ่าพวกลื้อ” แม่นิ่งไม่พูดอะไร หันหลังกลับไปยังคอกหมู เช้ามืดนั้นแม่แขวนคอตายตรงแคร่บานประตูไม้

หัวใจผมแตกสลายเป็นผุยผง ไร้เรี่ยวแรง เหมือนมีเสียงบางอย่างล่องลอยมาจากแดนไกลให้ผมหนีออกไปจากบ้าน หนีไปจากเสือร้ายจากดินแดนโพ้นทะเล ผมเก็บกระเป๋านั่งรถไฟในเที่ยวแรกมุ่งตรงไปนครสวรรค์ ไม่แม้กระทั่งอยู่รอร่วมงานเผาศพแม่ของตัวเอง

เมื่อหลวงพ่อน้ำหวานทราบเรื่อง ท่านพูดสั้นๆ ว่า “มันเป็นเรื่องของเวรกรรม” ก่อนจะหันหลังสวดมนต์นั่งทำสมาธิ ผมสังเกตเห็นว่า ศีรษะล้านเตียนนั้นเส้นเลือดไหวเหมือนระลอกคลื่นในทะเล หลังจากนั้นหลวงพ่อรับผมเป็นเด็กวัด ส่งเสียให้เรียนต่อและชุบตัวใหม่ เปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนามเป็นคนไทย หลวงพ่อจึงตั้งชื่อให้ใหม่และอนุญาตให้ใช้นามสกุลของท่านอีกด้วย

ผมจึงเป็นคนใหม่ชื่อ นายภาณุพงษ์ คงจันทร์ และหัดเรียนภาษาจีนกลางในโรงเรียนสอนพิเศษข้างวัด

เรื่องราวอันปวดร้าวนั้น ถูกฝังไว้ใต้ก้นบึ้งในส่วนที่ลึกล้ำ ข่าวคราวของผมและเดระเหิดหายไปในอากาศ จนเมื่อเดือนก่อนนายเจือเพื่อนสนิทในวัยเด็ก ค้นหาที่อยู่จนโทร.มาว่าให้ไปงานศพเด เสียชีวิตที่โรงพยาบาลพุทธชินราชด้วยโรคมะเร็งตับ แต่ผมติดทริปทัวร์ไปญี่ปุ่นกับเพื่อนๆ ครูสาขาภาษาจีนในช่วงนั้นพอดี จึงไม่ได้ไปงานศพใดๆ และไม่เคยแจ้งข่าวนี้แก่หลวงพ่อน้ำหวานด้วยซ้ำ

คิดเสียว่าเรามีวาสนาต่อกันแค่นั้น

 

ผมถึงกับสะดุ้ง เสียงตะโกนโหวกเหวกมาจากข้างบ้าน ผมเดินไปชะโงกหน้าต่างโบกไม้โบกมือให้นายเจือเพื่อนเก่าและคนดูแลบ้านหลังนี้

“ญาติๆ ของเดแกลงมติว่า บ้านเก่ายกให้ลูกคนเดียว กูจึงต้องติดต่อกับมึง ตั้งแต่มึงหนีออกจากบ้านไป เดแกก็กินแต่เหล้า หาเงินได้เท่าไหร่ไม่เหลือสักบาท มึงจะขายบ้านนี้ไหม”

ประโยคนั้น เหมือนผมต้องหาคำตอบให้ตัวเอง จะตัดสินเลือกอะไรดีในชีวิต

ยังเหลือภารกิจสุดท้ายในวันนี้ ผมหันหลังเดินเข้าไปตรงเตียงหลังนั้น ลองคลานมุดเข้าไปใต้เตียงเผื่อความทรงจำในวันอันสับสนจะหวนคืน ค่อยๆ ปูผ้าขาวม้าที่เตรียมมา แล้วนอนหงาย สายตาผมสะดุดกับกล่องไม้ลับเล็กๆ ติดอยู่ใต้เตียง ผมค่อยๆ เอื้อมมือไปดึงลิ้นชักออก ธนบัตรฟ่อนใหญ่หล่นลงมา และมีจดหมายเขียนด้วยลายมือภาษาจีนแกมหวัด แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า

โต้หยวน ลูกรัก

เดเหมือนเสือไหหลำใจร้ายกินความฝันของลื้อ ใจจริงแล้วเดกลัวลื้อและแม่ของลื้อทิ้งอั๊วไป คิดอยู่ว่า ไม่มีใครรักอั๊วเลย อั๊วเป็นคนจีนไร้ญาติขาดมิตร เสมือนคนไม่มีหัวใจ อั๊วดีใจที่แกหนีออกไปจากบ้าน ลื้อมีนิสัยเหมือนอั๊วทุกอย่าง อั๊วจึงตายนอนตาหลับแล้ว หวังว่าสักวันลื้อต้องกลับมาบ้านหลังนี้ แต่ลื้อยังดีกว่าอั๊วตรงที่ได้กลับมาบ้านเกิด ส่วนอั๊วคงไม่ได้กลับไปเมืองไฮ้เข่า มันต้องข้ามน้ำข้ามทะเล บริเวณใกล้ศาลเจ้ากระดูกบรรพบุรุษของอั๊วฝังไว้ตรงนั้น

อั๊วรักลื้อนะ บ้างโต้หยวน ลูกรัก

หลังจากอ่านจบด้วยมือสั่นเทา ผมเหมือนถูกมนต์คาถาสะกดให้ร่างแน่นิ่งกลายเป็นหินไปชั่วขณะหนึ่ง ทำนบน้ำตาดั่งห่าฝนรินไหล หลังจากนั้นผมกดโทรศัพท์จองตั๋วไปทัวร์เกาะไหหลำ ย้ำว่า 2 ที่นั่งในเดือนหน้า ตรงกับเทศกาลตรุษจีนพอดี

ผมนั่งบนเตียงถอดเสื้อยืดเช็ดโกศของเดและแม่อย่างแผ่วเบา ผมเหลือบเห็นดวงตาจากหน้ากากเสือไหหลำจ้องมองมา เสมือนมีเสียงลึกลับเป็นเสียงขบวนแห่ รัวฉาบ ตีกลอง เฉลิมฉลองพัดพามากับสายลม ผมเห็นรอยยิ้มของหน้ากากเสือไหหลำฉีกยิ้มหวานทั้งฝีปากและดวงตาหยี

นอกหน้าต่างฝนหลงฤดูเทลงมาอย่างบ้าคลั่ง •