“นินทา” ในภาษาบาลีไม่ใช่การ “ว่าร้ายลับหลัง” แบบในภาษาไทยใช้

ญาดา อารัมภีร

‘นินทา ‘ ในภาษาไทยมาจากคำว่า ‘นินฺทา‘ ในภาษาบาลีสันสกฤต เป็นคำนาม แปลว่า การติเตียน คำติเตียน เป็นคำกริยา หมายถึง ติเตียน ไทยนำมาใช้ในความหมายว่า ว่าร้ายลับหลัง ตำหนิติเตียนลับหลัง พูดให้ร้ายผู้อื่น นำความชั่วความไม่ดีของผู้อื่นมาพูดเล่าสู่กันฟัง

พระพุทธองค์ทรงกล่าวถึง ‘นินทา’ ไว้เป็นระยะๆ ดังคาถาที่ 81 มีข้อความว่า

“เสโล ยถา เอกฆโน
วาเตน น สมีรติ
เอวํ นินฺทาปสํสาสุ
น สมิญฺชนฺติ ปณฺฑิตา”

ศาสตราจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิตผู้ล่วงลับ ได้แปล “คาถาธรรมบท” ในพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เป็นหนังสือชื่อ “พระวจนะในธรรมบท” ด้วยภาษาไทยที่เข้าใจง่าย สั้นกระชับจับใจ ตัวอย่างข้างต้นท่านแปลว่า

“ขุนเขาไม่สะเทือน
เพราะแรงลม ฉันใด
บัณฑิตก็ไม่หวั่นไหว
เพราะนินทา หรือสรรเสริญ ฉันนั้น”

กวีไทยสมัยก่อนคงจะดำเนินตามคำของพระพุทธองค์ ดังจะเห็นได้จาก “โคลงโลกนิติ” บทที่ 36 มีความหมายตรงกันไม่ผิดเพี้ยน

“ภูเขาทั้งแท่งล้วน ศิลา
ลมพยุพัดพา บ่ ขึ้น

สรรเสริญและนินทา คนกล่าว

ใจปราชญ์ฤๅเฟื่องฟื้น ห่อนได้จินต์จล” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

ความหมายคือ ลมพายุไม่อาจพัดภูเขาให้ขยับเขยื้อนหรือสั่นสะเทือนได้ฉันใด คำสรรเสริญหรือนินทาย่อมไม่อาจทำให้ใจนักปราชญ์หวั่นไหวได้ฉันนั้น

 

บทละครรำเรื่อง “อิเหนา” นำ ‘คำนินทา’ มาเปรียบกับ ‘ลมพายุพัดภูเขา’ เช่นกัน ดังตอนที่อิเหนาลักพานางบุษบา นางได้เตือนสติอิเหนาว่า การกระทำเช่นนี้จะเป็นที่ติฉินนินทาของคนทั้งหลาย

แต่อิเหนากลับแย้งว่า การนินทาเป็นธรรมดาโลก คนชอบพอกันย่อมพูดถึงกันในทางที่ดี คนเกลียดชังกันก็นินทาว่าร้ายกัน

อิเหนาไม่สนใจว่าใครจะนินทาอย่างไร เมื่อไม่สนใจ คำนินทาก็ไม่เกิดผล และมีสภาพไม่ต่างกับลมพายุพัดมาปะทะภูเขาซึ่งไม่มีทางสะเทือนไหวไปตามแรงลม

“อันความติฉินยินร้าย มีทุกหญิงชายนะโฉมศรี
ที่รักก็เห็นว่าเปนดี ที่มิชอบทีก็นินทา
อันว่าร้ายเราผู้รักษาสัตย์ ดังวายุพัดภูผา (วายุ = พายุ)
บุราณท่านย่อมกล่าวมา จะกลัวคำนินทาไปว่าไร” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

“พระวจนะในธรรมบท” ยืนยันความจริงที่ว่า ‘สรรเสริญ’ และ ‘นินทา’ เป็นของคู่กัน ไม่มีวันพรากจากกันไปได้ ดังคาถาที่ 228

“ไม่ว่าในอดีต ปัจจุบัน อนาคต
คนที่ถูกสรรเสริญ โดยส่วนเดียว
หรือถูกนินทา โดยส่วนเดียว ไม่มี”

โดยเฉพาะ ‘การนินทา’ เป็นธรรมดาโลก มีมาช้านานก่อนสมัยพุทธกาลเสียอีก ดังคาถาที่ 227

“อตุลเอย เรื่องอย่างนี้มีมานานแล้ว
มิใช่เพิ่งจะมีในปัจจุบันนี้
อยู่เฉยๆ เขาก็นินทา
พูดมาก เขาก็นินทา
พูดน้อย เขาก็นินทา
ไม่มีใครในโลก ที่ไม่ถูกนินทา”

พระพุทธวจนะข้างต้นเป็นจริงโดยแท้ แม้องค์พระประมุขของชาติยังไม่พ้นคำนินทา ดังที่ ‘พระไอยการอาญาหลวง’ ใน “กฎหมายตราสามดวง ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่ม 2” กำหนดโทษผู้นินทาพระมหากษัตริย์ไว้ตั้งแต่สมัยอยุธยา ใช้มาจนถึงรัตนโกสินทร์

“๗๒ มาตราหนึ่ง ถ้าผู้ใดติเตียนนินทาว่ากล่าวพระเจ้าอยู่หัวต่างต่าง พิจารณาเปนสัจ ให้ลงโทษ ๓ สถานๆ หนึ่ง คือ

ให้ฟันคอริบเรือน ๑ }

ให้ริบสิ่งสีนแล้วเอาตัวลงหญ้าช้าง ๑ } ๓

ให้ทวนด้วยลวดหนังโดยสกัน ๕๐ ที หมีสกัน ๒๕ ที ๑ }”

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงออกประกาศฉบับที่ 343 เรื่อง “ตั้งพันปากพล่อย” ตอนหนึ่งมีพระราชดำรัสเตือนผู้นินทาว่าร้ายพระองค์

“ก็พระยาศรีสหเทพ แลพระมหาเทพนี้ ในหลวงยังเห็นแก่หน้ายังเลี้ยงอยู่ ไม่เอาโทษเหมือนอ้ายผลแลหลวงเสน่ห์สรชิตนั้น จะต้องมีความกตัญญูรู้บุญคุณต่อในหลวงบ้างจึงจะเป็นมงคล คนที่นินทาในหลวงผิดๆ ไม่เป็นมงคลมาหลายท่านหลายนายแล้ว หลวงเสน่ห์สรชิตนั้นทำปืนลั่นทั้งกระสุนเกือบถูกคนตายถึง 3 ครา จึงถอดเสียสืบดูเถิด”

รัชกาลที่ 4 ทรงตั้งมั่นในความเที่ยงธรรม ไม่ทรงหลงเชื่อคำนินทาว่าร้ายที่ไร้สาระ

“ข้าราชการอิจฉาฤษยากันหงองๆ แหงงๆ เพ็ดทูลออดๆ แอดๆ กล่าวโทษกันบ้างแก้ตัวบ้าง เล่นบ้างจริงบ้าง ทรงพิเคราะห์ดูเห็นว่าความไม่เป็นถ้อย หมอยไม่เป็นขน เป็นแต่คนหงองๆ แหงงๆ กันก็ไม่ทรงชำระ” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

จะเป็นใครก็ตามไม่อาจพ้นคำนินทาไปได้ สมดัง “โคลงโลกนิติ” บทที่ 37 กล่าวว่า

“ห้ามเพลิงไว้อย่าให้ มีควัน

ห้ามสุริยแสงจันทร์ ส่องไซร้

ห้ามอายุให้หัน คืนเล่า

ห้ามดั่งนี้ไว้ได้ จึ่งห้ามนินทา”

 

เมื่อใดที่ห้ามไฟมิให้มีควัน ห้ามดวงอาทิตย์ดวงจันทร์มิให้ส่องแสง และหยุดกาลเวลา ห้ามอายุไว้ให้น้อยลง มิให้เพิ่มขึ้นได้ เมื่อนั้นจึงค่อยห้ามการนินทามิให้เกิดขึ้น

ห้ามนินทา แค่คิดก็ผิดแล้ว •