ศึกสุดท้ายที่ราฟาห์ ชี้ชะตา ‘เนทันยาฮู’

บทความต่างประเทศ

 

ศึกสุดท้ายที่ราฟาห์

ชี้ชะตา ‘เนทันยาฮู’

 

วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา ถือเป็นหนึ่งในวันที่ตึงเครียดที่สุดในสงครามกาซา

กองทัพอิสราเอลใช้เวลาตลอดวันนั้น ประกาศเรียกร้องให้บรรดาพลเรือนในราฟาห์ เมืองใหญ่เมืองสุดท้ายของปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา แหล่งหลบภัยของชาวปาเลสไตน์พลัดถิ่นไม่น้อยกว่า 1 ล้านคน ที่หลบหนีการสู้รบในสงครามยาวนาน 7 เดือนลงมากระจุกตัวอยู่ด้วยกัน

ทหารอิสราเอลเรียกร้องให้พลเรือนเหล่านั้นหลบออกจากพื้นที่ด้านตะวันออกของตัวเมืองไปยังแหล่งหลบภัยอื่นที่มี ส่อแสดงให้เห็นชัดว่า กองทัพอิสราเอลกำลังเตรียมการบุกเข้าสู่ราฟาห์จากด้านตะวันออก ที่เป็นพรมแดนติดต่อกับอิสราเอล

บ่ายวันเดียวกันนั้น ฮามาสทำในสิ่งที่หลายคนคาดไม่ถึง นั่นคือประกาศยอมรับข้อเสนอหยุดยิง ซึ่งอิสราเอลเสนอผ่านคณะตัวแทนเจรจาที่ประกอบด้วยตัวแทนจากการ์ตา อียิปต์ และสหรัฐอเมริกา

ทำเอาปาเลสไตน์จำนวนหนึ่งออกมาเฉลิมฉลองกันบนท้องถนนในราฟาห์ ด้วยเข้าใจว่า ในที่สุดการสิ้นสุดของสงครามก็มาถึง

 

แต่ในคืนเดียวกันนั้น ทหารอิสราเอลภายใต้การสนับสนุนของการโจมตีทางอากาศ ก็กรีธาทัพเข้ามาตามแนวชายแดนด้านตะวันออก เข้ายึดช่องทางข้ามแดนจากกาซาสู่อียิปต์ ช่องทางสุดท้ายที่จะอพยพผู้คนออกไปได้ หรือสามารถส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์เข้ามาสู่ราฟาห์ได้ ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของขบวนรถถังและยานยนต์หุ้มเกราะกับทหารราบของอิสราเอลไปโดยสิ้นเชิง

เบนยามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล แถลงในคืนนั้นปฏิเสธข้อตกลงที่ฮามาสให้การยอมรับ ระบุชัดเจนว่า “ยังห่างไกลจากความต้องการของอิสราเอล” กระนั้น ก็ยังยืนยันว่าการเจรจายังคงดำเนินต่อไป เพื่อหาหนทางบรรลุความตกลงที่อิสราเอลรับได้จนถึงที่สุด

ศึกใหญ่ในราฟาห์ที่แท้จริงจึงยังไม่เกิด หายนะของมนุษยชาติก็ยังไม่เกิดขึ้น แต่ทุกอย่างเขม็งเกลียวขมวดปมเข้ามาจนตึงเปรี๊ยะ จวนเจียนระเบิดอยู่รอมร่อ

คำถามก็คือ ความตกลงหยุดยิงที่นำเสนอกันอยู่นั้น คืออย่างไร และความต่างระหว่างสิ่งที่ฮามาสและอิสราเอลต้องการมีมากน้อยแค่ไหน สันติภาพอยู่ไกลสุดกู่จริงหรือ?

 

ข้อเสนอยุติสงครามกาซาดังกล่าวไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดใดๆ ออกมา เท่าที่รับรู้กันในส่วนของผู้สื่อข่าวและนักสังเกตการณ์ก็เป็นเพียงภาพรวมกว้างๆ กับข้อเสนอที่เป็นการต่อรองจากกลุ่มฮามาส ที่เผยแพร่อยู่สื่ออาหรับซึ่งเอนเอียงอยู่ข้างกองกำลังติดอาวุธปาเลสไตน์กลุ่มนี้

ที่น่าสนใจก็คือ ข้อเสนอดั้งเดิมและข้อเสนอต่อรองของฮามาสนั้นแทบจะเป็นข้อเสนอเดียวกัน แตกต่างกันเพียงรายละเอียดบางอย่างเท่านั้น

ข้อเสนอนี้เป็นความตกลงหยุดยิง 3 ขั้นตอน เริ่มต้นด้วยการหยุดยิงนาน 6 สัปดาห์ ซึ่งฮามาสจะตอบแทนด้วยการปล่อยตัวประกันชาวยิวที่จับกุมมาตั้งแต่การบุกเมื่อ 7 ตุลาคมปีที่แล้วที่เป็นเหตุให้เกิดสงครามหนนี้รวมทั้งสิ้น 33 คน

หากขั้นตอนแรกบรรลุผลสำเร็จก็จะนำไปสู่ขั้นตอนที่สอง คือการหยุดยิงต่ออีก 6 สัปดาห์ เปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายเจรจาต่อรองเพื่อ “ความสงบที่ยั่งยืน” ในกาซา ขณะที่อิสราเอลปล่อยตัวชาวปาเลสไตน์หลายร้อยในเรือนจำเป็นอิสระ และค่อยๆ ถอนทหารออกจากกาซา พร้อมกับที่ชาวกาซาก็สามารถ “กลับบ้าน” ทางตอนเหนือของฉนวนกาซาได้โดยอิสระ และได้รับความช่วยเหลือจากนานาชาติได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย

หากความตกลงที่เจรจากันในช่วงดังกล่าวบรรลุผล ฮามาสก็จะปล่อยตัวประกันที่เหลือทั้งหมด และความตกลงก็จะลุเข้าสู่ขั้นตอนที่สาม นั่นคือ การยุติสงคราม แลกเปลี่ยนศพผู้เสียชีวิต และคืนสันติสุขให้กับฉนวนกาซาอีกคำรบ

 

ผู้สันทัดกรณีที่อยู่ใกล้ชิดกับการเจรจาต่อรอง ชี้ว่า ความแตกต่างทางความคิดระหว่างอิสราเอลกับฮามาส กระจุกอยู่ในเรื่องของการปล่อยตัวประกันในขั้นตอนแรกเป็นสำคัญ ในข้อเสนอเดิมที่อิสราเอลเห็นพ้องด้วย กำหนดให้ปล่อยตัวประกัน 3 คนเป็นอิสระในทุกๆ 3 วัน เป็นตัวประกัน “ที่มีชีวิต” ไม่ใช่ศพของตัวประกัน (ซึ่งอิสราเอลเชื่อว่า ราว 1 ใน 4 ของตัวประกันรวม 130 คนที่ยังอยู่ในมือของฮามาสเสียชีวิตแล้ว)

แต่ฮามาสต้องการปล่อยตัวประกันเป็นอิสระ 3 คนในทุกๆ สัปดาห์ และจะปล่อยให้ครบ 33 คนหากความตกลงขั้นตอนแรกบรรลุผลในที่สุด ทั้งยังตัดคำว่า “มีชีวิต” ออกไป ซึ่งหมายความว่าฮามาสอาจส่งเพียงแค่ศพตัวประกันคืนให้อิสราเอลก็เป็นได้

ข้อแตกต่างอีกประการอยู่ในการเจรจาสันติในขั้นตอนที่สอง ฮามาสต้องการให้ความตกลงตามข้อนี้เป็น “ความตกลงถาวร” ในขณะที่อิสราเอลยืนยันว่าต้องเป็น “ความตกลงชั่วคราว” เท่านั้น

สุดท้ายก็คือ ฮามาสต้องการมีส่วนในการ “กำหนดตัวบุคคล” ที่จะได้รับอิสระจากเรือนจำอิสราเอล ซึ่งเป็นสิ่งที่ทางการอิสราเอลไม่ยอมรับ

ผู้สันทัดกรณีระบุว่า แม้ความแตกต่างเหล่านี้จะมีนัยสำคัญไม่น้อย แต่ก็ยังอยู่ในวิสัยที่จะใช้การเจรจาต่อรองเพื่อทำความตกลงกันได้ในที่สุด เพียงขึ้นอยู่กับว่า เนทันยาฮูต้องการยุติศึกครั้งนี้หรือไม่ เท่านั้นเอง

 

ผลการสำรวจความคิดเห็นล่าสุดของสถาบันประชาธิปไตยแห่งอิสราเอล องค์กรวิชาการอิสระ แสดงให้เห็นว่าชาวอิสราเอลส่วนใหญ่คือ 62 เปอร์เซ็นต์ต้องการให้ทำความตกลงหยุดยิง โดยให้ความสำคัญของตัวประกันเหนือกว่าชัยชนะของสงคราม

แต่ถ้าจำเพาะเจาะจงลงไปที่กลุ่มชาวยิวเอียงขวา ฐานเสียงสำคัญที่สุดของเนทันยาฮู เสียงข้างมากคือ 55 เปอร์เซ็นต์ กลับเห็นว่าการกวาดล้างราฟาห์ สำคัญกว่าสิ่งอื่นใดทั้งหมด รวมทั้งตัวประกัน

หากเนทันยาฮูผลักดันจนบรรลุความตกลงกับฮามาส รัฐบาลผสมในเวลานี้อาจถึงกาลแตกดับ จำเป็นต้องมีการเลือกตั้งใหม่ และมีโอกาสสูงที่เนทันยาฮูจะพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง

แต่หากเนทันยาฮูดึงดันจะทำศึกราฟาห์ต่อ ก็อาจสูญเสียพันธมิตรสำคัญที่สุดอย่างสหรัฐอเมริกาและตกเป็นเป้าประณามจากนานาชาติ หากหายนะแห่งมวลมนุษยชาติเกิดขึ้นตามมา

ดังนั้น ไม่ว่าจะเลือกในทางใด ศึกราฟาห์อาจเป็นศึกสุดท้ายของเนทันยาฮูอย่างแท้จริง