3 องค์กรปลุกตำรวจ ต้องปฏิวัติตัวเอง

ตํารวจอยู่ในขั้นวิกฤต วิกฤตๆๆๆ

ตำรวจต้องปฏิรูปๆๆๆ คำนี้ดูจะเคียงคู่กับวิกฤตๆๆๆ ตลอดมา

ได้ยินซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาไม่น้อยกว่า 40 ปีแล้ว

แต่เกือบครึ่งศตวรรษที่ล่วงผ่านไปนั้น ทำไมทุกประเด็นปัญหายังคงดำรงอยู่เหมือนเดิม

โครงสร้างองค์กรตำรวจ หัวโต ก้นแฟบ แขนขาลีบ รวบอำนาจไว้ส่วนกลาง มีแต่นายพลที่ “ออกคำสั่ง”

ไม่ยอมผ่าตัด กระจายอำนาจออกไปเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ท้องถิ่นและประชาชน

พนักงานสอบสวนมือใหม่ อ่อนหัด ไม่มีพี่เลี้ยง ไม่มีคนสอนงาน พอแก่กร้านประสบการณ์ก็ค้าสำนวน ถึงชั่วมี ดีไม่ปรากฏ ก็อยู่ได้ อยู่ดีกันจนเกษียณ ภาษีจากประชาชนเลี้ยงไปจนวันตาย

สถานีตำรวจที่กล่าวกันว่าเป็น “จุดแตกหัก” ของงานตำรวจ กลับไม่ได้รับการเหลียวแล

เติมงานเพิ่มภาระให้กับโรงพัก แต่ไม่เพิ่มกำลังพล น้ำมันรถจักรยานยนต์สายตรวจและรถยนต์สายตรวจที่ไม่เพียงพอตามโรงพักยังถูกผู้บังคับบัญชาเบียดบังไปใช้ส่วนตัว

แทนที่ “หัวหน้าสถานีตำรวจ” จะเป็นตัวแบบผู้นำตำรวจ ทุกวันนี้หลายแห่งคล้ายกระสือกระหาย ที่ไม่รู้ศัพท์แม้แต่คำว่า “อาย”

การแต่งตั้งโยกย้ายคือ “ต้นธาร” ของความล้มเหลวทั้งปวง

พล.ต.อ.ศักดา เตชะเกรียงไกร

พล.ต.อ.ศักดา เตชะเกรียงไกร นายกสมาคมโรงเรียนนายร้อยตำรวจเคยให้สัมภาษณ์กับ “มติชน” ว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ “เดินผิดทาง” ภาพลักษณ์เลวร้าย ตั้งหน่วยงานซ้ำซ้อน ตั้งทีมรีดไถ เอาแต่ขยายหน่วยงาน เพิ่มตำแหน่งประเคนให้กับผู้มีอำนาจ ขยายอัตรา เพิ่มนายพล แต่กำลังพลของโรงพักไม่เพียงพอ

นายกสมาคมโรงเรียนนายร้อยตำรวจ มีความเห็นว่า การเติมกำลังพลให้เพียงพอกับทุกโรงพักเป็นเรื่องสำคัญ พร้อมทิ้งท้ายด้วยข้อเสนอที่ท้าทายแหลมคมว่า

“ถ้าเกาให้ถูกที่คัน จะต้องกำจัดฝูงนักบินที่ไปรีดไถ ไปเก็บเงิน คนที่เป็น ผบ.ตร.จะกล้ามั้ย”

ความท้าทายข้อนี้จะมีใครกล้าตอบรับ!?

“วงจรอุบาทว์” ครอบงำตำรวจจนไม่รู้ถูกไม่รู้ผิด!

เมื่อเกิดคดีอื้อฉาวระหว่าง “อดีต ผบ.ตร.” พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล กับ “อดีตรอง ผบ.ตร.” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ภาพลักษณ์ตำรวจยิ่งเน่าเฟะ

ตำรวจที่เกษียณอายุราชการแล้วจำนวนหนึ่งภายใต้หัว “สมาคม” และ “ชมรม” จึงออกโรงเคลื่อนไหวหวังที่จะ “จุดไฟแห่งความเปลี่ยนแปลง”

คำว่า “ปฏิรูปตำรวจ”ผุดอีกครั้งภายหลังวิกฤตๆๆๆ!

พล.ต.อ.วินัย ทองสอง นายกสมาคมตำรวจ บอกว่า วิกฤตตำรวจวันนี้เข้าขั้นโคม่า แต่ไม่มีใครที่จะรู้ปัญหาตำรวจได้มากกว่าและดีกว่าตำรวจเอง จึงอยากให้ตำรวจช่วยกันปฏิรูปตัวเองเพื่อให้ตำรวจทำงานได้ปกติ มีความเป็นอยู่ที่ดี อยู่อย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี ไม่ต้องพึ่งพาสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

“ประชาชนอยากเห็นตำรวจไล่จับโจรมากกว่าตำรวจวิ่งเก็บส่วย ชาวบ้านต้องการตำรวจที่ดี ซื่อสัตย์ สุจริต จะต้องยอมรับว่ามีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม แต่ต้องลงมือแก้ไข จะฝ่าวิกฤตได้ ถ้าตำรวจลุกขึ้นมาปฏิรูปกันเอง”

 

2 นายกสมาคมตำรวจ พล.ต.อ.วินัย ทองสอง พล.ต.อ.ศักดา เตชะเกรียงไกร กับอีก 1 “ชมรมพนักงานสอบสวนตำรวจ” ที่มี พล.ต.อ.วุฑฒิชัย ศรีรัตนวุฑฒิ เป็นประธาน ประสานมือประสานใจกัน “ปลุก” ตำรวจ

เริ่มตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว สมาคมตำรวจรับบท “กองหน้า” เริ่มออกแคมเปญ คอนเทนต์ เช่น

“สนับสนุนปฏิรูปตำรวจ-ให้เคารพกฎหมาย เคารพสิทธิมนุษยชน โปร่งใส ตรวจสอบได้”

“สนับสนุนปฏิรูปตำรวจ-ให้เป็นองค์กรอิสระ ปลอดจากการเมือง”

“ปฏิรูปตำรวจ-ค่าน้ำมันสายตรวจรถยนต์วันละ 100 บาท แต่ให้ทำงาน 24 ชั่วโมง ไหวมั้ย”

“ปฏิรูปตำรวจ- ค่าน้ำมันสายตรวจรถจักรยานยนต์ วันละ 33 บาท แต่ให้ทำงาน 24 ชั่วโมง ไหวมั้ย”

“ปฏิรูปตำรวจ-บริการด้วยใจ แต่ค่าไฟตำรวจออกเอง” พร้อมรูปคนยืนชี้ไปที่แอร์แขวนผนังห้องทำงาน

ถือเป็นเรื่องพิสดารทีเดียวที่ทุกประเด็นปัญหายังคงดำรงอยู่เหมือน 40 กว่าปีที่แล้ว!

 

ทําไม “วิกฤต” ไม่ทุเลาเบาบาง

ปัญหาทุกเรื่องทุกด้านที่เคยพูดคุยถกเถียง ยังคงดำรงอยู่

เงินเดือน เบี้ยเลี้ยง สิทธิประโยชน์ที่ถูกเบียดบัง อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ อาวุธประจำกายที่ตำรวจต้องดิ้นรนซื้อหาเอง ความเดือดร้อนขัดสนของตำรวจชั้นผู้น้อย พฤติการณ์นายที่กินทั้งบน กินทั้งล่าง พร้อมสรรพฉ้อราษฎร์และบังหลวง รวมไปถึงการอยู่เบื้องหลังองค์กรอาชญากรรม จีนเทา การฉ้อฉล อบายมุข ยาเสพติด การเข้าออกประเทศที่ผิดกฎหมาย

นายก 2 สมาคมตำรวจกับ 1 ประธานชมรมพนักงานสอบสวนตำรวจ มีความตั้งใจที่จะ “ปลุกตำรวจ” ให้ลุกขึ้นมาสำรวจตรวจทานตัวเองและจุดอ่อนในองค์กรเพื่อ “เปลี่ยนแปลง”

ทุกประเด็นปัญหาจะถูก “นำเสนอ” ใหม่อีกครั้งเพื่อการปฏิรูป หรือ Reform

แต่จะว่าไปแล้ว ระหว่างการปฏิรูป หรือ Reform กับ Revolutionize yourself หรือ “การปฏิวัติตัวเอง” คำไหนน่าจะเหมาะกว่ากันกับ “การพลิกฟื้นองค์กรตำรวจ”

การปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องทั้งหลายในระบบงานตำรวจ เช่น งบประมาณสนับสนุนงานสืบสวน งานสอบสวน งบสาธารณูปโภค ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ งบฯ อาวุธ เครื่องมืออุปกรณ์ งบฯ น้ำมันรถ เงินเดือน เบี้ยเลี้ยง เงินพิเศษ สวัสดิการต่างๆ ตลอดจนปัญหากำลังพลของโรงพักนั้นก็ว่ากันไป

แต่ “ความเปลี่ยนแปลง” จะเกิดไม่ได้ ถ้าตำรวจทั้งองค์กรไม่ปฏิวัติตัวเอง

 

ที่ผ่านมา ไม่มีใครคิดที่จะ “เปลี่ยน” ความคุ้นชิน

ผู้นำและหน่วยนำของตำรวจผิดเพี้ยนเกินไป

ต่างก็คิดถึง “จังหวะก้าว” เฉพาะหน้าสำหรับตัวเอง เมื่อใด ปีใด และโอกาสใดจะได้ดำรงตำแหน่งสำคัญ

เส้นแบ่งของ “ตำรวจ” ผู้รักษากฎหมาย กับ “โจร” เลอะเลือน

ที่ไม่ควรจะสับสน ระหว่างเส้นแบ่งของตำรวจดีๆ กับตำรวจเลวๆ ก็สับสน

หลายสิบปีมาแล้วที่ “คนทำงาน” มักไม่ได้รับการส่งเสริมสนับสนุน

จนกระทั่งเกิด “วงจร” ที่ตำรวจจำนวนหนึ่งถอดใจ “จำนน” กับ “นายเลว” และรับได้กับพฤติการณ์เยี่ยงโจร หรือการกระทำที่ผิดกฎหมายของตำรวจ

เมื่อไม่กล้าที่จะแยกแยะและแยกตัวออกมา วันหนึ่งคนที่เคยได้รับการฝึกฝนอบรมมาเพื่อให้เป็น “ตำรวจ” ก็สามารถกลายเป็น “โจรในเครื่องแบบ” ได้โดยสมบูรณ์!?!!!