วิวาทะเพื่อไทย vs แบงก์ชาติ ความเป็นอิสระของ ธปท. ปั่นกระแสแก้ กม.-ปลดผู้ว่าการ

กระแสปลดผู้ว่าการแบงก์ชาติ หรือผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กลับมากระหึ่มอีกครั้ง หลังหัวหน้าพรรคเพื่อไทย “แพทองธาร ชินวัตร” จัดหนักหน่วยงานกำกับนโยบายการเงินด้วยตัวเอง บนเวที “10 เดือนที่ไม่รอ ทำต่อให้เต็ม 10” จัดโดยพรรคเพื่อไทย เมื่อค่ำวันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมา

โดยหัวหน้าพรรคเพื่อไทยระบุว่า กฎหมายพยายามจะให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นอิสระจากรัฐบาล เรื่องนี้เป็นปัญหาและอุปสรรคสำคัญมากๆ ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

ขณะที่คนในพรรคเพื่อไทยต่างออกมาโจมตีการทำงานของแบงก์ชาติ ว่าเป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศ รวมทั้งตั้งคำถามถึงความเป็นอิสระของแบงก์ชาติ

กลายเป็นวิวาทะร้อนขึ้นมาอีกรอบ

 

นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เป็นอีกคนหนึ่งที่ออกมาช่วยขยายความว่า

1. น.ส.แพทองธาร ตั้งคำถามถึง ธปท. เป็นสิทธิ เมื่อประสิทธิภาพของนโยบายการเงินที่เกิดจากความอิสระนั้นเป็นที่กังขา

2. ความอิสระของ ธปท.มาพร้อมกับกรอบเงินเฟ้อเป้าหมายที่ 1-3% ตามข้อตกลงกับกระทรวงการคลัง ซึ่งปัจจุบันหลุดกรอบและไม่เป็นไปตามข้อตกลงใช่ไหม เหตุจากระดับดอกเบี้ยนโยบายที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ (เงินเฟ้อปี 2567 คาดจะอยู่ 0.6-0.8%)

3. การที่ธนาคารกลางไม่สามารถรักษาเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเป็นระยะเวลายาวนาน คาดหลุดกรอบถึงสิ้นปี 2567 สะท้อนถึงประสิทธิภาพของธนาคารกลางหรือไม่

4. กระทรวงการคลังต้องการให้ประเทศมีนโยบายการคลังกับนโยบายการเงินที่สอดประสานกัน มิฉะนั้นนโยบายอีกฝั่งต้องเร่งขึ้นเกินความจำเป็น ซึ่งเป็นต้นทุนของประเทศ

5. เมื่อนโยบายการคลังถูกวิจารณ์ (Digital Wallet) เรา “รับฟังและปรับปรุง” นำสู่การปรับเงื่อนไข เราคาดหวังสิ่งเดียวกันจะเกิดขึ้นกับนโยบายการเงิน

 

ขณะที่ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า ที่ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand” ว่า การดำเนินนโยบายของ ธปท. หากไปอ่านกฎหมาย จะเห็นว่าไม่มีสักคำเดียวที่ใช้คำว่าอิสระ หรือว่าแบงก์ชาติต้องแข็งแรง แต่เขียนว่า ธปท.เป็นนิติบุคคล มีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ แต่ไม่ใช่เป็นส่วนราชการในเชิงของกฎหมายงบประมาณ

โดยประเด็นจริงๆ ถ้าไปดูว่าแบงก์ชาติมีหน้าที่ทำอะไร คือหน้าที่ทำให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับพอดี โดยคำนึงถึงแนวนโยบายของรัฐ คือ แบงก์ชาติจะต้องพูดคุยกับรัฐบาล เพื่อกำหนดเป้านโยบายเงินเฟ้อร่วมกัน ต้องรายงานให้รัฐบาลทราบ ต้องตกลงกับรัฐมนตรี ต้องส่งให้ ครม.เห็นชอบ

“ฉะนั้น จะบอกว่าเป็นอิสระจากรัฐบาล มันไม่ใช่ มันต้องทำงานร่วมกันจริงๆ และทำงานภายใต้รัฐบาลด้วยซ้ำ แต่ที่กฎหมายฉบับนี้มีความแตกต่างก็คือ การปลดผู้ว่าการ ทำได้ยากมาก แต่ประเด็นการทำงาน ไม่ได้มีว่าแบงก์ชาติเป็นอิสระ ไม่มีคำว่าอิสระสักคำเดียว”

 

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่า ธปท.ยังต้องการความเป็นอิสระ แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งบางครั้งอาจจะต้องมองภาพรวม หากนโยบายการคลังทำได้ไม่มีประสิทธิภาพ หรือทำงานหนักเกินไป นโยบายการเงินอาจจะต้องมีความยืดหยุ่นด้วย นอกจากเครื่องมือด้านอัตราดอกเบี้ย อาจจะดูในเรื่องของการปล่อยสินเชื่อ มาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ผ่านมาตรการหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อ หรือในมุมอื่น เพื่อให้นโยบายมีความคล่องตัวมากขึ้น

“หลายคนถกเถียงว่าแบงก์ชาติไม่ควรถูกแทรกแซงจากทางการเมือง เนื่องจากการเมืองหวังผลระยะสั้น แต่บทบาทของ ธปท.คือดูแลเสถียรภาพระยะยาว ไม่ตอบโจทย์ระยะสั้น ที่จะสร้างความเสียหายระยะยาว ซึ่งมองว่านโยบายเศรษฐกิจควรมีการพูดคุยกันในมุมของคลังและ ธปท. จะเป็นผลเชิงบวกมากกว่า”

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า มีเหตุผลว่าเมื่อพูดถึงเรื่องความเป็นอิสระของแบงก์ชาติ จะมีด้วยกัน 2 ประเด็น คือ

1. อิสระบนเป้าหมายที่ได้รับมา ได้มีการตกลงกับรัฐบาลหรือฝั่งการเมืองมาแล้ว ว่าจะบริหารจัดการเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเท่านี้ ดังนั้น ในมุมนี้ ธปท.ก็ควรมีอิสระในการบริหารจัดการเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบที่ตกลงกันไว้ และ

2.ความเป็นอิสระ ก็ต้องไม่ใช่แบบเป็นประเทศราช แต่ต้องรับผิดชอบเป้าหมายที่ได้รับมา มีความโปร่งใสในการตัดสินใจทางเลือกต่างๆ ซึ่งตราบใดที่ ธปท.สามารถรักษากรอบเป้าหมายที่ตกลงกันไว้ได้ รัฐบาลก็ไม่ควรเข้าไปยุ่งตรงนี้

“แบงก์ชาติตัดสินใจอะไรไป ก็ควรต้องอธิบายได้ว่าต้นทุนจากการเลือกแต่ละทางคืออะไร ยิ่งหากอธิบายทางเลือกให้ประชาชนได้รับรู้ได้ดีแค่ไหน ก็เป็นเรื่องที่ดี ซึ่งจุดที่สำคัญก็คือ ทุกคนมีสิทธิจะวิจารณ์การทำงานของ ธปท.ได้ การดำเนินนโยบายควรจะเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันได้อย่างเป็นปกติ ไม่ใช่แตะไม่ได้ แต่ควรถกเถียงกันบนหลักการ บนผลกระทบในเชิงนโยบาย”

“แต่หากจะไปแก้กฎหมายเพื่อลดความอิสระ ตรงนี้ผมว่าเป็นจุดที่จะเริ่มน่ากังวล นักลงทุนก็จะกังวล”

 

ขณะที่ในปีกของรัฐบาลนั้น นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้มีแนวคิดจะแก้กฎหมาย เพื่อลดความเป็นอิสระของแบงก์ชาติ โดยเรื่องนี้เป็นหน้าที่ของกระทรวงการคลังที่ต้องไปดูแล ซึ่งยืนยันว่าตนไม่เคยพูดเรื่องการลดความเป็นอิสระของผู้ว่าการแบงก์ชาติ

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติที่ตนต้องพูดคุยกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นทั้งหน้าที่ และความรับผิดชอบของตน ร่วมกับ ธปท. ที่จะต้องทำงานร่วมกัน เพื่อผลักดันให้เครื่องจักรสองเครื่อง ทั้งนโยบายการคลังและนโยบายการเงินสอดคล้อง และเดินไปในทิศทางเดียวกัน

โดยการจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทยขณะนี้คือ ต้องทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ดีขึ้น มีรายได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงอยู่ในปัจจุบันได้ อย่างไรก็ดี การจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้มากขึ้น ต้องทำให้คนในประเทศเห็นสอดคล้องกันก่อน จากวันนี้ที่ยังเห็นต่างกันอยู่

“ผมคุ้นดีกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เพราะทำงานอยู่ในแวดวงที่ไม่ต่างกัน เพียงแต่ต่างกันที่อายุเท่านั้น ฉะนั้น สิ่งที่ผมเห็น ผมคิดว่าทุกคนมีมุมมองของตัวเอง ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำก็คือว่า ต้องมานั่งคุยกัน หาจุดยืน ตกผลึก นำข้อเท็จจริงมาวาง แล้วร่วมกันแก้ปัญหาให้ประเทศ แก้ปัญหาให้ประชาชน”

นายพิชัยกล่าวว่า ตนคงจะมีการหารือกับผู้ว่าการ ธปท.ในเร็วๆ นี้ ทันทีที่มีโอกาส ซึ่งก็ยอมรับว่าหากมองในมุมแบงก์ชาติก็คงอยากเห็นสถานะการเงินของประเทศมั่นคง มีทุนสำรองมากๆ แต่ขณะเดียวกันมองอีกมุม ก็อยากเห็นประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งก็ต้องดูว่าจะเร่งเศรษฐกิจอย่างไร

“เรื่องที่ยังเห็นไม่ตรงกันก็ต้องคุยกัน อย่างเช่นที่มองว่า เวลาดอกเบี้ยลด จะทำให้คนใช้เงินมากขึ้น ก็ใช่ ถ้าไม่มีหนี้ ถ้าหนี้น้อย แต่วันนี้หนี้ถึงไหนแล้ว แล้วดอกเบี้ยน้อย จะมีปัญญาไหม วันนี้คิดแค่ว่าทำอย่างไรให้มีเงินคืนหนี้ และมีกิน คนละบริบท”

เมื่อถามถึงมุมมองต่อความอิสระของธนาคารกลาง นายพิชัยกล่าวว่า ทุกวันนี้อิสระอยู่แล้ว ซึ่งความอิสระหมายความว่า มีอิสระทางความคิด มีอิสระในการวิเคราะห์ มีอิสระที่จะเลือกทางเลือกที่ดีที่สุด แต่ทั้งนั้น ทางเลือกดังกล่าวต้องตอบสนองความต้องการของประชาชนด้วย หรือพูดอีกอย่างคือ ต้องตอบสนองความต้องการของคนที่มาทำงานแทนประชาชนด้วย

“ก็ต้องดูว่า ในความอิสระ วิน-วินหรือไม่ คือทุกคนได้ ผมคิดว่าถ้าไปคุย ผมจะไม่พูดเรื่องดอกเบี้ย แต่แล้วแต่ท่านจะคิด” รองนายกฯ และ รมว.คลังกล่าว

ที่สุดแล้ว เมื่อขุนคลังคนใหม่และผู้ว่าการแบงก์ชาติได้หารือกันแล้ว บรรยากาศการทำงานร่วมกันของรัฐบาลกับหน่วยงานกำกับนโยบายการเงินจะดีขึ้นหรือไม่ คงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป