ยุคต้น ซีพี

วิรัตน์ แสงทองคำviratts.wordpress.com

เรื่องราวศตวรรษซีพี ตำนานธุรกิจเริ่มแรก เล็กๆ จนมาถึงจุดเปลี่ยน

ซีพี (โดย YouTube ทางการ CP Group) นำเสนอ “เมล็ดพันธุ์แห่งความยั่งยืน” มาสักพัก (กุมภาพันธ์ 2567) เรื่องราวดูโรแมนติก (romanticize) ได้รับความสนใจอย่างมากมาย จินตนาการบรรเจิดเกี่ยวกับธุรกิจเมล็ดพันธุ์ผัก ทั้งนี้ ตอนที่แล้วได้เติมแต่งเรื่องราวและบริบทให้ตื่นเต้นขึ้นด้วย

มีคำถามข้อใหญ่ตามมา ตำนานข้างต้นมีความเชื่อมโยงกับซีพียุคสมัยอันยิ่งใหญ่ หรือไม่ อย่างไร จึงจำเป็นมีอีกตอนเพื่ออรรถาธิบาย ขยายความ อย่างตั้งใจให้ภาพทั้งต่อเนื่องและจุดเปลี่ยน

จากเรื่องเล่าของ ธนินท์ เจียรวนนท์ ผ่าน “บันทึกความทรงจำของ ธนินท์ เจียรวนนท์” หรือ My Personal History : Dhanin Chearavanont ในสื่อธุรกิจยักษ์ใหญ่แห่งญี่ปุ่น-NIKKEI (2559) และหนังสือ “ความสำเร็จ ดีใจได้วันเดียว” จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชน (พิมพ์ครั้งแรก กันยายน 2562) ตั้งใจให้ภาพตำนาน เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ธุรกิจศตวรรษรากฐานสังคมธุรกิจไทย ว่าไป มีไม่กี่แห่ง-โดยผู้ก่อตั้ง-เจี่ย เอ็กชอ เป็นไปตามกระแสคลื่นผู้อพยพจากจีนแผ่นดินใหญ่ กับการก่อตั้งธุรกิจเริ่มแรกช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง – “ห้างเจียไต๋จึง” (2464) โดยนำเข้าเมล็ดพันธุ์ผักจากจีน มาเปิดตลาดในสังคมไทย

ผ่านมาอีกราว 3 ทศวรรษ (2496) “ร้านเจริญโภคภัณฑ์” จึงเปิดขึ้น “…ตั้งใจขยายกิจการออกไปเป็นธุรกิจเกี่ยวกับการเกษตรเป็นหลัก…”

บางตอน “บันทึกความทรงจำ” ฉบับ NIKKEI ว่าไว้ ให้เห็นความเชื่อมโยงทางธุรกิจอย่างกว้างๆ เกี่ยวกับ “ธุรกิจเกี่ยวกับการเกษตร”

 

อันที่จริงเท่าที่อ่านจากหนังสืออ้างอิงทั้งสองเล่มข้างต้น มิได้อรรถาธิบายความเชื่อมโยงจาก “ห้างเจียไต๋จึง” ถึง “ร้านเจริญโภคภัณฑ์” อย่างเป็นสาระไปมากกว่านี้

เมื่อเทียบเคียงในเชิงบริบท ย่อมเห็นแตกต่าง จากภาวะความผันแปรของสถานการณ์ สู่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ท่ามกลางโอกาสเปิดกว้างในวิวัฒนาการครั้งสำคัญสังคมธุรกิจไทย

การสิ้นสุดยุคอาณานิคม กับจุดเริ่มต้นอิทธิพลสหรัฐอเมริกา เป็นจุดเปลี่ยน เป็นพลังสำคัญ ผลักดันแนวทาง นโยบายทางเศรษฐกิจเปิดกว้าง กับการสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานขนานใหญ่ กระตุ้นการพัฒนาทางเศรษฐกิจไทยดำเนินไป

ที่ควรอ้างถึง คือโครงการชลประทานในพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา (2490) ธนาคารโลกให้เงินกู้ก้อนใหญ่กับโครงการเจ้าพระยาใหญ่ หรือ The Greater Chaophraya Project (2495) เพื่อสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ คลองกั้นน้ำ ประตูน้ำ เขื่อนดิน และอ่างเก็บน้ำ เป็นโครงข่ายขยายพื้นที่ปลูกข้าว จนกลายเป็นสินค้าทางเศรษฐกิจอันดับหนึ่ง ถือเป็นวงจรใหญ่แห่งระบบเศรษฐกิจเวลานั้น จากระบบโรงสี คลังสินค้า สู่การส่งออก โอกาสใหม่ๆ มาถึงในจังหวะ ระบบและโครงสร้างกำลังขยับเขยื้อน โดยเฉพาะการพัฒนาสาธารณูปโภค เชื่อมระหว่างเมืองกับหัวเมือง ระบบเศรษฐกิจค่อยๆ ขยายตัวออกจากศูนย์กลาง-กรุงเทพฯ ขณะผู้บริโภคขยายฐานมากขึ้น

จาก “ห้างเจียไต๋จึง” (2464) จนมาถึง “ร้านเจริญโภคภัณฑ์” (2496) มีความเชื่อมโยงกันในฐานะ “ชิ้นส่วน” แห่งโอกาสใหม่ ในภาคเศรษฐกิจกำลังปรับโครงสร้าง

 

บริบทอ้างอิงเรื่องหนึ่ง ที่ควรกล่าวถึงคือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นแบบแผนตั้งแต่ปี 2486 เปิดฉากการสอนวิชาสำคัญในคณะกสิกรรมและสัตวบาล โดยแบ่งออกเป็นภาควิชาสัตวบาล (Department of Animal Husbandry)

“ทำการสอนและฝึกอบรมนิสิตเกี่ยวกับการผลิตสุกร สัตว์ใหญ่ ได้แก่ โค กระบือ และภาควิชาสัตว์ปีก (Department of Poultry Science) ทำการสอน และฝึกอบรมนิสิตเกี่ยวกับการผลิตสัตว์ปีก”

เมื่ออิทธิพลสหรัฐอเมริกามาถึง ยุคต้นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์พัฒนาไปอย่างน่าสนใจ สัมพันธ์ทั้งทางตรง ผ่านหน่วยงาน USAID (United States Agency for International Development) หรือทางอ้อม ในฐานะไทยเป็นสมาชิก FAO (Food and Agriculture Organization of the United Nations) ลำดับที่ 50 (ปี 2493)

อีกกรณีสำคัญ “องค์การบริหารวิเทศกิจแห่งสหรัฐอเมริกา (United States Operation Missiom หรือ USOM) ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐที่ให้คำปรึกษาด้านการพัฒนาแก่ประเทศไทย ได้เป็นที่ปรึกษาให้แก่มหาวิทยาลัยตั้งแต่ปี 2495…มหาวิทยาลัยทำโครงการขอความช่วยเหลือด้านการศึกษาลักษณะเป็น Counterpart Fund คือสหรัฐออกเงินเท่าใด รัฐบาลไทยต้องออกเงินสมทบเท่านั้น ความช่วยเหลือผ่าน USOM นี้ ในปี 2497 ได้มีการลงนามสัญญา ณ สถานทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เรียกง่ายๆ ว่าสัญญา KU-OSU” อ้างจาก “โครงการหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ด้านการเกษตรฯ” มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์)

ในฉากนั้น เกี่ยวข้องกับบุคคลผู้หนึ่ง หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ (ทองดี เรศานนท์) ผู้มีบทบาทตั้งแต่ยุคก่อตั้ง จนมาเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์คนแรกในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อ (2489-2501)

ได้ชื่อว่าผู้บุกเบิกเกษตรกรรมสมัยใหม่ ด้วยความรู้ที่ร่ำเรียนตามแบบแผนตะวันตก จาก “ทดลองปลูกพืชผักพันธุ์ใหม่ๆ เช่น มะเขือเทศ ถั่วลันเตา บรอกโคลี่” ซึ่งสอดรับกับบทบาท “ห้างเจียไต๋จึง” ที่เพิ่มมากขึ้น ไปจนถึงริเริ่มให้มีการเลี้ยงไก่เป็นการค้า และสนับสนุนให้ประชาชนบริโภคไข่ มีกระทั่งคำขวัญ “กินไข่วันละฟอง ไม่ต้องไปหาหมอ” (ผ่านโรงเรียนไก่ทางวิทยุกระจายเสียง ก่อตั้งในปี 2492) และ “การริเริ่มปลูกพืชอาหารสัตว์ เช่น ข้าวโพด…”

เข้ากับจังหวะเริ่มต้น “ร้านเจริญโภคภัณฑ์”

 

“2496 เริ่มกิจการโรงงานอาหารสัตว์แห่งแรก จากเครื่องบด และผสมอาหารในโรงจอดรถที่บ้าน ตรอกจันทน์ ภายหลังได้ปรับปรุงเป็นโรงงานอาหารสัตว์ที่ทันสมัย…” ข้อมูลประวัติทางการ (ปรากฏใน website หลักของซีพี-http://cpgroupglobal.com/) ให้ภาพไว้

ในหัวข้อ “Review of the feed industry from a historical perspective and implications for its future” Journal of Applied Animal Nutrition, Cambridge University Press (20 January 2016) บางตอนได้กล่าวถึง Cargill (กิจการการผลิต-ตัวกลางซื้อขายอาหาร และผลผลิตทางการเกษตร ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2408 มีสำนักงานใหญ่ใน Minnesota สหรัฐอเมริกา) มีพัฒนาการยุคหนึ่งที่น่าสนใจ จากโรงงานผลิตโปรตีนข้าวโพด สู่โรงงานอาหารสัตว์

เป็นไปได้เช่นกันว่า ฉากตอนใหม่ จาก “ห้างเจียไต๋จึง” กับธุรกิจเมล็ดพันธุ์ภายใต้ “ตราเรือบิน” (2493) เป็นบทเรียนธุรกิจจากโลกตะวันออก ไม่ว่าจีนแผ่นดินใหญ่ และญี่ปุ่น สู่เริ่มกิจการโรงงานอาหารสัตว์แห่งแรก (2496) มีอิทธิพลจากกระแสและบริบทจากอีกซีกโลกหนึ่ง

อย่างที่ว่า “อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ พัฒนาขึ้นอย่างเป็นระบบครั้งแรกในโลกตะวันตก มาจากแรงขับเคลื่อนสำคัญของการปฏิวัติอุตสาหกรรม กระตุ้นให้มีการเกิดขึ้น ไม่ว่าโรงโม่แป้ง โรงชำแหละเนื้อสัตว์ และการผลิตนม…” บทความข้างต้นย้ำไว้ อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ มีขึ้นครั้งแรก (2429) เมื่อกว่า 130 ปีที่แล้ว

เข้ากับจังหวะเวลาสังคมไทย สินค้าพืชไร่ ขยายมิติใช้สอย แปรรูปเป็นอาหารสัตว์ด้วย โดยเฉพาะข้าวโพด และมันสำปะหลัง ได้เปิดตลาดสู่โลกกว้างขึ้นโดยเฉพาะในยุโรป แหล่งเลี้ยงสัตว์แห่งใหญ่ของโลก ในระยะกระชั้น บริษัทการค้าพืชไร่ระดับโลกพาเหรดกันเข้ามาเปิดสาขาในเมืองไทย ในปี 2500 เครือข่าย Krohn & Co แห่งเยอรมนีมาถึง ไม่นานนัก เครือข่ายธุรกิจระดับโลกแห่งสหรัฐ ก็มา-Cargill (2511) และ Continental Grain (2512)

ความเคลื่อนไหวข้างต้น เป็นดัชนี ดีมานด์สินค้าพืชไร่ไทยได้เพิ่มขึ้น มีตลาดกว้างขวางมากขึ้น และระบบธุรกิจเข้าสู่วงจรการค้าโลกแล้ว ขณะที่พื้นที่เพาะปลูก โดยเฉพาะข้าวโพดและมันสำปะหลังในชนบทไทย เพิ่มขึ้นๆ ย่อมเป็นหลักประกันสำคัญประการหนึ่ง ในความเป็นไป “ร้านเจริญโภคภัณฑ์” ด้วย

มาถึงตอนนี้ในเวลานี้ เรื่องราวอาจดูไม่โรแมนติกก็เป็นได้ •

 

วิรัตน์ แสงทองคำ | www.viratts.com