ขุนศึกทางวัฒนธรรม ของคณะราษฎร | สุจิตต์ วงษ์เทศ

พันเอก หลวงรณสิทธิพิชัย (เจือ กาญจนินทุ) (พ.ศ.2442-2515) อธิบดีกรมศิลปากร (พ.ศ.2493-2498) ผู้ริเริ่มสนับสนุนให้มีการเรียนการสอนวิชาโบราณคดี และขยับขยายเป็นคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร (สังกัดกรมศิลปากร) (ภาพจากหนังสืออนุสรณ์การพระราชทานเพลิงศพฯ วัดมกุฏกษัตริยาราม พ.ศ.2516)

โบราณคดีมีกำเนิดจากคณะราษฎร เหตุจากการเรียนการสอนโบราณคดีเริ่มแรกมีอย่างเป็นทางการเมื่อหลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ (92 ปีที่แล้ว) โดยคณะราษฎร พ.ศ.2475 และหลังเปลี่ยนชื่อประเทศ (85 ปีที่แล้ว) จากสยามเป็นไทย พ.ศ.2482 (มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 26 เมษายน และฉบับวันที่ 3 พฤษภาคม 2567)

หลวงรณสิทธิพิชัย (เจือ กาญจนินทุ พ.ศ.2442-2515) สมาชิกคณะราษฎร เป็นผู้ผลักดันให้มีการเรียนการสอนโบราณคดี หลังได้รับแต่งตั้งเป็นอธิบดีกรมศิลปากร (คนที่ 3 พ.ศ.2493-2498) โดยมีผู้ริเริ่มร่วมกัน คือ นายมานิต วัลลิโภดม (พ.ศ.2450-2530) ขณะนั้นเป็นหัวหน้ากองโบราณคดี กรมศิลปากร

อธิบดีกรมศิลปากรชื่อหลวงรณสิทธิพิชัย เป็นผู้ริเริ่มให้มีการเรียนการสอนโบราณคดีในประเทศไทย แต่ไม่เป็นที่รู้จักและไม่มักคุ้นชื่อนี้ในหมู่นักเรียนนักศึกษาทางโบราณคดีตั้งแต่สมัยแรกจนปัจจุบัน (ซึ่งน่าจะมีเหตุจากแนวคิดทางการเมืองอยู่ตรงข้ามคณะราษฎร)

ประวัติย่อจากหนังสืองานศพและหนังสือต่างๆ พบว่าหลวงรณสิทธิพิชัยจบชั้นมัธยมปลายจากสวนกุหลาบ แล้วเข้าเรียนโรงเรียนนายร้อยทหารบก จบแล้วเป็น “นักเรียนทำการนายร้อย” กรมทหารราบที่ 20 (จังหวัดร้อยเอ็ด)

ต่อมาเข้าร่วมในคณะราษฎร เปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 (ยศขณะนั้นเป็นร้อยเอก) หลังจากนั้นเป็นผู้คุมทหารกองพันทหารราบที่ 4 และ 5 เป็นแนวหน้ารบ “กบฏบวรเดช” ที่บางเขน, ดอนเมือง และพระนครศรีอยุธยา

ถูกข้อหาฉกรรจ์กรณีพระยาทรงสุรเดชเป็นปฏิปักษ์จอมพล ป.พิบูลสงคราม ถูกสั่ง “ให้ไปหยุดพักผ่อนร่างกายในประเทศอินโดจีน โดยยังได้รับพระราชทานเงินเดือนอยู่” เมื่อ 15 มกราคม 2478

ต่อมาได้สิทธิบำนาญเป็นนายทหารนอกราชการ และย้ายครอบครัวกลับไทย เมื่อพฤศจิกายน 2489 ได้รับแต่งตั้งเป็นอธิบดีกรมโฆษณาการ เมื่อ 9 พฤศจิกายน 2490 หลังจากนั้นได้รับแต่งตั้งเป็นอธิบดีกรมศิลปากร เมื่อ 7 มีนาคม 2493 จนถึงปลาย พ.ศ.2498

กิจการของสำนักงานโฆษณาการ (2477) และธงชาติสยาม (2480)

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ เล่าเรื่องกรณีถูกข้อหาฉกรรจ์ไว้ดังนี้

“ในเดือนมกราคม พ.ศ.2478 (ปฏิทินเก่า) รัฐบาล พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา ก็จัดการเนรเทศ พ.ท.หลวงรณสิทธิพิชัย ศิษย์ของ พ.อ.พระยาทรงสุรเดช ในข้อหาว่าพยายามชักชวนนายทหารเพื่อก่อการรัฐประหาร

พ.ท.หลวงรณสิทธิพิชัย จึงได้ถูกปลดจากตำแหน่งผู้บัญชาการกองพันทหารราบที่ 4 และต้องเดินทางไปลี้ภัยที่อินโดจีนฝรั่งเศส

ส่วน พ.อ.พระยาทรงสุรเดช นั้น รัฐบาลยังผ่อนปรนให้ตั้งโรงเรียนรบที่เชียงใหม่เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.2479 และให้ พ.อ.พระยาทรงสุรเดชเป็นผู้บัญชาการ”

(จากหนังสือ แผนชิงชาติไทย ของ สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ฉบับพิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ.2550 หน้า 27)

ณัฐพล ใจจริง เล่าเรื่อง สำนักงานโฆษณาการ กับแรงดลใจเป็นผู้แทนราษฎร “ตัวตึง” ว่าภายหลังการปฏิวัติ 2475 รัฐบาลคณะราษฎรมุ่งสร้างสำนึกใหม่ให้กับพลเมืองแทนสำนึกแบบเก่าเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับระบอบประชาธิปไตยที่เพิ่งถูกสถาปนาขึ้นใหม่ให้มั่นคง

หลวงรณสิทธิพิชัย (2442-2515) สมาชิกคณะราษฎร กรรมการควบคุมวิทยุกระจายเสียง (2476) [เคยเป็นอัยการศาลพิเศษ คดีกบฏบวรเดช (2476) เป็นหัวหน้าสำนักงานโฆษณาการต่อจาก ม.จ.สกลวรรณากร] มีบทบาทผลักดันให้ขยายงานวิทยุกระจายเสียงของสำนักงาน จากเดิมออกอากาศที่ศาลาแดงมายังวังพญาไท จัดให้มีหน่วยปาฐกถาเคลื่อนที่ประชาสัมพันธ์และให้ความรู้การปกครองระบอบประชาธิปไตยและเข้าใจในนโยบายของรัฐบาลอย่างถูกต้อง ให้ข้าราชการฝึกพูด ฝึกการปาฐกถา (2476)

ด้วยรัฐบาลตระหนักถึงความจำเป็นในการเผยแพร่คุณค่าของระบอบใหม่แก่ประชาชนว่า “การปกครองตามลัทธิประชาธิปไตยนั้น ย่อมกำหนดให้อำนาจสูงสุดอยู่ที่ปวงชน เพราะฉะนั้น ความเข้าใจผิดหรือถูกของปวงชนย่อมเป็นผลโดยตรงแก่นโยบายของรัฐบาล…ดังนั้น หัวใจของการโฆษณาจึ่งมีว่า เมื่อใดโฆษณาของรัฐบาลปราศจากความสำเร็จ เมื่อนั้นรัฐบาลย่อมตกอยู่ในความลำบาก เพราะเหตุว่า การใช้อำนาจบังคับใจคนนั้น ย่อมไม่ดีเท่าวิธีให้ความรู้และเหตุผลแก่ประชาชน” (หลวงรณสิทธิพิชัย, 2476, 12)

กล่าวโดยสรุป รัฐบาลคณะราษฎรให้ความสำคัญกับการใช้การประชาสัมพันธ์ทั้งให้ความรู้และเผยแพร่การปกครองประชาธิปไตยและกิจการต่างๆ ของรัฐบาลให้ประชาชนทราบอย่างกว้างขวางที่สุดอันเป็นแรงดลให้ราษฎรหลายคนปรารถนาเป็นผู้แทนราษฎร

(คอลัมน์ My Country Thailand ใน มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 1-7 กันยายน 2566 หน้า 39)

คณะราษฎรมอบหมายหลวงรณสิทธิพิชัย นายทหารผู้มากประสบการณ์ทางวัฒนธรรม เป็นอธิบดีกรมศิลปากร แล้วให้สถาปนามหาวิทยาลัยศิลปากร และคณะโบราณคดี เพื่อสร้างผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญทำการใหญ่บูรณปฏิสังขรณ์กรุงสุโขทัย และกรุงศรีอยุธยา

ขุนศึกทางวัฒนธรรมและโบราณคดีของคณะราษฎร คือ หลวงรณสิทธิพิชัย •

 

| สุจิตต์ วงษ์เทศ