สแกน ‘เศรษฐกิจไทย’ ติดกับดักซ้ำซาก ฉุดลาก ‘จีดีพี’ โตต่ำ หวัง ครม.เศรษฐา 1/1 พลิกฟื้น

รูดลงรายไตรมาส ตัวเลขประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจไทยในปี 2567

จากคาดการณ์จะทยานพุ่ง 3% ล่าสุดสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง ได้ปรับลดประมาณการลงเหลือ 2.4%

และยังมีนักเศรษฐศาสตร์และสำนักพยากรณ์เศรษฐกิจอีกหลายแห่งที่พาเหรดหั่นจีดีพีลง หลังดูทรงเศรษฐกิจแล้ว “ทรงอย่างแบด”

เป็นการสะท้อน “ภาวะเศรษฐกิจไทย” นั้น ยิ่งนานวันยิ่งถดถอย กลายเป็นโจทย์ยาก ท้าทายรัฐบาล ต้องเร่งพลิกฟื้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ภายใต้ทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ มี “พิชัย ชุณหวชิร” รองนายกรัฐมนตรีและขุนคลังคนใหม่ของรัฐบาลเศรษฐา เป็นมือขับเคลื่อน กอบกู้วิกฤต

จับสัญญาณสถานการณ์เศรษฐกิจไทย ท่ามกลางโลกรวน เรียกว่ายัง “หืดจับ” แม้จะสร่างไข้โควิด-19 ได้รัฐบาลใหม่ แต่ยังไม่พ้นบ่วงปัจจัยเสี่ยงที่ติดพันมานานแรมปี ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยใหม่เข้ามาเป็นระลอก ทั้งสงคราม ภัยแล้ง

อย่างไรก็ตาม บนสถานการณ์ที่ดูเหมือนจะไร้แรงส่ง แต่ยังมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ มาเป็นตัวชูโรง ปั๊มเศรษฐกิจไทยในปี 2567 ยังเหลืออยู่ 8 เดือนนับจากนี้ จากการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2567 หลายแสนล้านบาทที่จะหมุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ แม้จะออกสตาร์ตช้าไปบ้างก็ตาม

แม้รัฐบาลจะมีเครื่องจักรมาเพิ่มแรงดันเศรษฐกิจ แต่ในระหว่างทาง ยังคงมีปัจจัยภายในและภายนอกรายล้อมที่กดดัน อาจจะทำให้การพลิกฟื้นเศรษฐกิจ เป็นไปด้วยความยากลำบาก

 

“พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ประเมินว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2567ยังมีเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ยังมีหลายปัจจัยเป็นตัวฉุดรั้ง คาดว่าจีดีพีจะเติบโต 2.6% ยังไม่รวมโครงการเงินดิจิทัลวอลเล็ต แต่ถ้ารวมคาดว่าจะได้เห็นการเติบโตใกล้ๆ 3%

เนื่องจากดูจากตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจแล้วยังเหนื่อย หนืด มีปัจจัยกดดันจากภาวะหนี้ครัวเรือนและอัตราดอกเบี้ยที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ประกอบกับงบประมาณปี 2567 ที่ล่าช้า ฉุดการบริโภคภายในประเทศ ภาคการผลิตหดตัวจากการส่งออกที่ไม่ค่อยดี ทำให้เศรษฐกิจในครึ่งปีแรกยังโตแผ่วต่อเนื่องจากปี 2566

สำหรับในครึ่งปีหลัง มองว่าน่าจะดีขึ้นกว่าในครึ่งปีแรก เนื่องจากปัจจัยฉุดรั้งอาจจะเบาลง หลังงบประมาณปี 2567 มีผลบังคับใช้ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มมีการเบิกจ่ายเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน เป็นโมเมนตัมในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ต้องดูภาคการส่งออกที่มีผลต่อภาคการผลิตจะฟื้นตัวหรือไม่ แต่คาดว่าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น

รวมถึงยังมีปัจจัยหนุนจากภาคการท่องเที่ยวที่เริ่มฟื้นตัว และนโยบายการคลังจากโครงการเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ถ้ารัฐบาลสามารถผลักดันออกมาได้ น่าจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการกระตุ้นเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังได้ ขณะที่รัฐบาลยังต้องเจอโจทย์ใหญ่ คือ ภาวะหนี้ครัวเรือนสูง ทำให้ภาคธนาคารหนืดปล่อยกู้

ขณะเดียวกันยังมองไม่เห็นว่าอะไรจะเป็นแรงส่งให้เศรษฐกิจในปี 2567 ขยายตัว จากเดิมเป็นการส่งออกและการท่องเที่ยว

 

“อลงกต บุญมาสุข” เลขาธิการและประธานกรรมการบริหารสมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัย มองว่าการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจ ยังรอการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลให้เกิดการบริโภคภายในประเทศ เช่น นโยบายเงินดิจิทัลวอลเล็ต การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศ ยังต้องรอความชัดเจนจะเริ่มเมื่อไหร่

ขณะเดียวกันรัฐบาลต้องออกมาตรการอื่นเพิ่ม เพราะแม้งบประมาณปี 2567 เริ่มใช้แล้ว แต่ส่วนใหญ่เป็นงบฯ ประจำ ขณะที่เงินลงทุนใหม่ยังมีไม่มาก

ในช่วง 8 เดือนที่เหลือของปี 2567 รัฐบาลยังมีโจทย์ใหญ่ที่ต้องเจอ ไม่ว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังไม่ลดลง อัตราดอกเบี้ยที่ยังคงอยู่ระดับสูง จากท่าทีล่าสุดของธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด ที่คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย มีแนวโน้มที่ดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะยังไม่ปรับลดลง และคงใช้เวลาอีกนาน แม้รัฐบาลจะใช้กลไกหั่นอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ผ่านสถาบันการเงินรัฐและพาณิชย์ แต่เป็นการบรรเทาแค่ 6 เดือน ไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาว

ภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว ภาระหนี้เพิ่มสูงกว่ารายได้ อาจจะทำให้ผู้มีภาระหนี้ เช่น การผ่อนบ้านที่ผ่อนต่อไม่ไหว ยอมปล่อยให้แบงก์ยึด ซึ่งอาจจะทำให้บ้านมือสองหรือทรัพย์มือสองไหลเข้าสู่ตลาดในปี 2567 โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ที่ยังติดปัญหากู้แบงก์ไม่ผ่านสูง และเริ่มเห็นสัญญาณการผิดชำระหนี้แล้ว

 

ขณะที่ในมุมมองของภาคอสังหาริมทรัพย์ต่อโจทย์ใหญ่ท้าทายทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลต้องเจอ คือ เรื่องเศรษฐกิจ ปากท้องของประชาชน เนื่องจากภาพรวมของภาวะเศรษฐกิจในปีนี้ ยังไม่ดีขึ้น ซึ่งรัฐบาลต้องเร่งออกนโยบาย “ควิกวิน” มาบูสต์เศรษฐกิจในระยะสั้น ในระหว่างรอโครงการเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ที่รัฐบาลเตรียมผลักดันออกมาภายในไตรมาส 4 ปี 2567 นี้

“อุทัย อุทัยแสงสุข” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) มองว่า ภาวะเศรษฐกิจในปี 2567 ยังต้องเฝ้าระวัง โดยมีแนวโน้มที่ไตรมาส 2 ยังคงซึมต่อเนื่องจากไตรมาสแรก

เนื่องจากภาครัฐยังไม่มีมาตรการกระตุ้นที่ชัดเจน นอกจากเงินดิจิทัลวอลเล็ต ที่จะออกมาในไตรมาส 4 ขณะที่การส่งออกยังติดลบ มีแค่ภาคการท่องเที่ยวที่ดีขึ้น และการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2567 ที่กำลังเร่งรัดให้ออกมาภายใน 5 เดือนนี้ แต่กว่าจะเห็นผลต้องไปรอวัดผลในไตรมาส 3 และไตรมาส 4

ขณะเดียวกันภาวะหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง ก็เป็นโจทย์ท้าทายรัฐบาล เพราะเกี่ยวพันต่อกำลังซื้อของภาคธุรกิจ อย่างธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จากปัญหาหนี้ครัวเรือน จะส่งผ่านไปยังการของกู้สินเชื่อ กู้ซื้อที่อยู่อาศัย ที่ลำบาก เพราะธนาคารเข้มงวด และทำให้เกิดปัญหากู้แบงก์ไม่ผ่านหรือรีเจ็กต์เรตสูง

ดังนั้น สิ่งแรกที่ทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ต้องเร่งทำ คือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เพระถ้าเศรษฐกิจดี คนจะมีรายได้เพิ่ม กำลังซื้อก็จะตามมา

 

เช่นเดียวกับ “ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต” นายกสมาคมอาคารชุดไทย มองว่า โจทย์ใหญ่รัฐบาลคือการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้น โดยต้องเร่งออกมาตรการควิกวินมากระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นโดยเร็ว นอกจากเหนือจากงบประมาณปี 2567 ที่ต้องเร่งเบิกจ่ายและผลักดันโครงการค้างท่อออกมาแล้ว และโครงการเงินดิจิทัลวอลเล็ต วงเงิน 5 แสนล้านบาท ที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจไตรมาส 4 ปี 2567 ถึงไตรมาสแรกปี 2568 ฟูฟ่องแล้ว

ภาพรวมเศรษฐกิจปี 2567 ดูดีขึ้น แต่ยังมีปัจจัยโลกเข้ามาแทรก สงครามเก่า สงครามใหม่ ภัยแล้ง อาจจะทำให้รัฐบาลเจอโจทย์ยากขึ้นในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ดี ถ้ามีการออกนโยบายการคลัง โดยกระทรวงการคลัง ร่วมกับนโยบายการเงิน โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไปในทางเดียวกัน คาดว่าจะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้าได้ โดยที่ผ่านมารัฐบาลพยายามออกมาตรการการคลัง แต่เพื่อให้ครบทั้ง 2 ด้าน ทาง ธปท.เองก็ต้องปรับมุมมองใหม่ ดูเรื่องความเหลื่อมล้ำและปากท้องของประชาชนด้วย ไม่ใช่ดูเรื่องเสถียรภาพการเงินอย่างเดียว

อย่างการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ถ้าสามารถปรับลดลงได้จะเป็นการดี สามารถลดภาระหนี้ของประชาชนและต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจได้ เพราะปัจจุบันด้วยอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง ทำให้คนมีภาระหนี้เพิ่ม และธนาคารยังเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อ ทำให้เข้าถึงสินเชื่อได้ยากมากขึ้น เพราะดอกเบี้ยเป็นต้นทุนที่สำคัญ เช่น ดอกเบี้ยปรับขึ้นหรือลง 1% ส่งผลต่อราคาอสังหาริมทรัพย์ 11%

เมื่อกับดับเศรษฐกิจยังเป็นโจทย์ยาก ต้องวัดฝีมือ “พิชัย” ขุนคลังใหม่ มือเก๋าเศรษฐกิจ จะงัดกลเม็ด กระบวนท่าไหน นำพาประเทศไทยพ้นวังวนวิกฤตและปั๊มจีดีพีโต 5% ต่อปี อย่างที่รัฐบาลเพื่อไทยประกาศไว้ได้