ปรีดี แปลก อดุล : คุณธรรมน้ำมิตร (13)

พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

เนรเทศพระยาทรงฯ

16 ธันวาคม 2481 พลตรีหลวงพิบูลสงครามเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสืบต่อจากพระยาพหลพลพยุเสนา

29 มกราคม 2481 (ตามปฏิทินเก่า) รัฐบาลอ้างเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะความพยายามในการลอบสังหารหลวงพิบูลสงครามและคณะรัฐบาล รวมทั้งความเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลในลักษณะต่างๆ แล้วเปิดปฏิบัติการกวาดล้างจับกุม “ศัตรู” ของรัฐบาลครั้งใหญ่รวม 51 คน จากนั้นก็ตั้งศาลพิเศษขึ้นพิจารณา

ผู้ถูกจับกุมมีทั้งเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง เช่น พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมขุนชัยนาทนเรนทร พระโอรสของรัชกาลที่ 5 ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนคร พลโทพระยาเทพหัสดิน อดีตผู้บัญชาการกองทหารอาสาไปรบในแนวรบตะวันตกทวีปยุโรปเมื่อครั้งสยามประกาศเข้าข้างฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 1 ในสมัยรัชกาลที่ 6 รวมทั้งคณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองอีกหลายคน โดยเฉพาะนายพันเอกหลวงชำนาญยุทธศิลป์ ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 อดีตผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เป็นต้น

นายพันเอกพระยาทรงสุรเดช ผู้บัญชาการโรงเรียนรบ ถูกควบคุมตัวขณะนำนายทหารนักเรียนฝึกภาคสนามที่จังหวัดราชบุรีพร้อมคำสั่งปลดออกจากราชการโดยไม่มีเบี้ยหวัดบำนาญ

เหตุการณ์กวาดล้างศัตรูทางการเมืองของหลวงพิบูลสงครามครั้งนี้จะรู้จักกันดีในเวลาต่อมาว่า “กบฏพระยาทรงฯ”

มกราคม 2481 พระยาทรงสุรเดชพร้อมครอบครัวและนายทหารคนสนิทถูกควบคุมตัวเดินทางสู่กรุงพนมเปญอย่างรีบด่วน และใช้ชีวิตต่างแดนอย่างยากลำบากจนกระทั่งถึงแก่อนิจกรรมที่กรุงพนมเปญเมื่อ 1 มิถุนายน พ.ศ.2487

 

เส้นทางเหล็กหลวงพิบูลสงคราม

ในการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 หลวงพิบูลสงครามเป็นนายทหารชั้นผู้น้อยยศพันตรี เป็น “นักปฏิวัติแถว 2” เมื่อเทียบกับผู้นำการปฏิวัติแถวแรก “4 ทหารเสือ” แต่อีก 7 ปีต่อมา หลวงพิบูลสงครามก็ขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ขณะที่ 4 ทหารเสือต่างพ้นไปจากเส้นทางการเมือง เส้นทางสู่นายกรัฐมนตรีของหลวงพิบูลสงครามจึงสมควรทำความเข้าใจอย่างละเอียด

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองไทยในช่วงต้นของการเปลี่ยนแปลงการปกครองเกิดขึ้นเมื่อพระยาพหลพลพยุหเสนาด้วยการสนับสนุนจากนายทหารนักปฏิวัติแถว 2 ซึ่งเป็นผู้คุมกำลังอย่างแท้จริงโดยมีหลวงพิบูลสงครามเป็นผู้นำในการโค่นล้มรัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดาเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ.2476

จากนั้นพระยาพหลพลพยุหเสนาก็ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีและอยู่ในตำแหน่งนี้เกือบจะติดต่อกันจนถึงการประกาศยุบสภาเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2481 แล้วปฏิเสธไม่ยอมรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกทำให้หลวงพิบูลสงครามขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน

 

5 ปีพระยาพหลพลพยุหเสนา

ตลอดระยะเวลา 5 ปีบนตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ระหว่าง พ.ศ.2476 จนถึง พ.ศ.2480 รัฐบาลคณะราษฎรที่มีพระยาพหลพลพยุเสนาเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น สยามมีปัญหาทั้งภายในและภายนอกประเทศได้แก่

1. ปัญหาความขัดแย้งของมหาอำนาจในยุโรปซึ่งมีแนวโน้มว่าจะนำไปสู่สงครามใหญ่ ขณะที่ในเอเชีย ญี่ปุ่นซึ่งผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจระดับโลกได้เข้าร่วมกับฝ่ายอักษะที่มีเยอรมนีและอิตาลีเป็นแกนนำ และกำลังเริ่มขยายแสนยานุภาพมายังอินโดจีนซึ่งฝรั่งเศสยึดครองเป็นอาณานิคมอยู่ จึงมีความเป็นไปได้ว่าความขัดแย้งนี้จะส่งผลกระทบอย่างสำคัญต่อเอกราชและอธิปไตยของสยามอย่างไม่มีทางเลี่ยง

2. ปัญหาจากกลุ่มอำนาจเก่าของสยามซึ่งแม้จะพ่ายแพ้อย่างเด็ดขาดในเหตุการณ์กบฏบวรเดชแต่ก็ยังมีความพยายามที่จะหวนกลับสู่อำนาจด้วยวิธีการต่างๆ

3. ปัญหาโครงสร้างระบบราชการและการบริหารประเทศที่จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากเพื่อให้สอดคล้องกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

อย่างไรก็ตาม นับเป็นโชคดีของรัฐบาลคณะราษฎรที่ยังมีพระยาพหลพลพยุหเสนาซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่ได้รับการยอมรับนับถือทั้งจากสมาชิกคณะราษฎร ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการทหาร รวมทั้งประชาชนทั่วไปแล้ว

ที่สำคัญ พระยาพหลพลพยุหเสนายังมี 3 เสาหลักค้ำบัลลังก์ อันได้แก่ หลวงพิบูลสงคราม หลวงประดิษฐ์มนูธรรม และหลวงอดุลเดชจรัส ที่ยังคงผูกพันแนบแน่นทั้งมิตรภาพระหว่างกัน รวมทั้งอุดมการณ์ประชาธิปไตยของคณะราษฎร

ในปัญหาสำคัญทั้ง 3 ของสยามนั้น หลวงพิบูลสงครามจะรับผิดชอบในเรื่องการพัฒนาเสริมสร้างความแข็งแกร่งกองทัพเพื่อเตรียมเผชิญกับความขัดแย้งของมหาอำนาจที่จะส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อสยาม รวมทั้งรับผิดชอบต่อการเสริมสร้างความมั่นคงของคณะราษฎรให้ปลอดภัยจากการคุกคามของฝ่ายอำนาจเก่า ความรับผิดชอบประการหลังนี้มีผู้ช่วยคนสำคัญคือหลวงอดุลเดชจรัสสหายรักที่คณะราษฎรส่งไปคุมกรมตำรวจ

ส่วนหลวงประดิษฐ์มนูธรรมอีกสหายรักรับผิดชอบในเรื่องการปรับปรุงโครงสร้างระบบราชการและการบริหารประเทศเพื่อให้สอดคล้องกับการปกครองในระบอบใหม่ตามอุดมการณ์ของคณะราษฎร

 

หลวงพิบูลสงครามกับการพัฒนากองทัพ

ในส่วนความรับผิดชอบในการพัฒนากองทัพ หลวงพิบูลสงครามจะประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อได้รับมอบหมายจากพระยาพหลพลพยุหเสนาให้ขึ้นมีอำนาจเต็มในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเมื่อ พ.ศ.2477

ทั้งทางด้านการพัฒนาโครงสร้างกองทัพและการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย

 

การพัฒนาโครงสร้างกองทัพบก

สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทหารหัวเมืองเลือกเข้าร่วมก่อการกบฏเมื่อตุลาคม พ.ศ.2476 ได้แก่ การที่หลังประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว คณะราษฎรฝ่ายทหารซึ่งมีพระยาทรงสุรเดชเป็นเจ้าของความคิดและดำเนินการยุบโครงสร้างสายการบังคับบัญชา กองทัพ-กองพล-กรม ฯลฯ ทั่วประเทศให้เหลือเพียงหน่วยระดับกองพันแล้วให้ขึ้นตรงกับผู้บัญชาการทหารบกผ่านผู้บังคับทหารแต่ละเหล่า ส่งผลให้มีการยกเลิกยศชั้นนายพล ซึ่งเป็นการลดบทบาทของหน่วยทหารในภูมิภาคลงจนหมดสิ้น

นอกจากนั้น เมื่อมีการซื้ออาวุธใหม่ทันสมัยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองก็บรรจุให้เฉพาะหน่วยในพระนครเท่านั้น สร้างความรู้สึกเหลื่อมล้ำเป็นที่ไม่พอใจของทหารในต่างจังหวัดจนตัดสินใจเข้าร่วมกับฝ่ายทหารหัวเมืองในที่สุด

หลวงพิบูลสงครามตระหนักในความรู้สึกของทหารหัวเมืองในประเด็นนี้ จึงยกเลิกโครงสร้างนี้แล้วหันกลับไปใช้โครงสร้างที่ใกล้เคียงโครงสร้างเดิมซึ่งทำให้บทบาทของทหารหัวเมืองกลับมีความสำคัญขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจของทหารหัวเมืองจึงลดลงและเริ่มมีความรู้สึกที่ดีต่อหลวงพิบูลสงคราม รวมทั้งคณะราษฎรมากขึ้น

นอกจากนั้น หลวงพิบูลสงครามในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมยังได้รื้อฟื้นให้โรงเรียนเสนาธิการทหารบกซึ่งพระยาทรงสุรเดชสั่งยุบเลิกไปกลับมาเปิดการศึกษาใหม่เพื่อสร้างนายทหารฝ่ายเสนาธิการซึ่งจำเป็นต่อระบบการบังคับบัญชาในกองทัพสมัยใหม่ นอกจากนั้น ยังได้ริเริ่มจัดตั้งหน่วยทหารใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีกเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการรบของกองทัพบก เช่น โรงเรียนเท็ฆนิคทหารบกเพื่อผลิตนายทหารที่มีความรู้ทางด้านเทคนิคของอาวุธสมัยใหม่ กรมป้องกันต่อสู้อากาศยาน กรมแพทย์ทหารบก กรมการเงินทหารบก

และที่สำคัญคือการแยกกรมอากาศยานออกจากโครงสร้างบังคับบัญชาของกองทัพบกให้ไปขึ้นตรงต่อกระทรวงกลาโหมซึ่งก็ได้พัฒนายกระดับขึ้นเป็นกองทัพอากาศอย่างสมบูรณ์ในเวลาต่อมาเมื่อหลวงพิบูลสงครามขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นต้น