เสียงนินทาที่ชายแดนเมียนมา! | สุรชาติ บำรุงสุข

ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข

การส่งผ่านความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมให้แก่ประชาชนชาวเมียนมาผู้ประสบภัยสงครามที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เมื่อวันที่ 25 มีนาคม ที่ผ่านมา ดูจะมีเสียง “นินทา” ตามแนวชายแดนไทย-เมียนมาอยู่พอสมควร แม้องค์กรที่เกี่ยวข้องในฝ่ายไทย โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศ และกองทัพบก ซึ่งเป็นผู้จัดการงานสนาม นั้น ดูจะมีความหวังอย่างมากว่า กระทรวงต่างประเทศไทย และกองทัพบกไทย จะเป็น “พระเอก” อย่างสำคัญทันทีกับการเปิดบทบาทใหม่ในปัญหา “วิกฤตมนุษยธรรม” ตามแนวชายแดนของสองประเทศ

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติมาจากคำถามในเบื้องต้น 4 ประการ คือ 1) ใครจะเป็นผู้ดำเนินการในภาคสนาม 2) ใครจะเป็นผู้รับ 3) จะส่งไปอย่างไร และ 4) ผู้รับจะกระจายความช่วยเหลือเหล่านี้ให้ใคร ?

ดังนั้น เมื่อรัฐบาลต้องเป็น “เจ้าภาพ” ในเรื่องนี้ ปัญหาเรื่อง “ใครเป็นผู้ดำเนินการ” จึงถูกกำหนดให้เป็นบทบาทของกระทรวงต่างประเทศ แต่ทุกคนรู้ดีว่าด้วยความเป็น “นักการทูตไทย” กต. ไม่ใช่คนที่จะทำงานสนามได้ งานสนามจึงต้องพึ่งพากองทัพบก ซึ่งก็มีคำถามตามมาอีกส่วนคือ กองทัพบกคือใคร จะให้งานนี้เป็นของกองทัพภาคที่ 3 หรือหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (รบพิเศษ) หรือจะให้อยู่กับ “ทีม ทบ. ส่วนกลาง”

คำถามเพียงแค่จะให้ใครทำ ใครจะเป็น “ผู้ควบคุมการปฏิบัติ” กับงานสนาม ก็ดูจะเป็น “สนามรบเล็กๆ” ในแบบหน่วยราชการ มิใยต้องกล่าวถึงหน่วยอื่นอย่างกองบัญชาการกองทัพไทย ดังนั้น จึงไม่แปลกอะไรที่ “เสียงนินทา“ ทหารไทยในเรื่องการส่งความช่วยเหลือ ดูจะเล่าขานกันสนุกปากทั้งในหมู่ชนกลุ่มน้อย และคนที่ทำงานตามชายแดน แต่สิ่งนี้คือ ภาพสะท้อนถึง “ปัญหาเอกภาพ” ทางความคิดของกองทัพไทยในการปฏิบัติหน้าที่ เท่าๆ กับสะท้อนถึง “ปัญหาความเข้าใจ” ของรัฐบาลไทย โดยเฉพาะกระทรวงต่างประเทศในการจัดการเรื่องนี้

เมื่อต้องตอบคำถามต่อมาว่า “ใครจะเป็นผู้รับ?” จึงน่าสนใจอย่างมาก ทุกคนที่ทำงานชายแดนรู้มานานถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดอันยาวนานระหว่าง “KNU” กับ “ทบ. ไทย” แต่เมื่อต้องเลือกพาตเนอร์อีกฝ่าย ไทยกลับเลือก “BGF” ซึ่งเป็นกลุ่มกะเหรี่ยงที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลรัฐประหาร และแตกออกมา แต่หลายฝ่ายก็ดูกังขากับประวัติของกลุ่มนี้ และไม่เข้าใจว่าทำไมไทยไม่เลือก “KNU” ทั้งที่กลุ่มได้ทำแผนความช่วยเหลือเสนอฝ่ายไทยไปก่อนแล้ว … บางทีเราอาจจะพบว่า เป็นเรื่องเสียเวลาที่จะหาเหตุผลกับการตัดสินใจของฝ่ายความมั่นคงไทยเสมอ ทั้งที่คนทำงานด้านเมียนมา รู้ดีว่า KNU เป็นกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ที่เข้มแข็งที่สุดชุดหนึ่งในสงครามนี้

หลังจากมีการส่งความช่วยเหลือแล้ว “KNU” ได้ออกมาแสดงความเห็น และยังบรรยายถึงวิธีการส่งความช่วยเหลือที่เกิดขึ้น อันนำไปสู่การถูกกดดันให้ “ปรับแก้แถลงการณ์” จนกลายเป็น “เสียงนินทา” อีกเรื่องหนึ่งทันที กระนั้น สาระ 6 ประการของแถลงการณ์ของ KNU เป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยและกองทัพไทย โดยเฉพาะกองทัพบกควรนำมาคิดด้วยความใคร่ครวญ แม้เสียงที่เกิดขึ้นอาจจะไม่ “ระรื่นหู” อย่างแน่นอน อีกทั้ง แถลงการณ์นี้อาจจะดูเหมือนเป็นการ “ฉีกหน้า” กระทรวงต่างประเทศ และกองทัพบกในเหตุการณ์วันที่ 25 ซึ่งต่อมาได้มีอาการ “แก้เกี้ยว” ของไทย โดยให้กะเหรี่ยงกลุ่มเล็กๆ คือ “KTLA” ทำแถลงการณ์ชื่นชมรัฐบาลไทย และตอบโต้ KNU จนทำให้เกิด ”เสียงนินทา” ตามมาว่า ใครกดดันให้แก้ และใครเขียนแถลงการณ์ให้ KTLA

แต่การฉีกหน้าจนเกิดอาการ “หน้าแหก” คือ การพบระหว่างที่ปรึกษากระทรวงต่างประเทศอเมริกัน กับกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในวันที่ 28 มีนาคม โดยสหรัฐฯได้มีการกล่าวยกย่องกลุ่ม KNU และกลุ่มกะเหรี่ยงอื่นๆ ในการต่อสู้เพื่อสร้างประชาธิปไตยในพม่า พร้อมกับรัฐสภาอเมริกันได้อนุมัติความช่วยเหลือในเรื่องพม่าจำนวน 121 ล้านดอลลาร์ แต่ดูเหมือนฝ่ายไทยจะไม่สนใจ KNU และไปเกาะอยู่กับ BGF ที่หลายฝ่ายมีปัญหาข้องใจ

อีกทั้ง มีคำอธิบายอีกประการว่า ไทยไม่สนับสนุน KNU ในแบบเดิม เพราะความสัมพันธ์ของผู้นำทหาร โดยเฉพาะในยุคหลังรัฐประหารของทั้ง 2 ฝ่าย โดยฝ่ายไทยจะให้ความสำคัญกับ SAC ที่เป็นรัฐบาลทหารเป็นหลัก ด้วยคำอธิบายที่เป็นมาตรฐานเดียวกับรัฐประหารไทยว่า คนยึดอำนาจสำเร็จเป็น “ผู้กุมอำนาจรัฐที่ชอบธรรม” ทั้งที่รัฐประหารไม่ชอบธรรมในตัวเองก็ตาม จึงทำให้เกิดความ “เห็นอกเห็นใจ” ในความเป็นพวกรัฐประหารนิยมแบบเดียวกัน ดังนั้น รัฐบาลไทยก่อนเลือกตั้ง 2566 จึงยอมทนแบกภาระรัฐประหารเมียนมาอย่างน่าอดสู

ประเด็นเรื่อง “ส่งอย่างไร?” ปรากฏในแถลงการณ์ KNU ฉบับแรกก่อนแก้ไข ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึง “ความไม่ละเอียดอ่อน” กับสถานการณ์ของฝ่ายทหารไทยอยู่มาก อันทำให้เกิดประเด็นคำถามตามมาในแบบเดิมว่า แล้วทำไมทหารไทยไม่ใช้บริการของ KNU หรือทั้งหมดคือ ภาพสะท้อน “ความเกรงใจ” ที่ไม่จบสิ้น อันเป็นผลสืบเนื่องของความสัมพันธ์ของผู้นำรัฐประหาร 2 ฝ่าย จนอาจจะต้องเรียกว่า “พันธะทางใจของนักรัฐประหาร“ ที่ตัดกันไม่ขาด และดูเหมือนรัฐบาลพลเรือนหลังเลือกตั้ง 2566 ก็ยังขยับตัวออกได้ไม่มากจากพันธะเช่นนี้

สำหรับปัญหา “ใครเป็นผู้รับ” เป็นข้อถกเถียงที่ทำให้ไทยกลายเป็น “จำเลยของความหวาดระแวง” เพราะแทนที่จะทำให้เกิดการส่งมอบไปให้แก่ภาคพลเรือนเมียนมา แต่ของกลับถูกส่งให้แก่ “กาชาดเมียนมา” ที่หลายฝ่ายได้ส่งเสียงเตือนไทยมาก่อน เพราะองค์กรนี้เป็นคนของ SAC ไม่ใช่กาชาดในแบบไทย อันทำให้การส่งความช่วยเหลือวันที่ 25 ถูก “นินทา” ว่า เป็นเพียงการเล่น “ละคร” ของฝ่ายความมั่นคงไทยที่จะช่วย SAC ในอีกแบบ แม้ว่าหลายคนในฝ่ายไทยเข้ามาทำเรื่องนี้ด้วยความจริงใจที่อยากแก้ปัญหาวิกฤตมนุษยธรรมก็ตาม

สุดท้ายนี้ ไม่มีใครตอบได้จริงว่า การส่งความช่วยเหลือครั้งที่ 2 ของไทยจะเกิดขึ้นได้เมื่อใด แต่สถานการณ์รุนแรงขึ้นเป็นลำดับด้วยการโจมตีทางอากาศของกองทัพเมียนมา ภาวะขาดแคลนอาหารมีมากขึ้นด้วย พร้อมกับการหนีภัยสงครามของผู้คนเข้าไปในป่ามีจำนวนมากขึ้นเช่นกัน กล่าวคืิอ สงครามกำลังลงใต้มากขึ้นแล้ว

ดังนั้น รัฐบาลไทยอาจต้องคิดในแบบ “5 ใจ” คือ น่าจะถึงเวลาที่จะต้อง “ลดความเกรงใจ” รัฐบาลทหารลงบ้างแล้ว อีกทั้งต้อง “ตัดใจ” ความสัมพันธ์แบบเดิมๆ ด้วย พร้อมกับต้อง “เพิ่มความใส่ใจ” กับปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งต้องมี “มนุษยธรรมในใจ” ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยสงครามที่กำลังอยู่ในวิกฤต ที่สำคัญคือ จะต้องมี “ความเข้าใจทางยุทธศาสตร์” ในปัญหาและผลกระทบต่อไทย เพื่อจัดวางบทบาทของไทยให้เหมาะสมในอนาคต !