Budweiser Club Presents Citizen live in Bangkok โชว์สุดมันที่พลิกหน้าประวัติศาสตร์ดนตรีอัลเทอร์ฯ ผ่านงานเพลงอีโมและโพสต์-ฮาร์ดคอร์

บทความพิเศษ | ศรัณยู ตรีสุคนธ์

 

Budweiser Club Presents Citizen

live in Bangkok

โชว์สุดมันที่พลิกหน้าประวัติศาสตร์ดนตรีอัลเทอร์ฯ

ผ่านงานเพลงอีโมและโพสต์-ฮาร์ดคอร์

 

ตั้งแต่โควิดที่เคยเป็นโรคระบาดร้ายแรงกลายเป็นเพียงโรคประจำถิ่น นักชมคอนเสิร์ตชาวไทยก็ได้มีโอกาสดูคอนเสิร์ตของศิลปินต่างประเทศกันแบบรัวๆ เรียกได้ว่ามากันทุกเดือน บางเดือนมากันทุกอาทิตย์

ล่าสุดทาง Loudly Prefer ได้จับมือกับพันธมิตรโปรโมเตอร์อย่าง Holding On Records และ Wildest Youth ในการนำ Citizen วงอีโมรุ่นที่ 4 มาแสดง

ซึ่งเป็นการฟื้นคืนชีพอีกครั้งของดนตรีแนวอีโมที่ภาคของเนื้อเพลงจะเน้นในเรื่องการปลดปล่อยความรู้สึก

ส่วนในภาคดนตรีจะเป็นการผสมผสานของดนตรี 2 แนวเป็นหลักนั่นก็คือ ฮาร์ดคอร์ พังก์ (ดนตรีพังก์ที่เล่นอย่างรวดเร็วและหนักหน่วงกว่า) และโพสต์-ฮาร์ดคอร์ (ดนตรีที่ยังมีความหนักแบบฮาร์ดคอร์อยู่แต่ผสมผสานดนตรีแนวอื่นเข้าไปด้วย เช่น กรันจ์, นอยซ์ ร็อก, แดนซ์ และอื่นๆ)

Citizen เรียกตัวเองว่าเป็นวงร็อกทั่วๆ ไปก็จริง แต่ถ้าลงลึกไปในรายละเอียดแล้วจะพบว่าดนตรีที่เขาเล่นมีส่วนผสมของดนตรีแนวอีโม, แดนซ์-พังก์ ไปจนถึงกลิ่นอายของดนตรีชูเกซรวมอยู่ด้วย

เพลง The Night I Drove Alone เป็นตัวอย่างที่ดีในการอธิบายดนตรีที่ถือเป็น Genre หลักและ Sub-Genre หรือแนวเพลงรองๆ ของวงได้ดี

เพลงนี้ยืนพื้นด้วยพังก์ร็อกและอีโม แต่ซาวด์กีตาร์มีองค์ประกอบของดนตรีชูเกซและโพสต์-ฮาร์ดคอร์รวมกันอยู่

สมาชิกวง Citizen ในยุคปัจจุบันประกอบไปด้วย แม็ต เคเรเคส (ร้องนำ) นิก แฮม (กีตาร์หลัก, ร้องประสาน) อีริก แฮม (เบส) เบน รัสซิน (กลอง) และ เมสัน เมอร์เซอร์ (ริธึ่มกีตาร์)

Youth อัลบั้มชุดแรกที่วางจำหน่ายในปี 2013 เป็นงานเพลงร็อกที่มีสีสันของดนตรีอีโมและกรันจ์ร็อกจากยุค 90 ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน

นอกจากนี้ ก็ยังมีกลิ่นอายของดนตรีอินดี้ร็อก, ป๊อป พังก์ และโพสต์-ฮาร์ดคอร์ เดบิวต์อัลบั้มของวงได้รับคำชมอย่างมากในการหลอมรวมแนวดนตรีที่หลากหลายเหล่านี้ออกมาเป็นหนึ่งเดียวได้อย่างกลมกลืน

สำเนียงดนตรีอัลเทอร์เนทีฟร็อกและคอลเลจ ซาวด์ ในเพลง Your Head Got Misplaced ทำให้ตัวเพลงถูกนำไปเปรียบเทียบกับเพลงของวง R.E.M.

ส่วนสำเนียงกีตาร์ในเพลง Sick and Impatient ที่ติดกลิ่นบริตร็อกเล็กน้อยก็ทำให้เพลงเพลงนี้ถูกนำไปเทียบกับงานเพลงของ Placebo วงแกลมร็อกชื่อดังจากเกาะอังกฤษ

Citizen มีสตูดิโออัลบั้มรวมทั้งสิ้น 5 ชุดด้วยกัน โดย Calling Dogs งานเพลงชุดล่าสุดเพิ่งจะวางจำหน่ายไปเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้วนี่เอง

โดยทางวงหันมาทำงานเพลงในแนวอัลเทอร์เนทีฟร็อกเต็มตัว โดยเป็นการนำดนตรีอินดี้ร็อกจากเกาะอังกฤษทั้งในอดีตและปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นดนตรีแนวโพสต์-พังก์ และแดนซ์-ร็อก แบบวง New Oreder, อาร์ต-พังก์ และโพสต์-บริตป๊อป แบบวง Bloc Party, การาจ ร็อก แบบวง The Strokes และอินดี้ร็อกแบบวง The Killers มาเล่น

แต่ถ้าฟังให้ลึกลงไปแล้วล่ะก็จะพบว่าตั้งแต่เริ่มตั้งวงมาจนถึงงานเพลงชุดล่าสุด Citizen นำดนตรีนิวเวฟจากยุค 80 ซึ่งโดดเด่นด้วยจังหวะชวนเต้นรำไม่ว่าจะเป็นเพาเวอร์ ป๊อป, ซินธ์ฯ ป๊อป และแดนซ์-พังก์ มาเป็นองค์ประกอบที่ซ่อนตัวอยู่ในงานเพลงด้วย

ทั้งหมดนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของวัฒนธรรมพังก์ที่มีหัวใจสำคัญตรงการไม่ยึดติดอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง, DIY (Do It Yourself) เพราะทางวงทำเพลงกันเองตลอด, เป็นขบถต่อวัฒนธรรมกระแสหลัก

และสิ่งที่สะท้อนตัวตนของวงได้ดีที่สุดก็คือเนื้อเพลงที่มีหัวใจสำคัญอยู่ตรงที่ความเชื่อมั่นในตัวเอง ไม่ต้องสนหรือว่าแคร์กระแสสังคมแต่ให้เชื่อในความฝันและความมุ่งมั่นของตัวเอง

วงที่เล่นเปิดให้กับวง Citizen มีอยู่ 2 วงด้วยกันคือ Death of Heather ซึ่งเป็นวงชูเกซที่ยืนหนึ่งอยู่ในดนตรีแนวนี้ในประเทศไทยไปแล้ว

วงที่ 2 คือ Hollow Suns วงอัลเทอร์เนทีฟร็อกฝีมือดีจากประเทศญี่ปุ่น เพลงของวงนี้ฟังแล้วคิดถึงยุค 90 ซึ่งเป็นยุครุ่งเรืองของดนตรีแนวนี้ ที่มีส่วนผสมของดนตรีเฮฟวี่เมทัลและกรันจ์ร็อก แบบเดียวกับวง Faith No More (โดยเฉพาะอย่างจากอัลบั้ม Angel Dust), Alice in Chains, Stone Temple Pilots, Silverchair, Foo Fighters (ยุคแรกๆ), Soundgarden หรือแม้กระทั่ง Nirvana

ด้วยส่วนผสมที่หลากหลายเหมือนอาหาร “โมเดิร์น ทวิสต์” ทำให้โชว์ของวง Citizen มีการผสมผสานวัตถุดิบที่ “เหมือนว่าจะ” อยู่ด้วยกันไม่ได้ให้มาอยู่ร่วมกันได้และให้รสชาติที่ถือได้ว่า “มีครบทุกรส”

ทางวงเลือก Hyper Trophy จากอัลบั้มชุดล่าสุดมาเล่นเป็นเพลงเปิด ซึ่งถือเป็นการเลือกเพลงเปิดโชว์ที่ดึงพลังที่คุกรุ่นอยู่แล้วของแฟนเพลงให้พลุ่งพล่านขึ้นมาได้ในทันที แฟนๆ ที่มีจำนวนเกือบเต็มความจุของ Mr. Fox สถานที่จัดงานต่างพร้อมใจกันโยกศีรษะ, กระโดดกันอย่างสนุกสนานและเล่นมอชพิชกันทันที

และในเมื่อวงอนุญาตให้ Stage Dive ได้ แฟนๆ ต่างก็ปีนขึ้นมาบนเวทีและกระโดดพุ่งลงไปในหมู่ผู้ชมด้านล่างเป็นระยะๆ

จุดเด่นของวงดนตรีแนวอีโมและโพสต์-ฮาร์ดคอร์ก็คือการพูดปลุกใจและพูดคุยกับแฟนเพลงอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการพูดถึงตัวเพลงหรือว่าการกระตุ้นให้ทุกคนมีส่วนร่วมกับโชว์ด้วยการเล่นมอชพิชในวงที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งทุกคนก็พร้อมใจกันทำตามคำขอกันโดยดุษฎี

เพลงอย่าง Jet, If You’re Lonely, Lay Low, The Summer สร้างขวัญและกำลังใจให้กับแฟนเพลงทุกคนที่เฝ้ารอชมโชว์ของวงเป็นอย่างมาก

และด้วยสถานที่ที่ไม่ใหญ่มากนัก ความมันในการชมคอนเสิร์ตที่ร่างกายมีการกระทบกระทั่งกันตามจังหวะกลอง, เบสไลน์และริฟกีตาร์ก็ยิ่งเพิ่มดีกรีความสาแก่ใจให้กับแฟนๆ มากขึ้นไปอีก

 

เพลงของวง Citizen ที่โดยส่วนตัวแล้วชอบเป็นพิเศษก็คือ Blue Sunday เพลงนี้มีการนำเสียงคีย์บอร์ดมาใช้เพื่อสร้างความไพเราะให้กับเพลงด้วย ส่วนกีตาร์ที่ทั้งแตกพร่า, เล่นวนเป็นลูปบวกกับจังหวะกลองแบบเฮาส์มิวสิกฟังแล้วคิดถึงงานเพลงขอวง Happy Mondays และ Blur ยุคแรกๆ และยิ่งชัดขึ้นไปอีกเมื่อ เดมอน อัลบาร์น ทำวง Gorillaz ซึ่งทางวงน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากวงดังกล่าวมาพอสมควร

Citizen เป็นตัวอย่างที่ดีในการนำดนตรีที่สมาชิกแต่ละคนชื่นชอบเป็นการส่วนตัว ซึ่งส่วนมากเป็นแนวป๊อปและร็อกแต่มีการแยกย่อยออกเป็น Sub-Genre หลายแขนงตามที่กล่าวไว้ข้างต้นมาหลอมรวมกับดนตรีอีโมได้อย่างไม่ขัดเขิน

ส่งผลให้คอนเสิร์ตของวง Citizen เป็นโชว์ที่ใครอยากเต้นก็เต้น ใครอยาก Dive Stage ก็พุ่งหลาวลงมาจากเวทีได้เลย

ใครอยากเล่นมอชพิชก็พุ่งเข้าใส่เป้าหมายได้ตลอดเวลา

ใครอยากโยกหัวเฮดแบงเกอร์ก็โยกได้ตลอด

ส่วนใครที่อยากดูนิ่งๆ ก็ถอยออกไปดูไกลๆ ได้ ซึ่งเมื่อมองจากบนเวทีแล้วก็ให้ความรู้สึกที่ผสมปนเปกันไป ซึ่งหาได้ไม่ง่ายนักสำหรับการรับชมวงดนตรีที่เล่นดนตรีที่ค่อนข้างหนักแบบนี้

 

อีกสิ่งหนึ่งที่ชอบในคอนเสิร์ตของวง Citizen ก็คือการเรียง Setlist หรือรายชื่อเพลงที่เซ็ตเอาไว้แล้วว่าจะเล่นเพลงไหนก่อนหลังบ้าง ในช่วงท้ายของโชว์มีการนำเพลงแดนซ์-ร็อกสนุกๆ, สโลว์-อีโม หลอนๆ ไปจนถึงเมโลดิก-ฮาร์ดคอร์ มาเล่นสลับกันไปได้อย่างมีชั้นเชิง

ส่งผลให้โชว์เล็กๆ ของวงกลายเป็นโชว์ที่ยิ่งใหญ่ในความรู้สึกของแฟนเพลงทุกคน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงท้ายๆ ของโชว์ที่ทางวงเล่นเพลงฮิตอย่าง The Night I Drove Alone, Sleep, Dogs, When I Let You Down, Death Dance Approximately และ I Want to Kill You แบบต่อเนื่อง

Citizen เป็นวงจากสหรัฐอเมริกา และครั้งนี้ถือเป็นการทัวร์คอนเสิร์ตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นครั้งแรกของวงด้วย แม็ต นักร้องนำเผยว่าเขาเพื่อนร่วมวงอยากมาแสดงคอนเสิร์ตที่ไทยมานานแล้ว และในที่สุดก็ได้มา ส่วนการที่สมาชิกวงหยิบยาดมตราหงส์ไทยมาดมแล้วชูให้แฟนๆ ได้เห็นบนเวทีคอนเสิร์ตก็เป็นการประกาศศักดาของ “อำนาจละมุน” อย่างหนึ่งของไทย

การได้ดูคอนเสิร์ตของวง Citizen ก็เหมือนกับการได้เปิดประวัติศาสตร์ของวงการดนตรีอัลเทอร์เนทีฟร็อกจากยุค 90 ที่ส่งอิทธิพลมาถึงดนตรีหนักๆ อย่างฮาร์ดคอร์ในยุคปัจจุบัน ความรู้สึกคล้ายกับได้นั่งไทม์แมชชีนที่ระหว่างทางเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ของดนตรีแนวต่างๆ คนเล่นก็สนุก คนดูก็สนุก

นี่แหละ Back to the Future ของแท้