เสากลางบ้าน เชือดเลือดเซ่นผี

เสากลางบ้านเป็นเสาปักไว้ที่ใดที่หนึ่งในชุมชนหมู่บ้าน ใช้ทำพิธีกรรมเซ่นผี

เสา หมายถึงหินเป็นแท่ง หรือไม้เป็นท่อน ที่ฝังส่วนสั้นลงไปในดินให้มั่นคง แล้วเหลือส่วนยาวโผล่เหนือดินเป็นหลักใช้มัดตรึงคนหรือสัตว์เพื่อฆ่าเซ่นผีสังเวยผี (คืออำนาจเหนือธรรมชาติ)

บ้าน หมายถึงชุมชน หรือหมู่บ้าน ตรงกับ village (ที่อยู่อาศัยเป็นหลังๆ เรียกเรือน ตรงกับ house)

กลางบ้าน หมายถึงพื้นที่เป็นศูนย์รวมกิจกรรมของชุมชนที่คนในชุมชนกำหนดรับรู้ร่วมกัน โดยไม่จำเป็นต้องอยู่กึ่งกลางของชุมชนหมู่บ้านซึ่งจะให้อยู่ตรงไหนก็ได้

เซ่นผี หมายถึงพิธีกรรมขอความอุดมสมบูรณ์ในพืชพันธุ์ว่านยาข้าวปลาอาหาร ซึ่งมักทำในหน้าแล้ง (ราวเดือน 5 ทางจันทรคติ) มีขั้นตอนดังนี้ (1.) คนถูกมัดตรึงกับเสาหลัก (2.) คนที่ถูกมัดเป็นเพศชายในชุมชนของหญิงเป็นใหญ่ในพิธีกรรม (3.) ฆ่าคนที่ถูกมัดตรึงด้วยการแทงหรือเชือดให้เลือดไหล (4.) รองเลือดด้วยภาชนะ (5.) เอาเลือดไปเซ่นผีดินเพื่อขอความอุดมสมบูรณ์ในฤดูการผลิตต่อไป

 

เซ่นผีหลายพันปีมาแล้ว

เซ่นผี (หรือบูชายัญ) พบหลักฐานเก่าสุดราว 3,000 ปีมาแล้ว เป็นประติมากรรมทองสำริด ลอยตัว ขนาดเล็ก ประดับบนหน้ากลองทองสำริด (มโหระทึก) ที่มณฑลยูนนาน ภาคใต้ของจีน (สมัยนั้นภาคใต้ของจีนไม่ใช่พวกฮั่น แต่เป็นพวกฮวนหรือหมาน ที่ฮั่นเรียก เยว่ มีหลายชาติพันธุ์ และมีวัฒนธรรมร่วมอุษาคเนย์) ดังนี้

(1.) คนถูกมัดตรึงกับเสากลางลานหมู่บ้าน (2.) หญิงมีอำนาจซึ่งเกล้ามวยผม โดยนั่งเสลี่ยงมีคนหาม พร้อมหญิงสูงศักดิ์ 4 คนนั่งแวดล้อม (3.) คนในชุมชนที่มีฐานะทางสังคมเป็นบริวารจำนวนหนึ่งเข้าร่วมพิธี

ซ่นผีด้วยการฆ่าคน (บูชายัญ) ราว 1,000 ปีมาแล้ว หลัง พ.ศ.1500 ยังมีพิธีกรรมที่ปราสาทวัดพู (แขวงจำปาสัก ประเทศลาว) พบในจดหมายเหตุจีนราชวงศ์สุยว่า “พระราชาจะเสด็จไปยังเทวาลัยแห่งนี้เพื่อทำการบูชายัญมนุษย์ด้วยพระองค์เองในเวลากลางคืน”

เสากลางบ้านมัดตรึงคนเพศชายแล้วเชือดเอาเลือดเซ่นผี ในพิธีกรรมประกอบด้วยหญิงมีอำนาจซึ่งเกล้ามวยผม นั่งเสลี่ยง มีคนหาม แล้วมีหญิงสูงศักดิ์นั่งแวดล้อม 4 คน นอกนั้นผู้ร่วมพิธีเป็นคนในชุมชนมีฐานะทางสังคมต่างๆ มี 52 คน จากประติมากรรมลอยตัวขนาดเล็กประดับหน้ากลองทองสำริด ราว 2,000 ปีมาแล้ว พบทางภาคใต้ของจีน ตำบลสือไจ้ซาน อำเภอผู่หนิง มณฑลยูนนาน (เรียบเรียงโดยสรุปจากคำอธิบายของ ทองแถม นาถจำนง ภาพกลองทองสำริดจากมิวเซียมมณฑลยูนนาน โดย ชินวัฒน์ ตั้งสุทธิจิต เมื่อ พ.ศ.2558)

 

เสาหลักบ้าน

เสากลางบ้านนานไปก็ถูกยกฐานะเป็นเสาหลักบ้าน เป็นที่สิงสู่ของ “ผีบ้าน” คือผีของผู้นำหมู่บ้านที่ตายไปแล้ว (ผีบรรพชน) ประกอบด้วยเสาหลักบ้านและศาลผีบ้าน ดังนี้

1. เสาหลักบ้าน คือ เสาเซ่นผีอยู่ในชุมชน

2. ศาลผีบ้าน คือ เรือนสี่เสายกพื้น (เหมือน “เฮือนแฮ้ว” ที่ฝังศพ) สำหรับวางเครื่องเซ่น ซึ่งลักษณะนี้ในอีสานเรียก “บือบ้าน” หมายถึงศูนย์รวมความขลังและเฮี้ยนของชุมชนหมู่บ้าน (บือ เป็นคำลาว แปลว่าสะดือ ซึ่งเป็นตำแหน่งศูนย์กลางบนร่างกายของคน)

ครั้นนานไปชุมชนเดือดร้อนเพราะการฆ่าคนเซ่นผี จึงเปลี่ยนเป็นฆ่าควายแทนฆ่าคน

เสาหลักบ้านใช้ฆ่าควาย (แทนคน) ตามประเพณีกะเหรี่ยงกับละว้า พบในงานค้นคว้าของ บุญช่วย ศรีสวัสดิ์ ในหนังสือชาวเขาในไทย (พิมพ์ครั้งแรก 61 ปีมาแล้ว พ.ศ.2506) จะยกมาดังนี้

กะเหรี่ยง “นับถือผี บางหมู่บ้านปลูกเสาสูงไว้ให้ผีหมู่บ้านอาศัยอยู่ เสานี้เรียกว่าเป็นเสามงคล มีพิธีปลูกเสาปีละ 1 ต้น ในเดือนเมษายน เรียกพิธี ‘กู่โตโป’ บางแห่งใช้เสาไม้ไผ่ บางแห่งใช้เสาไม้จริง เลือกไม้ตรง ไม่ให้คนข้ามหรือสัตว์ข้าม มีความสูงราว 10-12 เมตร บนยอดเสาแกะสลักเป็นรูปศีรษะมนุษย์ นำเอากระบือหรือหมูมาฆ่าเป็นเครื่องเซ่นหลักเสาผี ส่วนจะเป็นสัตว์ชนิดใดถูกฆ่าต้องปักกระดูกไก่ถามเสียก่อน ในงานนี้มีตีฆ้อง กลอง ร่ายรำ ร้องเพลง แสดงรื่นเริงต่างๆ ชาวบ้านเลี้ยงสุราและอาหารกัน”

ละว้า “พิธีเลี้ยงผีหมู่บ้าน จัดทำกันตรงลานดินกลางหมู่บ้าน ปักเสาหลักอยู่ 2 แห่ง แห่งหนี่งใช้ผูกกระบือ ขนาบด้วยไม้เสาสูง ซึ่งสลักเป็นลวดลายข้างบน อีกหลักหนึ่งอยู่ห่างจากหลักแรกราว 3-4 เมตร มีไม้ 2 ท่อน ทำเป็นที่ประทับของผีหลวง และขนาบด้วยลำไม้ไผ่เรียวเล็กๆ ตรงปลายเป็นกิ่งก้านและใบไผ่ สูงประมาณ 5-6 เมตร โดยปล่อยปลายกิ่งไม้ไผ่ให้งอโค้งลงมา

ทั้งสองหลักนี้เรียกว่า หลักผี อยู่ใกล้กับโรงพิธีหรือที่เรียกว่า เรือนผี เริ่มแรกเอาไก่ไปฆ่า ณ โรงพิธีนั้นก่อน การฆ่าไก่ใช้ตีศีรษะเพียงครั้งเดียวให้ถึงตาย ถัดจากนั้นนำหมูมาฆ่า 1 ตัว ก็ถึงวาระของสุนัขสีแดงโดยตัดเอาขา, ปาก, จมูก, ใบหู เครื่องในนำเอาไปเป็นเครื่องเซ่น ตีกลองและฆ้องเชื้อเชิญผีหลวง หมอผีต้องนั่งร่ายเวทมนตร์คาถาและคำเชื้อเชิญ เสียตีฆ้องดัง ‘โมง โมง โมง’ ไม่ขาดระยะตลอดคืน

รุ่งเช้าของวันใหม่ ชาวละว้าทุกคนแต่งกายกระวีกระวาดพากันมาชุมนุมอยู่กลางลานดินล้อมรอบเสาหลักผีเพื่อทำพิธีฆ่ากระบือตัวใหญ่ ซึ่งผูกมัดเตรียมไว้แล้ว ณ หลักผี บรรดาหมอผีพร้อมทั้งหัวหน้าหมู่บ้าน คนเฒ่าคนแก่ผู้ชาย แต่งกายโพกผ้าขาว เสื้อขาว บางคนนุ่งโจงกระเบนลายตาโตๆ นั่งทำพิธีกล่าวคำเชื้อเชิญผีหลวงให้มาสังเวยเครื่องเซ่นซึ่งเตรียมเอาไว้นานประมาณ 10 นาที หมอผีผู้มีผ้าคล้องคอนำเอาจอกสุราเดินมารดลงบนศีรษะกระบือตัวนั้น

การสังหารกระบือ เริ่มด้วยขบวนของผู้ชายประมาณ 10 คน เดินวนเวียนรอบเสาหลักผีที่ผูกกระบือเป็นรูปวงกลม ทุกคนร้องเพลงพลีกรรมแก่ผีหลวงด้วยเสียงอันดัง ชายสูงอายุคนหนึ่งถือหอกแสดงการร่ายรำหอกด้วยความคล่องแคล่วว่องไวไปใกล้กับกระบือตัวนั้น พอได้โอกาสพุ่งหอกไปตรงซอกขาหน้าใต้ลำคอของมัน กระบือดิ้นรนด้วยความเจ็บปวด สักครู่ก็ล้มลงขาดใจตาย พวกผู้ชายละว้าจัดการชำแหละด้วยมีดอย่างรวดเร็ว เพื่อทำเป็นอาหารเซ่นผีหลวง—-”

เสาหลักบ้าน เมื่อชุมชนขยายตัวเป็นเมืองก็กลายเป็นเสาหลักเมือง (ทำนองเดียวกับศาลากลางบ้านเป็นศาลากลางจังหวัด) •

 

| สุจิตต์ วงษ์เทศ