‘เพื่อไทย-ก้าวไกล’ สะสม ‘จุดต่าง’ จากแลนด์บริดจ์ ถึงพักโทษ ‘ทักษิณ’ นับวันเพิ่ม ‘ระยะห่าง’ จากนี้ไปไม่เหมือนเดิม

นับตั้งแต่พรรคเพื่อไทยฉีก MOU 8 พรรคการเมือง ส่งพรรคก้าวไกลพ้นขั้วจัดตั้งรัฐบาล เป็นจุดเริ่มต้นทางแยกของสองพรรคการเมืองที่เคยได้ชื่อว่าอยู่ในปีกประชาธิปไตยเหมือนกัน แต่วันนี้กลับกลายเป็นขั้วตรงข้ามในสมรภูมิการเมือง

ไล่เรียงเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างทั้งสองพรรคที่ปรากฏออกมาเป็นระลอก

1. กรณีการพิจารณารายงานผลการพิจารณาศึกษาญัตติเรื่องการศึกษาโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง เพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ตามที่ กมธ.วิสามัญ พิจารณาศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายว่า รายงานฉบับนี้ที่ระบุว่า อาจช่วยลดเวลาและระยะทางขนส่ง ก็เกิดคำถามที่ไม่มีคำตอบมากมาย ดังนั้น รัฐบาลต้องตอบคำถามสำคัญ 3 ข้อคือ

1. ไม่มีออปชั่นอื่นที่ดีกว่านี้แล้วใช่ไหม นอกเหนือจากการดำเนินโครงการนี้ และเม็ดเงิน 1 ล้านล้านบาทที่จะใช้ในโครงการ ยกระดับความสามารถการแข่งขันอะไรของประเทศได้บ้าง

2. จะจัดการความเสี่ยงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อย่างไร พื้นที่ดำเนินการโครงการเป็นพื้นที่มรดกโลก 6 แห่ง เต็มไปด้วยศักยภาพทั้งทางบก ทางน้ำ ต้องเวนคืนพื้นที่หลายหมื่นไร่ สูญเสียพื้นที่ประมง ป่าไม้ พื้นที่ปลูกทุเรียนและผลไม้มากมายคือต้นทุนที่ต้องจ่าย

และ 3. โครงการนี้ต้องวางสมดุลและแสดงวิสัยทัศน์ชัดเจนเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชน เป็น 3 คำถามสำคัญสุดที่ยังไม่มีคำตอบในรายงานฉบับนี้

ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายว่า ไม่ใช่เรื่องผิดที่ กมธ.ส่วนใหญ่ที่มาจากฝั่งรัฐบาล มีธงมาจากบ้านแล้วว่าเราควรจะทำโครงการนี้ แต่สิ่งที่เราจำเป็นที่จะต้องกังวลใจ ต้องดูว่าสิ่งที่ศึกษามานั้นรอบคอบ ถูกต้องหรือไม่ และที่ผ่านมา ถามในห้อง กมธ.หลายรอบ ก็ไม่ได้รับคำตอบจาก สนข. ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางการเดินเรือ การคำนวณการเติบโตของท่าเรือ ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะเชื่อรายงานของ สนข. ได้หรือไม่ และรายงานฉบับนี้ที่อ้างอิงรายงาน สนข. ไปเต็มๆ

แบบนี้ เราจะยังเชื่ออะไรอยู่หรือไม่ รวมทั้งการประเมินความคุ้มค่า ที่บอกว่าความคุ้มค่าทางการเงินสามารถคุ้มทุนได้ภายใน 24 ปี โดยที่มีผลตอบแทนทางการเงินอยู่ที่ 8.62% จริงหรือไม่

 

2.กรณีนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต นโยบายเรือธงในการหาเสียงของพรรคเพื่อไทย แต่จนถึงวันนี้รัฐบาลยังคงไม่ยอมตัดสินใจ ยื้อเวลาโดยตั้งอนุกรรมการศึกษาดิจิทัลวอลเล็ต

ศิริกัญญา ตันสกุล กล่าวว่า ตนและพรรคก้าวไกลได้แต่ภาวนาแทนแล้วว่าจะได้ทำหรือไม่ ซึ่งใจก็อยากให้มีการตัดสินใจอย่างเร่งด่วน เพราะยิ่งยื้อออกไปเรื่อยๆ เช่นนี้ ก็จะกลายเป็นต้นทุนในการเสียโอกาส หากเราจะใช้เวลาในช่วงนี้ทำมาตรการอะไรบางอย่างเพื่อที่จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวดีขึ้น อย่างที่รัฐบาลเป็นกังวลอยู่ว่าอยู่ในวิกฤตเศรษฐกิจ แต่การกระทำกลับย้อนแย้งกันว่ายังไม่ทำอะไรสักที เพื่อจะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัว

“ตอนนี้ความเป็นไปได้เริ่มริบหรี่ลงไปเรื่อยๆ ทุกวันนี้เหมือนทำอยู่แค่การเตะถ่วงไปเรื่อยๆ เราอยากให้เกิดความชัดเจนว่าตกลงจะทำหรือไม่ทำ ซึ่งจากผลสำรวจของนิด้าโพลก็บอกแล้วว่าหากไม่ได้ทำประชาชนไม่ได้โกรธ แต่เราอยากได้ความชัดเจนมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นประชาชนที่รอเรื่องของมาตรการที่จะมากระตุ้นเศรษฐกิจ นักลงทุน หรืออื่นๆ ก็รอให้เกิดการตัดสินใจที่แน่นอน เขาจะได้มูฟออนไปทำอย่างอื่น เมื่อเป็นแบบนี้ก็ชะงักงันไปกันหมดทั้งระบบเศรษฐกิจ” ศิริกัญญากล่าว

 

3.กรณี ภคมน หนุนอนันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ตั้งกระทู้สดถามนายกรัฐมนตรีเรื่องปิดปากสื่อ กรณีมีสื่อมวลชนถูกจับกุมจากการทำข่าวพ่นสีกำแพงวัดพระแก้ว โดยมี ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้ตอบกระทู้แทน

ตอนหนึ่งของการตอบกระทู้ดังกล่าว ภูมิธรรมได้พาดพิงหัวหน้าพรรคก้าวไกล ว่ามีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับทานตะวัน ตัวตุลานนท์ ผู้ต้องหาในคดีที่ถูกกล่าวหาว่าคุกคามขบวนเสด็จ

“ท่านสบายใจหรือไม่ ที่อดีตหัวหน้าพรรคท่าน หรือหัวหน้าพรรคท่านไปเกี่ยวข้อง สัมพันธ์กับคนที่ไปก่อคดีคุกคามขบวนเสด็จอยู่ โบราณเขาบอกว่ารักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี เราเข้าใจ เราเห็นใจ เรารักใครถ้าทำไม่ดีเราก็ต้องช่วยกันตักเตือน คัดค้าน เดี๋ยวนี้เค้าไม่ตีกันครับ เขาใช้การพูดคุย การให้ความรู้ความคิด ให้เข้าใจว่าสิ่งใดกฎหมายบังคับ สิ่งใดสมควรหรือไม่สมควร” ภูมิธรรมกล่าว

 

4.กรณีการพักโทษนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งในแถลงการณ์ของพรรคก้าวไกลตอนหนึ่งระบุว่า

“…เหตุการณ์และกระบวนการทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับคุณทักษิณ ชินวัตร ตลอด 180 วันที่ผ่านมา โดยเฉพาะการได้รับสิทธิรักษาตัวนอกโรงพยาบาลที่เรือนจำเป็นกรณีพิเศษโดยขาดความโปร่งใสเรื่องอาการป่วยของคุณทักษิณ ต่อเนื่องมาจนได้รับสิทธิพักโทษเพื่อปล่อยตัวกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านนั้น กลับเพิ่มคำถามที่มีในใจของประชาชนจำนวนมาก ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลปัจจุบัน สอดคล้องกับหลักการบังคับใช้กฎหมายกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่เลือกปฏิบัติหรือไม่…”

“คำชี้แจงของรัฐบาลต่อคำถามสำคัญทั้งเรื่องสุขภาพของคุณทักษิณที่ผ่านมา หรือเกณฑ์ที่ใช้ในการอนุมัติให้คุณทักษิณได้รับการพักโทษ ไม่สามารถทำให้สังคมหยุดตั้งคำถามได้ถึงความเสมอภาคในการบังคับใช้กฎหมาย และการปฏิบัติเมื่อเปรียบเทียบกับนักโทษและผู้ที่ถูกดำเนินคดีทางการเมืองคนอื่นๆ”

“พรรคก้าวไกลยืนยันว่า สังคมไทยต้องการระบอบประชาธิปไตยที่ยึดหลักนิติรัฐและกระบวนการยุติธรรมเพื่อทุกคน ปราศจากระบบสองมาตรฐานหรือนิติรัฐแบบอภิสิทธิ์ชน”

ชัยธวัช ตุลาธน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล ย้ำว่า โดยพื้นฐานพรรคก้าวไกลให้การสนับสนุนการได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานอยู่แล้ว จึงต้องสันนิษฐานว่าทุกคนบริสุทธิ์ ดังนั้น หากใครไม่ได้รับการประกันตัวต้องเป็นกรณียกเว้นจริงๆ เรื่องนี้จะต้องมีการปฏิบัติกันอย่างเท่าเทียมทางกฎหมาย และการได้รับการประกันตัว ควรเป็นเรื่องทั่วไปสำหรับทุกคน แม้แต่ผู้ที่ถูกกล่าวหาคดี 112 ด้วย

“สถานการณ์ที่ผมคิดว่าเรื่องใหญ่คือการไปตอกย้ำความรู้สึกของคนไทยจำนวนมาก ที่รู้สึกว่าประเทศไทยมีปัญหาเรื่องกระบวนการยุติธรรม มีการปฏิบัติต่อประชาชนไม่เท่าเทียมกัน ในกระบวนการนิติรัฐ อภิสิทธิ์ชน ซึ่งเป็นเหตุหนึ่งของความขัดแย้งทางการเมืองในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ที่ประชาชนออกมาต่อสู้เพื่อต้องการให้สังคมเป็นประชาธิปไตยจริงๆ ไม่ใช่กระบวนการยุติธรรมแบบสองมาตรฐาน”

“วิธีใดที่คิดว่าจะเป็นการคืนความยุติธรรมให้กับนายทักษิณที่ไม่ได้รับความยุติธรรมจากอดีตที่ผ่านมา ไม่ควรจะเกิดขึ้นด้วยวิธีการตอกย้ำ ผลิตซ้ำความอยุติธรรมที่จะสร้างปัญหา” ชัยธวัชกล่าว

และว่า สังคมมีการเปรียบเทียบคดีของนายทักษิณกับนายอานนท์ นำพา นักโทษคดี 112 ที่เรื่องนี้เป็นการตอกย้ำการเลือกปฏิบัติในทางกฎหมาย และตอกย้ำระบบนิติรัฐที่รัฐบาลบอกว่าจะทำให้เข้มแข็ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมันทำลายความเชื่อถือของสังคมว่า

รัฐบาลไม่ได้มีนิติรัฐสำหรับประชาชน แต่เป็นนิติรัฐแบบอภิสิทธิ์ชน ที่เป็นต้นเหตุความขัดแย้งทางการเมืองที่ไม่ควรเกิดขึ้น

 

ซึ่งภูมิธรรม เวชยชัย โต้ว่า กระบวนการยุติธรรมของไทยยังดำรงอยู่ และพยายามแก้ไขปรับปรุงสิ่งที่เป็นปัญหาอุปสรรคอยู่ โดยการดำเนินการเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ได้เกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบัน อีกทั้งเวลานี้มีความพยายามปรับปรุงกระบวนการนิติบัญญัติ

อยากให้ทุกคนมองภาพกว้าง อย่าไปยึดติดกรณีใดกรณีหนึ่ง มิเช่นนั้นก็จะเกิดปัญหา

อยากให้พิจารณาให้ถ่องแท้ว่าเรื่องทั้งหมดเป็นสิ่งที่มีปัญหาอยู่ หรือเกิดจากอคติ ความรู้สึกของคนบางส่วน

ถือเป็นจุดยืนที่แตกต่างกันของเพื่อไทยและก้าวไกล

สองพรรคการเมืองที่เคยได้ชื่อว่าอยู่ในปีกประชาธิปไตยเหมือนกัน

มาวันนี้มีระยะห่างจากกันมากขึ้นเรื่อยๆ จนในอนาคตอันใกล้อาจไม่เหลือร่องรอยแห่งความเป็นมิตรอีกต่อไป!?!