ความสำเร็จในหนังสือพัฒนาตัวเอง มองลอดรักแร้ “ฟรังซัวส์ จูเลียง”

François Jullien

คงไม่มียุคสมัยไหนที่ผู้คนจะโหยหาและอวดความสุขความสำเร็จมากเท่าปัจจุบัน

เพราะคนที่เข้าถึงโซเชียลมีเดียแทบทุกคนสามารถผลิต “คอนเทนต์” ของตนเองได้

และคอนเทนต์ที่ผลิตจำนวนมาก ถ้าไม่อวดความสุขหรือความสำเร็จก็ตีโพยตีพายกับชีวิต

หนังสือแนวพัฒนาตัวเอง (self-help) ซึ่งกินพื้นที่ชั้นหนังสือในร้านหนังสืออย่างกว้างขวาง แสดงให้เห็นถึงความกังวลต่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คนในยุคนี้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการเวลา โฟกัส หรือการเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพเพื่อความสุขและความสำเร็จ

ดูเหมือนบัญญัติประการเดียวของยุคนี้ก็คือความสุข ซึ่งจะได้มาก็ต่อเมื่อประสบความสำเร็จ

หนังสือแนวพัฒนาตัวเองที่มีเนื้อหาทางจิตวิญญาณอย่างเช่นการหันกลับไปหาปรัชญาตะวันออก เช่น เต๋า เซน หรือคุณค่าทางวัฒนธรรมอย่างอิคิไก วะบิซะบิ หรือการอาบป่าแบบญี่ปุ่น ก็ได้รับความนิยมไม่น้อย

อย่างไรก็ตาม สำหรับฟรังซัวส์ จูเลียง (François Jullien) นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสร่วมสมัยผู้ฝักใฝ่ปรัชญาจีนแล้ว หนังสือเหล่านั้นเป็นแต่เพียงปรัชญาเก๊ๆ (pseudo-philosophy) เท่านั้น

เขาเห็นว่าการเข้าใจความลุ่มลึกทางปรัชญานั้นเรียกร้องการครุ่นคิดอย่างจริงจัง ไม่ใช่ความสบายใจจากการปลอบประโลมชั่วครั้งชั่วคราว

หลายคนอาจจะมองว่าความเห็นของจูเลียงออกจะแรงไปสักหน่อย

แต่หากมองในแง่ที่ว่า ความสบายใจอันเกิดจากการอ่านงานแนวพัฒนาตนเอง มีเป้าหมายคือความผ่อนคลายเพื่อที่จะกลับไปทำงานได้อีก มิหนำซ้ำ เป้าหมายที่เรียกว่าความสุขอันเป็นสาระสำคัญระดับที่มีคำเรียกว่า อุตสาหกรรมความสุข

คำวิจารณ์ของจูเลียงก็น่ารับฟังไม่น้อย

ในงานที่ชื่อ Vital Nourishment (การบำรุงเลี้ยงชีวิต) ซึ่งตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษในปี 2007 จูเลียงนำเสนอการตีความปรัชญาของจวงจื่อ ว่าด้วยการบำรุงเลี้ยงชีวิต

เขาเห็นว่าสังคมปัจจุบันเข้าใจสับสนระหว่างการบำรุงเลี้ยงชีวิตกับการเลี้ยงร่างกายที่ผูกโยงกับเป้าหมายคือความสุข

ซึ่งเกิดจากการแยกทวิลักษณะของร่างกายกับจิตวิญญาณ โดยยึดถือการบำรุงบำเรอชีวิต และมองว่าชีวิตเป็นคุณค่าสูงสุดที่มนุษย์พึงรักษา

ดังจะเห็นได้จากเวลาที่เราประสบอันตราย สิ่งอื่นๆ ไม่สำคัญเท่ากับการรักษาชีวิต

หนังสือพัฒนาตัวเองต่างๆ แสดงให้เห็นถึงความกลัวตายที่ว่านี้เอง แต่การพยายามขจัดความเสี่ยงต่างๆ กลับทำให้คนเรายึดติดกับชีวิต และกลับกลายเป็นการทำลายชีวิตที่แท้จริง

ผู้เขียนเป็นสมาชิกในกลุ่มอ่านกลุ่มหนึ่ง ที่สมาชิกในกลุ่มแนะนำหนังสือที่ตนเห็นว่าน่าสนใจ

มีกระทู้ที่สมาชิกคนหนึ่งถามว่า ข้อความทำนองว่า “คนเราควรจะเสียดายในสิ่งที่ไม่ได้ทำมากกว่าสิ่งที่ทำไปแล้ว” นั้น มาจากหนังสือเล่มไหน

ผู้เขียนเข้าไปตอบว่า เนื้อหาทำนองข้อความดังกล่าว มีอยู่ในหนังสือแนวพัฒนาตัวเองแทบทุกเล่ม

คำตอบนี้ไม่ได้ยียวนกวนประสาทแต่อย่างใด เพราะเป้าหมายของหนังสือแบบนี้ก็คือการส่งเสริมให้คนลองทำสิ่งที่ตนเองตั้งใจ มิเช่นนั้นจะเสียดายก่อนตาย

แม้คำกล่าวนี้จะมีเค้าความจริงอยู่บ้าง แต่ใครจะปฏิเสธได้ว่า หลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่ได้ทำนั้นอาจจะดีแล้ว ไม่เช่นนั้นอาจก่อให้เกิดหายนะได้

 

ความข้างต้นสอดคล้องกับสิ่งที่จูเลียงเรียกว่า การใช้ชีวิตเพื่อชีวิต (live to live) หรือการนำเอาเป้าหมายไปยัดเยียดให้กับชีวิต ทำให้เราทะนุถนอมชีวิต

แท้จริงแล้วการบำรุงเลี้ยงชีวิตไม่ใช่การบังคับกะเกณฑ์เพื่อธำรงและคงชีวิต จนละเลยคุณค่าที่แท้จริงของการดำรงอยู่

อย่างเช่น ความรู้สึกโปร่งเบาแช่มชื่นในยามเช้า เพราะความวิตกกังวลทำให้เราไม่ได้รับความเบิกบานอย่างที่ควรจะได้รับ รังแต่จะเกิดความเหนื่อยล้า

จูเลียงเห็นว่า ปรัชญาจีนไม่มีสิ่งที่เรียกว่าเป้าหมาย (telos ในภาษากรีก) ซึ่งแตกต่างจากปรัชญาตะวันตกที่ได้รับอิทธิพลจากกรีก และศาสนาคริสต์ แต่สิ่งต่างๆ รวมทั้งมนุษย์ดำรงอยู่ในคาบเวลา (phase) ความสำเร็จตามนัยแบบจีน

หรือกล่าวแบบเจาะจงคือตามนัยของปรัชญาจวงจื่อ คือการลืม เฉกเช่นที่เราลืมรองเท้า ถ้ารองเท้าคู่นั้นสวมใส่ได้พอดี

ในปรัชญาเต๋าของจวงจื่อนั้น อิสระเป็นสิ่งสำคัญ นั่นคือ การปล่อยให้ชีวิตตัดสินว่าจะไปทางไหน โดยไม่กังวลต่อผลลัพธ์ที่ตามมามากจนเกินไป

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือกรณีคนเมาตกรถม้าแล้วรอดชีวิต คนเมาไม่ได้แข็งขืนร่างกาย หากแต่ปล่อยตัวไปอย่างอิสระ จึงรอดชีวิต

นั่นหมายความว่า หากเราถนอมรักชีวิตมากเกินไป เราอาจจะสูญเสียชีวิตมากกว่า

หากเรายึดมั่นกับความสำเร็จ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญของการบำรุงเลี้ยงชีวิต เราจะไม่มีชีวิตอย่างแท้จริง

(ทั้งนี้ ผู้เขียนไม่ได้สนับสนุนให้เมาแล้วโพสต์ข้อความในโซเชียลมีเดีย เพราะจะยังความฉิบหายมากกว่า)

 

จูเลียงเห็นว่า การบำรุงเลี้ยงชีวิตก็คือการบำรุงเลี้ยงพลังปราณ (qui) ด้วยการปล่อยให้พลังชีวิตเป็นสิ่งที่ผ่านมาแล้วผ่านไป โดยไม่ไปบังคับต่อต้าน อันที่จริงแล้ว พลังปราณเป็นเงื่อนไขที่ก่อให้เกิดสรรพสิ่ง การแตกทำลายของสิ่งต่างๆ เกิดจากการสลายตัวของพลังปราณ สิ่งต่างๆ อย่างสายน้ำ ดวงดาว ต้นไม้ใบหญ้า และหยาดน้ำค้าง รวมทั้งชีวิตมนุษย์ เป็นต้น เกิดจากการควบอัดของพลังปราณ

สิ่งเหล่านี้เป็นกระบวนการที่ผันแปรมากกว่าจะมีแก่นสารหรือสาระให้ยึดติด

เราเรียกกระบวนการเหล่านี้ว่า เต๋า

ในเมื่อการบำรุงเลี้ยงชีวิตคือการบำรุงเลี้ยงพลังปราณ การแบ่งแยกทวิลักษณะระหว่างร่างกายกับจิตวิญญาณจึงไม่เกิดขึ้น

คนเราจึงไม่จำเป็นต้องหลีกลี้ไปอยู่ในป่าเพื่อบำรุงเลี้ยงจิตวิญญาณ ขณะเดียวกันก็ไม่จำเป็นต้องคบค้าสมาคมกับผู้คนเพื่อบำรุงบำเรอร่างกาย

ภาพจำของคนทั่วไปที่มองว่า ปรัชญาเต๋าแบบจวงจื่อส่งเสริมให้คนใช้ชีวิตหลีกเร้นจากสังคมแบบนักพรตนั้น อาจจะมองด้านเดียว

จริงอยู่ที่ลัทธิเต๋าส่งเสริมการมีชีวิตตราบสิ้นอายุขัย แต่ไม่ใช่การรักษาชีวิตด้วยการไม่ข้องแวะกับสังคม

ในคัมภีร์จวงจื่อ มีเรื่องราวของวิถีชีวิตสุดโต่งสองทาง สุดโต่งทางหนึ่ง ได้แก่กรณีของซั่นเปา ซึ่งหลีกเร้นไปอยู่กลางป่าเขา กินดื่มแต่น้ำ เมื่ออายุ 70 ปี ก็ตายเพราะถูกเสือกิน

สุดโต่งอีกทางคือกรณีของจังอี้ที่สมาคมกับผู้มีอันจะกินในเมือง กินดื่มของโอชารส พออายุ 40 ก็ป่วยตาย

จูเลียงเห็นว่าการบำรุงเลี้ยงชีวิตที่แท้จริงจะต้องเดินทางสายกลางระหว่างสองทางนี้

ในแง่นี้ วิถีชีวิตแบบนักพรตจึงไม่ใช่เป้าหมายสำคัญสำหรับจวงจื่อ เพราะชีวิตไม่ใช่เป้าหมาย

ปัญหาทั้งหลายเกิดจากความยึดมั่นกับเป้าหมายชีวิตรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แม้แต่ชีวิตที่ปราศจากข้อผูกถ่วงหน่วงรั้งท่ามกลางธรรมชาติก็ตาม

 

ประเด็นที่ว่า จะใช้ชีวิตที่ดีได้อย่างไร หรือ How to Live a Good Life เป็นเรื่องที่จริงจัง ซึ่งสะท้อนถึงฐานคติที่ว่าชีวิตต้องมีเป้าหมาย

ผู้เขียนเคยสัพยอก “เฟรนด์” ใน Facebook บนโพสต์ของเขาที่มีข้อความดังกล่าว (คือ How to Live a Good Life) ว่า สิ่งที่เราจะต้องมีเป็นอันดับแรกคือ เราต้องมี a good life หรือชีวิตที่ดีก่อน ถึงจะถ่ายทอดสด (live) ชีวิตที่ดีได้

คำพูดหยอกล้อกันเล่นข้างต้นถ้ามองแบบจริงจังก็ดูจะสะท้อนวัตรปฏิบัติของพวกเราในยุคโซเชียลมีเดียที่ชอบอวดความสำเร็จและความสุขกัน

ช่างแตกต่างจากข้อเสนอของจูเลียงจากการตีความปรัชญาจวงจื่อที่ว่า การบำรุงเลี้ยงชีวิตต้องอาศัยการสลายความกระหายใคร่อยากและการลดความเป็นเจ้าของลง

หรือพูดแบบพุทธทาสภิกขุก็คือลด “ตัวกู-ของกู” ลง นั่นเอง เราถึงจะได้สัมผัสกับความแช่มชื่นในยามเช้าได้

ที่กล่าวมานี้ ไม่ได้หมายความว่าหนังสือแนวพัฒนาตัวเองหรือ how to ทั้งหลายจะไม่มีประโยชน์หรือไม่ควรอ่าน

เพราะคำแนะนำหลายอย่าง เช่น เทคนิคการจัดการเรื่องงานต่างๆ สามารถนำมาใช้ได้จริง

หลายเล่มมาจากการเรียบเรียงหรือสรุปความจากงานวิจัย

แต่การอ่านให้ได้ประโยชน์ก็ต้องอาศัยการครุ่นคิดไม่มากก็น้อย เพราะมีหนังสือประเภทนี้จำนวนไม่น้อยเป็นทั้งปรัชญาเก๊และวิทยาศาสตร์เทียม (pseudoscience) ที่อ้างคำกล่าวนักปรัชญา หรือนักวิทยาศาสตร์มาสนับสนุนความคิดตัวเองโดยปราศจากความเข้าใจอย่างถ่องแท้ต่อเรื่องดังกล่าว กระทั่งบิดเบือน

อย่างเช่น การอ้างคำกล่าวของเรอเน เดส์การ์ตส์ (Ren? Descartes) นักปรัชญาสมัยใหม่ชาวฝรั่งเศสที่ว่า “ฉันคิด ฉันจึงดำรงอยู่” (cogito ergo sum) โดยเข้าใจไปว่าหมายถึง คนเราเป็นอย่างที่คิด ซึ่งห่างไกลมากจากความหมายดั้งเดิมที่เป็นรากฐานของวิธีคิดแบบตะวันตก

หรือการอ้างทฤษฎีควอนตัมฟิสิกส์ โดยโมเมไปว่าคลื่นความคิดของคนเราจะดึงดูดสิ่งต่างๆ เข้ามาหาตัวเอง

ปรัชญาเก๊หรือวิทยาศาสตร์เทียมแบบนี้ทำมาหากินกับภาวะไร้อำนาจของปัจเจกบุคคลในยุคนี้ ไม่ต่างจากโหราจารย์สมัยใหม่ในยุคปัจจุบันที่เที่ยวชี้นิ้วกล่าวหาว่าความโง่เขลาของตนนั้นโง่เขลาน้อยกว่าของคนอื่น

 

ถ้าจะพูดว่าหนังสือแนวพัฒนาตัวเอง ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างเม็ดเงินมหาศาล ทั้งในสังคมอเมริกันและในไทยเอง เป็นยาบรรเทาความเจ็บปวดชั่วคราวก็คงไม่ผิด

หากมองลอดรักแร้ของจูเลียง (ซึ่งทำให้เห็นวับๆ แวมๆ ไม่ใช่การยืนบนบ่าแล้วเห็นกว้างกว่า ซึ่งผู้เขียนไม่กล้ากล่าวอ้างเช่นนั้น) โดยนิยามว่าปรัชญาเป็นกิจที่เรียกร้องการคิดอย่างจริงจัง และหนังสือพัฒนาตัวเองแนวจิตวิญญาณ ถือเป็นปรัชญาเก๊ ก็ไม่ผิด

แต่ในเมื่อในชีวิตประจำวันเราต้องอาศัยยาแก้ปวดอย่างพาราเซตามอลเป็นครั้งคราว รวมทั้งต้องการบำรุงปัญญาด้วยอาหารสมองที่ไม่หนักเกินไป (หรืออ่านงานเขียนของนักปรัชญาที่มักจะไม่ค่อยรู้เรื่อง) ในแง่นี้ หนังสือแนวพัฒนาตัวเองก็มีที่ทางและทางไปของมันเช่นกัน

และเราก็มักจะเห็นทางไปของหนังสือเหล่านี้ในกลุ่ม Facebook ที่ปล่อยหนังสือมือสองครึ่งราคาจากราคาปก นั่นคือคุณูปการสำคัญของโซเชียลมีเดียที่เราจะ “แชร์” ความสุขกันได้อย่างเป็นรูปธรรม