เวนิสตะวันตก เมืองตะวันออกในโลกตะวันตก (ต่อ)

บทความพิเศษ | ยุกติ มุกดาวิจิตร

 

เวนิสตะวันตก

เมืองตะวันออกในโลกตะวันตก (ต่อ)

 

การโจมตีและเข้ายึดคอนสแตนติโนเปิลสำเร็จของเวนิสนั้น แน่นอนว่าในด้านหนึ่งแสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอลงของจักรวรรดิไบแซนไทน์

แต่อีกด้านก็คือการแสดงแสนยานุภาพการรบทางทะเลของเวนิส จนเวนิสเองบันทึกชัยชนะครั้งนี้ไว้ในทำเนียบเจ้านคร ซึ่งก็เป็นที่ทำการสภาแห่งสาธารณรัฐเวนิส ด้วยภาพเขียนสีน้ำมันขนาดมหึมาในห้องประชุมที่นับกันว่าใหญ่ที่สุดในยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่ 13-14

เหนือสิ่งอื่นใดยังแสดงให้เห็นว่า ชาวเวนิสนั้นเป็นนักการค้าเสียมากกว่านักการศาสนา

จึงเห็นการปกป้องผลประโยชน์ทางการค้าของตนเหนือโภคผลจากการรบเพื่อช่วงชิงดินแดนศักดิ์สิทธิ์

ภาพการบุกยึดคอนสแตนติโนเปิล โดย Tintoretto วาด ค.ศ.1508

ผลจากสงครามครูเสด เวนิสนำสมบัติของจักรวรรดิไบแซนไทน์จำนวนมากกลับมายังเวนิส ในจำนวนนั้น มีตัวอย่างสมบัติชิ้นสำคัญ 2 ชิ้นที่ควรกล่าวถึง ได้แก่ ปาลา ดีออโร (Pala d’Oro) ซึ่งเป็นผ้าทอดิ้นทองรูปบรรดานักบุญต่างๆ ที่ติดไว้เป็นฉากด้านหลังหลุมศพนักบุญมาร์กที่มหาวิหาร และม้าบรอนซ์ 4 ตัว ที่ติดตั้งไว้ด้านบนหน้ามหาวิหารนักบุญมาร์ก

แผ่นทอดิ้นทองนี้ประกอบไปด้วย 3 ส่วน ที่มีที่มาต่างวาระกัน นับตั้งแต่ส่วนเก่าแก่ที่สุดที่ทอขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 11-12 ส่วนที่สองซึ่งเป็นส่วนกลางที่ใหญ่ที่สุดของแผ่นผ้า ได้มาจากคอนสแตนติโนเปิลใน ค.ศ.1204 ส่วนที่สามทำขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 14 เรื่องราวในผ้าทอนี้เป็นเรื่องพระเยซูและนักบุญคนสำคัญๆ

ถ้าจะเปรียบกับศาสนวัตถุสำคัญๆ ในโบสถ์คริสต์แล้ว ผ้าทอดิ้นทองก็น่าจะเทียบเท่ากับบรรดาแผ่นไม้วาดรูปแล้วลงรักปิดทองที่เป็นฉากประดับกลางปรำพิธีในโบสถ์ยุคกลาง

เพียงแต่ผ้าทอนี้มีความพิเศษที่นอกจากจะทำจากทองคำแทบทั้งหมดแล้ว ยังมีที่มาที่ยึดโยงกับแสนยานุภาพของเวนิสดังกล่าวข้างต้น

ผ้าทอดิ้นทองที่ส่วนสำคัญของผลงานนั้นนำมาจากคอนสแตนตินจากสงครามครูเสด

ส่วนม้านั้นมีประวัติที่พิสดารยิ่งกว่านั้น รูปหล่อสำริดม้าลักษณะนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจของผู้นำยุคโบราณแบบกรีก-โรมันมาอย่างต่อเนื่อง

สำหรับม้าสี่ตัวที่มหาวิหารนักบุญมาร์กนั้น เดิมทีจักพรรดิคอนสแตนตินย้ายมาจากที่ไหนสักแห่งในอาณาจักรกรีกโบราณมายังโรม แล้วย้ายไปยังคอนสแตนติโนเปิลเมื่อครั้งย้ายเมืองหลวงของจักรวรรดิโรมันไปที่นั่น หลังสงครามครูเสดครั้งที่ 4 ชาวเวนิสจึงได้ขนย้ายม้า 4 ตัวนี้มายังเวนิส แล้วติดตั้งไว้เหนือประตูทางเข้ามหาวิหาร

แต่ภายหลังได้ย้ายม้าของจริงดั้งเดิมเข้าไปไว้ในอาคารเพื่อการอนุรักษ์ แล้วทำของจำลองขึ้นใหม่ไปติดตั้งทดแทน

ส่วนของดั้งเดิมนั้นก็ยังสามารถไปชมได้ในพิพิธภัณฑ์ที่ตั้งอยู่ในอาคารมหาวิหาร

ด้านหน้าของมหาวิหารนักบุญมาร์กซึ่งมีม้า 4 ตัวตั้งอยู่ด้านบน และม้าบรอนซ์ดั้งเดิมจากคอนสแตนติโนเปิล

หลังสงครามครูเสดครั้งที่ 4 จักรวรรดิไบแซนไทน์ค่อยๆ เสื่อมอำนาจลง กระนั้นก็ตาม แม้ว่าจักรวรรดิออตโตมันซึ่งมีอำนาจเหนือเมืองสำคัญๆ ของไบแซนเทียมรายรอบกรุงคอนสแตนติโนเปิลตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 14 แต่กว่าที่จะยึดคอนสแตนติโนเปิลได้ ก็ยังต้องใช้เวลาอีกเป็นร้อยปี

จนใน ค.ศ.1453 จึงถูกจักรวรรดิออตโตมัน (Ottoman Empire) ของชาวเติร์กยึดครองได้

แล้วเปลี่ยนชื่อจากคอนสแตนติโนเปิลไปเป็น อิสตันบูล (Istanbul) ดังที่รู้จักกันในปัจจุบัน

หลังจากที่จักรวรรดิโรมันและไบแซนไทน์ล่มสลายลงอย่างสิ้นเชิงแล้ว ก็เกิดสาธารณรัฐเล็กใหญ่ขึ้นทั่วคาบสมุทรอิตาลี

เกิดศูนย์อำนาจทางน้ำสำคัญอีกแห่งหนึ่งคือเจนัว ที่ตั้งอยู่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือของอิตาลีปัจจุบัน

นั่นจึงทำให้เวนิสมีเหตุให้ต้องทำสงครามกับเจนัวถึง 4 ครั้งตั้งแต่ศตวรรษที่ 14-15

แต่ถึงกระนั้น แม้ศูนย์อำนาจใหม่อย่างโปรตุเกสจะค่อยๆ เติบโตขึ้นหลังการเดินทางไปพบทวีปอเมริกาใน ค.ศ.1492 ของนักเดินเรือชาวเจนัวชื่อคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส เวนิสก็ยังคงความเป็นเอกเทศอยู่ต่อไปจนถึง ค.ศ.1797 ที่ตกอยู่ใต้อำนาจของนโปเลียนแห่งฝรั่งเศส

การคงอยู่อย่างยาวนานของเวนิสนั้น นอกเหนือจากการรักษาดุลอำนาจกับจักรรวรรดิต่างๆ ได้แล้ว

ผมคิดว่าอีกส่วนหนึ่งยังมามาจากการปรับตัวเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ยุคแรกของเวนิส พร้อมๆ กันกับศูนย์อำนาจในอิตาลีที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดหลังการเสื่อมอำนาจลงของจักวรรดิโรมัน ตั้งแต่ปลายยุคกลางและการเกิดขึ้นของยุคเรเนอซองส์ ดังที่จะได้กล่าวถึงต่อไป