ผู้หญิงเป็นเจ้าของเรื่องเล่า

ชุมชนดั้งเดิมเริ่มแรกมีผู้หญิงหัวหน้าพิธีกรรมเป็นหัวหน้าชุมชน ทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของเผ่าพันธุ์

โดยทั่วไปผู้หญิงที่บอกเล่าได้รับยกย่องเป็นร่างทรง (เมื่อผีฟ้าลงทรงแล้วเล่าเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับเผ่าพันธุ์) ขณะเดียวกันได้รับยกย่องเป็นมด หรือหมอมดซึ่งเป็นหญิงผู้มีพลังอำนาจทางศาสนาผี บางสถานการณ์ต้องทำหน้าที่หมอขวัญ เพื่อทำขวัญ (หมายถึง สู่ขวัญ, เรียกขวัญ, ส่งขวัญ) เพื่อสื่อสารกับผีฟ้าช่วยบันดาลสิ่งที่ต้องการให้ผู้รับทำขวัญ หรือให้เป็นที่รับรู้ทั่วกันของคนทั้งชุมชนที่ร่วมพิธีกรรมนั้น

คำทำขวัญเป็นภาษาพูดในชีวิตประจำวันที่เรียบเรียงเนื้อความเน้นเรียกขวัญที่หายไปให้คืนร่างตามเดิม ครั้นนานไปได้สร้างสรรค์สอดแทรกคำคล้องจองตรงที่ต้องการเน้นเป็นพิเศษ จนถึงที่สุดแต่งเป็นคำคล้องจองทั้งหมดแล้วสร้างทำนองขับลำกำกับไว้ด้วยให้เฮี้ยนขลัง (ส่วนคำคล้องจองจะเป็นต้นทางโคลงกลอนหรือร้อยกรองต่อไปข้างหน้า)

เรื่องเล่ามีพลังผนึกความเป็นปึกแผ่นของเผ่าพันธุ์ (หรือชาติพันธุ์) ดังนั้น ชุมชนสมัยเริ่มแรกมีพิธีกรรมตามเรื่องเล่าเหล่านั้น พบหลักฐานหลากหลายเหลือเป็นซากสิ่งต่างๆ ได้แก่ ไม้, โลหะ, หิน เป็นต้น แต่ที่สำคัญและพบกว้างขวาง คือ หินรูปร่างหลากหลายลักษณะและขนาดต่างๆ เช่น แผ่นผา, แท่ง, ก้อน, สะเก็ด ฯลฯ ทางวิชาการสากลเรียกวัฒนธรรมหิน (Megalith culture) เรียกง่ายๆ เป็นที่รับรู้ทั่วไปว่า “หินตั้ง” หินจึงมีคำบอกเล่าสมัยเริ่มแรกเป็นเรื่องราวมหัศจรรย์พันลึก แต่อาจถอดรหัสคลาดเคลื่อนหรือแตกต่างกันได้จึงไม่ถือเป็นยุติ

ในหินมีเรื่องเล่าเป็นพิธีกรรมสืบเนื่องจากความเชื่อเรื่องขวัญว่า ขวัญเคลื่อนไหวออกจากร่างจริงแล้วไปสิงสู่อาศัยในวัสดุต่างๆ ก็ได้ ไม่ว่าท่อนไม้, กองดิน, ก้อนหิน ฯลฯ โดยสมมุติเรียกสิ่งนั้นว่าร่างเสมือน ดังนั้น บรรดาขวัญของคน, สัตว์, พืช, สิ่งของเครื่องมือเครื่องใช้, อาคารสถานที่ ไปสิงสู่อาศัยร่างเสมือนได้ทั้งนั้น และร่างเสมือนที่สำคัญอย่างยิ่งคือหิน

เรื่องเล่าถูกทำเป็นพิธีกรรมเฮี้ยนและขลังของชาติพันธุ์ด้วยการเล่นเงาเห็นด้านข้าง แล้วก้าวหน้าเป็นรูปเขียน เป็นลายสลัก และเป็นหนังใหญ่-หนังตะลุง ซึ่งเห็นด้านข้างตามการเล่นเงา

1. เล่นเงา ด้วยการก่อกองไฟแล้วใช้วัตถุทึบแสง เช่น ไม้, มือ ฯลฯ ทำให้เกิดเงาเฮี้ยนด้านข้างของผีบรรพชน (เงาด้านข้างได้จากเงาของวัตถุทึบแสงซึ่งเป็นข้อจำกัดในตัวเอง)

2. รูปเงา ใช้ยางไม้ผสมดินบางชนิดวาดรูปเงาด้านข้างผีบรรพชนรวมถึงรูปที่ต้องการบนเพิงผาหรือผนังถ้ำ ส่วนรูปคนผิดส่วนคือผีบรรพชน (ที่ผิดส่วนเพราะเป็นผี ไม่ใช่คน) รูปผีบรรพชนเห็นด้านข้างเพราะสืบเนื่องการวาดรูปเงาจากเล่นเงา ซึ่งจะเป็นต้นแบบต่อไปให้หนัง

วาดคนเหมือนจริงทำได้โดยดูจากรูปสัตว์วาดเหมือนจริง แต่ที่วาดคนผิดส่วนเพราะต้องการวาดรูปผีบรรพชน

[ครั้นหลังรับวัฒนธรรมอินเดีย บ้านเมืองต่อมาพัฒนารูปเงาเป็นลายกนกสลักหินบนศาสนสถานซึ่งพบมากในกัมพูชา จากนั้นทำลายกนกสลักบนแผ่นหนังวัว-หนังควาย (ภาษาเขมรเรียก แสฺบก) เป็นภาพเล่าเรื่องตามมหากาพย์จากอินเดีย แล้วไทยรับมาเรียกหนังใหญ่-หนังตะลุง (ตะลุง เป็นภาษาเขมร แปลว่า เสา ที่เรียกหนังตะลุงเพราะเมื่อเชิดหนังต้องมีก้านไม้ไผ่เสียบตัวหนังใช้ถือเชิดและปักให้นิ่งกับท่อนกล้วยที่จัดวางไว้)]

ภาชนะดินเผามีฝาปิดและมีคอคอด (เหมือนน้ำเต้า) บรรจุกระดูกมนุษย์ ราว 2,500 ปีมาแล้ว พบบริเวณทุ่งกุลาร้องไห้ อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด (ภาพจากหนังสือ ศิลปวัฒนธรรมไทย กระทรวงวัฒนธรรม พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ.2557 หน้า 44)

เรื่องเล่าจากรูปเขียนบนหิน

รูปเขียนบนหิน หมายถึง รูปเขียนราว 2,500 ปีมาแล้วบนเพิงผา, ผนังถ้ำ ฯลฯ พบทั่วไปในประเทศไทยและเพื่อนบ้านโดยรอบ

รูปเขียนบนผาหินเหล่านี้ถูกวาดโดยบรรพชนหลายชาติพันธุ์และพูดหลายตระกูลภาษา ซึ่งน่าจะไม่มีตระกูลภาษาไท-ไต เพราะขณะนั้นมีหลักแหล่งอยู่ทางโซเมียตอนบน หรือทางตอนใต้ของจีน-ตอนเหนือของเวียดนาม ยังมาไม่ถึงดินแดนไทยปัจจุบัน

เรื่องเล่าเหล่านี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับคนไทย (เพิ่งมีสมัยหลัง) ดังนี้

1. เรื่องเล่าที่นำไปเขียนรูปเป็นเรื่องซึ่งเฮี้ยน และเป็นที่เชื่อถือแพร่หลายได้รับรู้ทั่วกันทุกชาติพันธุ์หรือหลายชาติพันธุ์ และน่าจะรวมทั้งกลุ่มไท-ไต

2. เมื่อคนไท-ไตโยกย้ายลงมาพร้อมภาษาไท-ไตถึงบริเวณต่างๆ ที่มีรูปเขียนอยู่ก่อนแล้วจึงรับรู้เรื่องเล่าและบอกเล่าสืบเนื่องมา

3. คนดั้งเดิมที่สืบโคตรอยู่บริเวณที่มีรูปเขียนมาแต่เดิม ต่อมาพูดภาษาไท-ไตแล้วกลายตนเป็นไทย เรื่องเล่าจากหินก็เข้าสู่ความทรงจำ เมื่อนานเข้าถูกเขียนเป็นวรรณกรรมไทย ซึ่งตัวอย่างสำคัญอยู่ในเรื่องเล่ากำเนิดมนุษย์จากน้ำเต้าที่แพร่หลายในชาติพันธุ์ต่างๆ

กำเนิดมนุษย์จากน้ำเต้า เป็นเรื่องเล่าแพร่หลายในกลุ่มชนหลายชาติพันธุ์ทางลุ่มน้ำโขง โดยไม่พบหลักฐานว่าเริ่มบอกเล่ากันมาตั้งแต่เมื่อไร? ต่อมาอีกนานเรื่องเล่ากำเนิดมนุษย์จากน้ำเต้าถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรอยู่ในพงศาวดารล้านช้าง แล้วยังพบในเอกสารของไทดำ เมืองแถน (เดียนเบียนฟู) ในเวียดนาม ความเคลื่อนไหวเหล่านี้เป็นหลักฐานยืนยันว่าคำบอกเล่าหรือเรื่องเล่าเป็นวัฒนธรรมร่วมของนานาชาติพันธุ์ที่มีถิ่นฐานอยู่บริเวณลุ่มน้ำโขงและแพร่หลายลงไปลุ่มน้ำเจ้าพระยา แต่ไม่รู้ว่าเรื่องเล่านี้เริ่มมีเมื่อไร? มาจากไหน?

คนเกิดจากน้ำเต้าเป็นเรื่องเล่ากำเนิดมนุษย์ ส่วนผู้เป็นเจ้าคือผีฟ้า (เป็นใหญ่อยู่บนฟ้า) ไม่ได้เกิดจากน้ำเต้า เมื่อคนเกิดจากน้ำเต้าแล้วผู้เป็นเจ้าส่งทายาทคนหนึ่งมีอำนาจเป็นใหญ่ควบคุมคนที่เกิดจากน้ำเต้า

กำเนิดมนุษย์จากน้ำเต้าเป็นความเชื่อหลายพันปีมาแล้วของคนหลายชาติพันธุ์ เพราะพบภาชนะดินเผามีฝาปิดและมีคอคอด (รูปร่างเหมือนน้ำเต้า) ใช้บรรจุกระดูกมนุษย์ไม่น้อยกว่า 2,500 ปีมาแล้ว นักโบราณคดีขุดพบในแหล่งขุดค้นเขตทุ่งกุลาร้องไห้ (อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด)

ผลน้ำเต้าเป็นสัญลักษณ์ของการเกิด เพราะมีรูปร่างคล้ายมดลูกซึ่งเป็นอวัยวะภายในของเพศหญิงที่มีช่องหรือทางให้กำเนิดทารกอันเรียกว่าช่องคลอด ส่วนลักษณะทรงกลมป่องของน้ำเต้าเหมือนท้องของแม่ที่มีทารกอยู่ข้างใน และเมล็ดน้ำเต้าซึ่งมีจำนวนมากสอดคล้องกับความต้องการของคนหลายพันปีมาแล้วที่ต้องการมีลูกจำนวนมากๆ เพื่อเป็นกำลังทำการผลิตพืชผลทางกสิกรรม น้ำเต้าจึงเป็นพืชศักดิ์สิทธิ์ของคนเกือบทั้งโลก โดยเฉพาะในวัฒนธรรมอินเดีย, จีน และอุษาคเนย์

การบรรจุกระดูกคนตายไว้ในน้ำเต้ายังหมายถึงการกลับสู่ถิ่นเดิมที่เกิดมาคือน้ำเต้า ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของครรภ์มารดาหรือท้องของแม่ หลักฐานโบราณคดีพบอย่างนี้เท่ากับเป็นพยานว่าเรื่องกำเนิดมนุษย์จากน้ำเต้าเป็นความเชื่อมีจริงและมีเรื่องเล่าอยู่จริงในสังคมดึกดำบรรพ์หลายพันปีมาแล้ว และยังเชื่อสืบเนื่องต่อมาจนปัจจุบัน แต่รูปแบบภาชนะเปลี่ยนไปเป็นโกศ (สำหรับชนชั้นนำ), หม้อดิน (สำหรับชาวบ้าน) เป็นต้น

รูปเขียน 2,500 ปีบนผาหิน มีความเป็นมาเกี่ยวข้องกับคำบอกเล่าหรือเรื่องเล่า ดังนี้ (1.) มีคำบอกเล่าหรือเรื่องเล่าอยู่ก่อนนานแล้ว (2.) เมื่อเทคโนโลยีมีพร้อมจึงมีพิธีกรรมเขียนรูป-วาดรูปตามความเชื่อว่าเฮี้ยนและขลังอย่างยิ่งของคำบอกเล่าหรือเรื่องเล่านั้น (3.) บริเวณที่เขียนรูป-วาดรูป เป็นพื้นที่ทำพิธีกรรมสม่ำเสมอในศาสนาผีร่วมกันของชุมชนมาก่อน

เรื่องเล่าจากรูปเขียน 2,500 ปีมาแล้วบนผาหินจำนวนไม่น้อยยังสืบเนื่องความเชื่อจนปัจจุบัน ได้แก่

เซ่นผีแม่ข้าว สืบเนื่องเป็น “นาตาแฮก” ทางลุ่มน้ำโขง และ “แรกนาขวัญ” ทางลุ่มน้ำเจ้าพระยา

น้ำฝนจากกบ, คางคก สืบเนื่องเป็นวรรณกรรมลุ่มน้ำโขงเรื่อง “พญาคันคาก” และด้วยความยกย่องกบ มนุษย์จึงเลียนแบบท่ากบ กางแขน กางขา ในพิธีกรรมหลายพันปีมาแล้วจากนั้นได้สืบเนื่องจนปัจจุบันเป็นท่าเต้นโขนยักษ์-ลิง

โพนช้าง หมายถึง จับช้างป่าด้วยช้างต่อและเชือกปะกำ ยังทำสืบเนื่องจนทุกวันนี้ทางลุ่มน้ำมูล เช่น สุรินทร์, ศรีสะเกษ เป็นต้น

บวดควาย หมายถึง การควบคุมควายตามต้องการของคน ยังมีทำสืบเนื่องเป็นการละเล่นทุกวันนี้ในอีสานหลายแห่ง ส่วนลุ่มน้ำเจ้าพระยาเปลี่ยนแปลงเป็นการละเล่น “กระอั้วแทงควาย” แต่ปัจจุบันรู้จักทั่วไปว่า “กระตั้วแทงเสือ”

นกส่งขวัญขึ้นฟ้า สืบเนื่องถึงทุกวันนี้เป็น “นกหัสดีลิงค์” ในงานศพพระสงฆ์ หรือผู้มีทรัพย์และอำนาจในชุมชน •

 

| สุจิตต์ วงษ์เทศ